แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จังหวัดที่มีส้วมใช้จังหวัดแรก

จังหวัดที่มีส้วมใช้เป็นจังหวัดแรกในประเทศไทย คือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ประดิษฐ์คือนายอินทร์ บุญสะอาด เขามีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการสุขาภิบาลของกรมสาธารณสุข นายอินทร์จบการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ แล้วเข้ารับราชการอยู่ในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม และได้เป็นทหารกองหนุน ขั้นที่ ๑ ประเภทที่ ๑ จากนั้นได้เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ประจำหน่วยส่งเสริมสุขาภิบาลที่ ๔ สุดท้ายจึงย้ายไปเป็นผู้ตรวจการสุขาภิบาลประจำอำเภอท่าเรือ และที่นี่เองเขาได้คิดสร้างส้วมขึ้นมาเป็นครั้งแรก (ไม่ทราบวันเดือนปีที่สร้าง) เป็นส้วมสาธารณะตั้งอยู่ตรงตลาดท่าเรือ

ส้วมแต่ก่อนไม่มีฝาปิด ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่ายเขาจึงคิดส้วมชนิดมีฝาปิด โดยฝาปิดส้วมจะมีลักษณะเป็นลิ้น และลิ้นนี้จะไปขัดอยู่กับประตูส้วม วิธีใช้คือ เวลาเข้าไปถ่ายให้ใช้ขาถีบลิ้นที่เป็นฝาปิดนี้จะไปขัดกับประตู และจะมีส่วนยื่นออกมานอกประตูคนข้างนอกเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าคนกำลังใช้ส้วมอยู่ก็จะไม่เข้าไป เพราะลิ้นขัดอยู่ตรงประตูไว้ เวลาใช้ส้วมเสร็จก็ให้ปิดฝาส้วมไว้ตามเดิมลิ้นที่ขัดอยู่ตรงประตูก็จะเปิดออก นั่นหมายความว่า ถ้าถ่ายเสร็จแล้วไม่ปิดฝาเหมือนเดิม ก็จะออกไปขางนอกไม่ได้ ส้วมชนิดนี้ใช้ชื่อตามนามสกุลของเขา คือ ส้วมบุญสะอาด

“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”

แสง สว่างจากหิ่งห้อย เกิดจากสารลูซิเฟอร์รินไปรวมกับออกซิเจนในอากาศ และมีสารอีกตัวหนึ่ง คือ สารลูซิเฟอเรส เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาเคมี ซึ่งสารทั้ง 2 ชนิดนี้ หิ่งห้อยจะเป็นตัวปล่อยออกมาโดยตรง แสงของหิ่งห้อยจะมีลักษณะวาบๆ ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะแสงสว่างจะขึ้นอยู่กับจังหวะการหายใจ จังหวะหายใจเข้าแสงจะติด และจังหวะหายใจออก แสงจะดับ แสงที่เกิดจากหิ่งห้อยจะมีปริมาณแสงสว่างที่น้อยมาก เพียง 1 ใน 1,000 จากเทียนไขธรรมดา เท่านั้นเอง โดยหิ่งห้อยทั้งตัวผู้และตัวเมีย จะใช้แสงของมันดึงดูดเพศตรงข้าม และบางครั้งก็ใช้ล่อเหยื่อ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า แสงในตัวหิ่งห้อยมีได้ถึง 4 สี คือ สีเขียว สีเขียวแกมเหลือง เหลือง และสีส้ม ขึ้นอยู่กับสภาวะที่แตกต่างกัน


วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ชื่อเล่น

กำเนิดชื่อเล่น
ประวัติของชื่อเล่นนั้น สันนิษฐานว่า น่าจะปรากฏครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรสมภพ ยศเจ้าฟ้ายังไม่มีในประเพณีกรุงศรีอยุธยา พระองค์เป็นราชนัดดาคงทรงพระยศเป็นพระองค์เจ้า ฝรั่งจึงเรียกในจดหมายเหตุแห่งในสมัยนั้นว่า "The Black Prince" ตรงกับ "พระองค์ชายดำ" และเรียกพระอนุชาเอกาทศรถว่า "The White Prince" ตรงกับ "พระองค์ชายขาว"

การตั้งชื่อเล่นปรากฏเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นพระนามของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์มักเป็นคำมากพยางค์ ทำให้พระนามยาว และเรียกไม่สะดวก จึงต้องมีวิธีเรียกให้สั้นจนกลายเป็น "ชื่อเล่น" แต่กระนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับกาลเทศะของผู้พูดเป็นสำคัญ

จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการของชื่อเล่นมีความเกี่ยวข้องกับชื่อจริง เมื่อสภาพสังคมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป คือเน้นความเสมอภาคมากขึ้น สามัญชนจึงตั้งชื่อจริงยาวขึ้น และเรียกยากขึ้นเช่นเดียวกับพระนามของเจ้านาย ด้วยเหตุนี้ชื่อเล่นจึงปรากฏใช้ในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตามการเรียกชื่อเล่นที่ย่อมาจากชื่อจริงอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ เพราะชื่อเล่นเดียวกันอาจมาจากชื่อจริงที่ต่างกันได้หลายชื่อ เช่น คนที่ชื่อจริงว่า "กิตติบูรณ์" "ธนบูรณ์" "ภัทรบูรณ์" "ธีรบูรณ์" และ "สมบูรณ์" อาจมีชื่อเล่นว่า "บูรณ์" เหมือนกันหมด ปัญหาที่เกิดจากการเรียกชื่อเล่นจากส่วนหนึ่งของชื่อจริงนี้ กอปรกับความคุ้นเคยต่อการใช้คำไทยง่าย ๆ เพื่อสื่อลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคล นับเป็นจุดกำเนิดของ "ชื่อเล่น" (Pet Name) และ "ชื่อล้อ" (Nick Name) ซึ่งแยกต่างหากออกจากชื่อจริงอย่างเด็ดขาด และใช้เรียกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

ซึ่งในปัจจุบันการตั้งชื่อ ผู้ตั้งชื่อมักจะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อที่จะตั้งชื่อ ได้แก่ เพศของทารก วันเวลาเกิด ความหมายของชื่อ ความไพเราะของชื่อ ความแปลกใหม่ของชื่อ ชื่อของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน นามสกุล การเลียนแบบชื่อผู้อื่น และเสียงต่าง ๆ ในชื่อที่อาจเกิดปัญหา โดยส่วนใหญ่บิดามารดานิยมตั้งชื่อด้วยตนเอง โดยตั้งด้วยตนเอง และเลือกชื่อจากสื่อแนะนำการตั้งชื่อ


10 ชื่อเล่นยอดนิยม
10 ชื่อเล่นยอดนิยม สำรวจโดยกระทรวงวัฒนธรรม 2550-2551

1.เมย์
2.พลอย
3.แนน
4.ไอซ์
5.แบงค์
6.น้ำ
7.ฟ้า
8.นิว
9.บอล
10.เบียร์

ชื่อเสียงเรียงนาม

"...คนชื่อเฮง มากมีก็ยังซวย คนชื่อสวย ยังบ่งามเลยนี่ คนชื่อรวย ฮ่วยเงินบ่มี คนชื่อดี ยัง บ้า บ้า บ๊อง บ๊อง...” ส่วนหนึ่งของบทเพลงนี้อาจทำให้ฉุกคิดได้ว่า “ชื่อ” บ่งบอกอะไรได้มากมายหลายอย่าง บางคนก็เป็นอย่างที่บทเพลงกล่าวถึง แต่บางคนกลับเป็นไปตามชื่อของตนอย่างไม่น่าเชื่อ!! อย่างที่โบราณกล่าวไว้ว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” คงไม่มีใครอยากตั้งชื่อที่ไม่เป็นมงคลให้กับตนเองหรือคนที่คุณรัก ส่วนใหญ่ล้วนปรารถนาในชื่อที่มีความหมายที่ดี นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง มั่งมี ศรีสุข ให้กับชีวิตกันทั้งนั้น

ความเชื่อเรื่องการตั้งชื่อเกิดขึ้นในสังคมของมนุษย์มานับร้อย ๆ ปีแล้ว เพราะคนเราทุกคนจำเป็นต้องมีชื่อหรือนามใช้เรียกขาน สื่อสารกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าใครติดต่อกับใคร หรือว่ากำลังพูดกับใครอยู่ เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต“ชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับการตั้งชื่อมายาวนาน เริ่มตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย เพราะเป็นช่วงที่คนไทยเริ่มมีการรวมตัวกันเป็นชาติและที่สำคัญพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมาโดยการนำรูปแบบมาจากอักษรขอมโบราณ”

หลักการตั้งชื่อก็เพื่อความเป็นสิริมงคล มีความหมายที่ดี เช่น อัจฉรา แปลว่า นางฟ้า หรือ ศักดา แปลว่า ผู้สูงศักดิ์ เป็นการตั้งชื่อตามความหมาย รวมไปถึงศักดินาต่าง ๆ ราชทินนาม หรือนามที่ได้รับพระราชทานของเจ้าพระยา พระยา หมื่น กรม ก็เช่นเดียวกัน


นับตั้งแต่สมัยอยุธยาจนต้นรัตนโกสินทร์ สามัญชนไทยตั้งชื่อลูกกันง่ายๆ พยางค์เดียวหรืออย่างมากก็ไม่เกินสองพยางค์ อย่างทอง ขำ แจ่ม เอี้ยง ฉิม อิน จัน หรือทองอิน บุญมา โดยมากชื่อเหล่านี้จะใช้ได้ทั้งหญิงและชาย มีซ้ำกันมากมาย ส่วนชื่อยาวและไพเราะมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต มักอยู่ในพระนามของเจ้านายเป็นส่วนใหญ่ ความนิยมตั้งชื่อยาวๆ ไพเราะเพราะพริ้งในหมู่คนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้านายเริ่มในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และ ๗ ชื่อคนไทยเริ่มยาวขึ้นเป็นสองพยางค์ ถือว่าเก๋ทันสมัยกว่าคนรุ่นพ่อแม่ อย่างชื่อของลูกๆแม่พลอยคือ ประพนธ์ ประพันธ์ ประพัทธ์ และประไพ นอกจากนี้ก็มีชื่ออย่างสมใจ วิมล ยุพา อำนวย แล้วมาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในยุค '' วัธนธัม ''พ.ศ. ๒๕๘๒ ที่รัฐกำหนดให้ผู้ชายและผู้หญิงมีชื่อเหมาะสมกับเพศของตน

มาในสมัยกรุงศรีอยุธยา รูปแบบที่นิยมตั้งชื่อมีอยู่ 3 ลักษณะ ด้วยกัน แบบแรกยังเป็นการตั้งชื่อ โดยมีความหมายที่ดี ส่วนแบบที่ 2 คือ การตั้งชื่อโดยการแก้ดวง หรือการตั้งเสริมดวง เช่น เมื่อตรวจดวงชะตาแล้วคนนั้นอายุสั้นจะตั้งชื่อให้มีอายุยาว เป็นคนอ่อนแอก็ต้อง ตั้งให้เป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือดูจากท่าทางแล้วเป็นคนซนหยาบกระด้างก็จะตั้งชื่อให้มีความหมายเป็นคนสุภาพ ถ้าผู้หญิงที่ดูกระโดกกระเดกจะตั้งชื่อให้แปล ว่าเป็นคนอ่อนช้อย เป็นผู้มีกิริยามารยาทงดงาม สุดท้าย การตั้งชื่อตามอาชีพของพ่อแม่ หรือตามลักษณะของวงศ์ตระกูลของบรรพบุรุษ เช่น พ่อรับราชการเป็นทหาร มีลูกชายก็จะตั้งชื่อว่า กล้าศึก ชาติชาย ฯลฯ

โดยในส่วนของการตั้งชื่อในลักษณะแก้ดวงหรือเสริมดวงนั้น ยังแบ่งได้อีกว่า เมื่อตรวจดูดวงชะตาแล้วไม่ดี ก็มักนิยมหาชื่อที่ตรงกันข้ามหรือที่มีความหมายที่แก้ดวงนั้นมาตั้งชื่อ อีกวิธีหนึ่งที่นิยมกัน คือ การเปลี่ยนชื่อโดยใช้หลักตำราทักษาปกรณ์ ตำราทักษาปกรณ์ หรือ ตำรามหาทักษา ที่เรียกอีกชื่อว่า อัฏฐเคราะห์ เป็นตำราโบราณมาจากอินเดีย แรกเริ่มนิยมใช้ตั้งฉายาพระสงฆ์เมื่อบวช ตำรานี้ มีหลักอยู่ว่าการตั้งชื่อคนควรให้สอดคล้องกับสิริมงคล 7 อย่าง คือ บริวาร อายุ เดช ศรี มูละ อุตสาหะ มนตรี และหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี 1 อย่าง คือ กาลกิณี โดยเอาวันเกิดของเจ้าชะตาเป็นหลักในการตั้งชื่อ เช่น วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร เป็นต้น แล้วมากำหนดตัวพยัญชนะ ที่ดีให้กับชื่อ โดยต้องไม่มีตัวกาลกิณี ถ้าเป็นเพศชายควรใช้พยัญชนะในวรรคเดชนำหน้า ถ้าเป็นเพศหญิงควรใช้พยัญชนะวรรคศรีนำหน้าชื่อ

การตั้งชื่อในสมัยก่อนยังเป็นการตั้งชื่อที่มีความหมายที่ดี เรียกง่าย เป็นคำที่ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่าย เนื่องจากใน สมัยนั้นประชาชนยังไม่ค่อยมีความรู้ การศึกษายังอยู่เฉพาะในวัดและวังเท่านั้น จึงมักมีพยางค์เดียวหรืออย่างมากก็ไม่เกินสองพยางค์ อย่าง แจ่ม เอี้ยง อิน จัน มั่น หรือทองอิน บุญมา พิกุล ส่วนชื่อยาวที่ไพเราะเพราะพริ้งมาจากภาษาบาลี และสันสกฤต มักเป็นชื่อของเชื้อพระวงศ์ ที่มีบรรดาศักดิ์ เจ้านาย เสียเป็นส่วนใหญ่” จุดมุ่งหมายของการตั้งชื่อเพื่อที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ เกิดกำลังใจให้กับตนเอง รวม ทั้งเกิดความมุมานะ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ไปสู่จุดหมายให้สมกับชื่อ ตำราการตั้งชื่อจึงมีการพัฒนาควบคู่กันไปกับการพัฒนาของระบบบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงระบบบัญชีรายชื่อต่าง ๆ

มาในปัจจุบัน ประชาชนเริ่มมีความรู้มากขึ้น ความนิยมในการเปลี่ยนชื่อจึงมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อมีคนเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในบางคน จึงเปลี่ยนตามบ้าง ยิ่งถ้าหาก ดารา นักแสดง หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเปลี่ยนชื่อแล้วเห็นได้ชัดเจนว่าดีขึ้น ยิ่งเป็นแรงจูงใจมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงอาจเปลี่ยน เพื่อเอาเคล็ด เปลี่ยนเพื่อให้ฟังง่าย คุ้นหู เรียกง่าย ไม่ได้มีเจตนาอื่น“สมัยนี้พ่อ แม่ นิยมตั้งชื่อที่เป็นมงคล ถูกต้องตามตำรากันตั้งแต่เกิด โดยมีความคิดว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ชื่อ ที่ไพเราะ เป็นมงคล ให้กับลูกที่กำลังจะเกิดมา ทำให้การตั้งชื่อตามหลักทักษาปกรณ์แพร่ หลายมากขึ้นจนมีตำราออกมามากมายอย่างที่เห็นกัน โดยจะสรรหาชื่อที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนคนอื่น มีรูปลักษณ์ทางภาษาที่แปลกหรือมีหลายพยางค์มากกว่าสมัยก่อนที่แสดงลักษณะเด่นของผู้เป็นเจ้าของชื่อ เช่น ออกเสียงแปลก สะกดแปลก เพื่อให้เป็นที่รู้จักและจดจำได้ง่าย สะดุดตา สะดุดหู ทำให้อยากเห็นรูปร่างเจ้าของชื่อ”

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจในชื่อของตนนิยมเปลี่ยนชื่อกัน ซึ่ง ตามกฎหมายพระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 ทุกคนสามารถเปลี่ยนชื่อได้ไม่มีกำหนดโดยให้เปลี่ยนได้ตลอด แต่ถ้าหากบุคคลนั้นกระทำความผิดแล้ว มาเปลี่ยนชื่อจะทำได้หรือไม่นั้นสมดี คชายั่งยืน ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า สามารถทำได้แต่ถ้านายทะเบียนท้องที่สอบสวนแล้วปรากฏว่า การเปลี่ยนชื่อดังกล่าวเป็นไป โดยเจตนาทุจริตจะใช้ดุลพินิจ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนได้

ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเลขไอดีบุคคล (ID Card) 13 หลัก ที่มีในบัตรประชาชนได้ เพราะคน 1 คนจะมีเลขไอดีบุคคล 13 หลัก เพียงครั้งเดียวคือ ครั้งแรกที่ทำบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อใหม่อีกกี่ครั้ง ทำบัตรหาย หรือจะเป็นบัตรหมดอายุ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม เมื่อได้บัตรประจำตัวประชาชนใบใหม่มา เลข 13 หลัก ก็จะยังเป็นเลขเดิมอยู่ รวมทั้งแม้ จะเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่ชื่อเดิมก็ ยังปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลทำให้ สามารถตรวจสอบได้ รวมไปถึง คนต่างด้าวที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ก็สามารถตรวจสอบได้ เพราะบุคคลเหล่านั้นก็มีเลข 13 หลักเช่นกัน“เลขไอดีบุคคลทั้ง 13 หลักนี้จะไม่มีใครสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ เพราะการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรของทางกรมการปกครองในระบบงานทะเบียนใช้ระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในองค์กรโดยเฉพาะ ไม่ได้ใช้ร่วมกับระบบอินเทอร์เน็ตทั่วไป ฉะนั้นการแฮกข้อมูลทำได้ลำบาก จะต้องมีเทคนิคที่สูงมาก”

ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน เผยว่า จากการสำรวจ ชื่อที่มีคนใช้มากที่สุดคือ สมชาย โดยมีผู้ใช้จำนวน 244,221 คน รองลงมา คือ สมศักดิ์ จำนวน 234,062 คน สมพร จำนวน 218,482 คน สมบูรณ์ จำนวน 173,955 คน และ ประเสริฐ จำนวน 173,367 คน ตามลำดับ

http://www.24thaiplaza.com/artdetail.asp?kid=1605

รายชื่อนามสกุลต่างประเทศที่ใช้กันมาก

นามสกุลที่นิยมใช้ในประเทศต่างๆทั่วโลก รายชื่อต่อไปนี้แสดงนามสกุลที่มีการใช้กันมาก(เรียงตามชื่อประเทศ)

เกาหลี
ชื่อแสดงในภาษาเกาหลี ด้วยตัวอักษรฮันกุลและในวงเล็บแสดงด้วยอักษรฮันจาที่ใช้ในภาษาเกาหลี
김 (金)
คิม
이 (李)
ลี
박 (朴)
ปาร์ค
최 (崔)
ชเว

จีน
ชื่อแสดงในภาษาจีน ด้วยอักษรจีนตัวเต็ม และถัดไปในวงเล็บแสดงอักษรจีนตัวย่อ กรณีที่อักษรจีนตัวย่อมีการลดรูปของอักษรตัวเต็ม ข้อมูลนี้เป็นการจัดอันดับในปี พ.ศ. 2549
李 หลี่ (Lǐ)
王 หวัง (Wáng)
張 (张) จาง (Zhāng)
劉 (刘) หลิว (Liú)
陳 (陈) เฉิน (Chén)
楊 (杨) หยาง (Yáng)
黃 (黄) หวง (Huáng)
趙 (赵) เจ้า (Zhào)
周 โจว (Zhōu)
吳 (吴) หวู (Wú)
徐 Xú
孫 (孙) ซุน Sūn
朱 จู (Zhū)
馬 (马) หม่า (Mǎ)
胡 หู (Hú)
郭 กัว (Guō)
林 หลิน (Lín)
何 เหอ (Hé)
高 เกา (Gāo)
梁 เหลียง (Liáng)
鄭 (郑) เจิ้ง (Zhèng)
羅 (罗) Luó
宋 ซ่ง (Sòng)
謝 (谢) Xiè
唐 ถัง (Táng)


ญี่ปุ่น
จัดอันดับจากจำนวนคนที่มีนามสกุลเดียวกันในสมุดโทรศัพท์ ชื่อในวงเล็บเป็นชื่อที่นิยมเห็นตามสื่อต่างๆ (ปี 2549)
(佐藤)
ซะโตะ (ซาโต)
(鈴木)
ซึซึกิ
(高橋)
ทะกะฮะชิ (ทากาฮาชิ)
(田中)
ทะนะกะ (ทานากะ)
(渡辺)
วะตะนะเบะ (วาตานาเบ้)
(伊藤)
อิโตะ (อิโต/อิโต้)
(山本)
ยะมะโมะโตะ (ยามาโมโตะ)
(中村)
นะกะมุระ (นากามูระ)
(小林)
โคะบะยะชิ (โคบายาชิ)
(加藤)
คะโต (คาโต้)
(吉田)
โยะชิดะ (โยชิดะ)
(山田)
ยะมะดะ (ยามาดะ)
(佐々木)
ซะซะกิ (ซาซากิ)
(山口)
ยะมะงุชิ (ยามากูชิ)
(松本)
มัทซึโมะโตะ (มัทซึโมโต้/มัทสึโมโต้/มัทซึโมโตะ/มัทสึโมโต/มะสึโมโต)
(井上)
อิโนะอุเอะ (อิโนอุเอะ/อิโนอูเอะ)
(斎藤)
ไซโต (ไซโต้)
(木村)
คิมุระ (คิมูระ)
(林)
ฮะยะชิ (ฮายาชิ)
(清水)
ชิมิซึ (ชิมิสึ)
(山崎)
ยะมะซะกิ (ยามาซะกิ)
(池田)
อิเกะดะ
(阿部)
อะเบะ (อาเบะ)
(森)
โมะริ (โมริ)
(橋本)
ฮะชิโมะโตะ (ฮาชิโมโตะ)

เดนมาร์ก
นามสกุลที่มีการใช้มาก ตัวเลขด้านลงเป็นจำนวนคนใช้ (ข้อมูลปี พ.ศ. 2547)
เจนซัน (Jensen) 303,089
นีลซัน (Nielsen) 296,850
แฮนซัน (Hansen) 248,968
พีเดอร์ซัน (Pedersen) 186,913
แอนเดอร์ซัน (Andersen) 172,894

ฝรั่งเศส

มาร์แตง (Martin)
แบร์นารด์ (Bernard)
โตมาส์ (Thomas)
เปอตี (Petit)

สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักร รวมถึง อังกฤษ เวลส์ ข้อมูลในวงเล็บเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่มีการใช้
สมิธ (Smith) (1.15%)
โจนส์ (Jones) (0.94%)
วิลเลียมส์ (Williams) (0.66%)
เทย์เลอร์ (Taylor) (0.53%)
บราวน์ (Brown) (0.51%)

สหรัฐอเมริกา

สมิธ (Smith) (1.006%)
จอห์นสัน (Johnson) (0.810%)
วิลเลียมส์ (Williams) (0.699%)
โจนส์ (Jones) (0.621%)
บราวน์ (Brown) (0.621%)
นามสกุลที่มีการใช้มากในสหรัฐอเมริกาแสดงถึงประวัติศาสตร์ในช่วงการอพยพจากทวีปยุโรป

สิงคโปร์
ตั๋น (ตามสำเนียงฮกเกี้ยน) หรือ ตั้ง (ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) 陈 (陳)
ลิ้ม
ลี
อึ้ง
อ๋อง

อาร์เจนตินา
กอนซาเลซ (González)
โรดรีเกซ (Rodríguez)
โลเปซ (López)
การ์เซีย (García)
โกเมซ (Gómez)
เปเรซ (Pérez)

นานสกุล

นามสกุล คือ ชื่อบอกตระกูล (หรือสกุล) เพื่อแสดงที่มาของบุคคลนั้น ว่ามาจากครอบครัวไหน ตระกูลใด โดยทั่วไปนามสกุล จะใช้ตามบิดาผู้ให้กำเนิด แต่บางครั้งก็ใช้ตามมารดา นามสกุล สามารถแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยได้รับการยินยอมจากเจ้าของสกุลด้วย
ก่อนหน้านี้ กฎหมายไทยกำหนดให้ผู้หญิงที่
แต่งงานแล้ว จะต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลสามี แต่ในปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดให้ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกใช้นามสกุลของตัวเองหรือของสามีได้ ซึ่งถือเป็นการให้สิทธิแก่สตรีตรงตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ระบุไว้
คำว่า "นามสกุล" บางครั้งเรียกว่า "ชื่อสกุล" หรือ "สกุล" เฉยๆ ก็มี เช่น "หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล"


มาของนามสกุลในประเทศไทย
เดิมคนไทยไม่ได้มีนามสกุล จะมีเพียงชื่อเรียกเท่านั้น ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงโปรดให้มีการตั้งนามสกุลเหมือนกับประเทศอื่นๆ โดยให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 และมีการพระราชทานนามสกุลให้แก่หลายครอบครัวที่เรียกว่า นามสกุลพระราชทานจำนวน 6,432 นามสกุล และหลายครอบครัวก็ตั้งนามสกุลตามชื่อของผู้นำของครอบครัวนั้น หรือตามถิ่นที่อยู่อาศัยของครอบครัวนั้น นามสกุลแรกของประเทศไทย คือ สุขุม

การตั้งนามสกุล
เมื่อมีพระราชบัญญัติขนามนามสกุลฯ ขึ้น ราษฎรไทยจึงต้องตั้งนามสกุลสำหรับใช้ในครอบครัวหรือตระกูลของตน โดยมีความนิยมหลายอย่างด้วยกัน ดังนี้
ตั้งตามชื่อของบรรพบุรุษ (ปู่ ย่า ตา หรือยาย)
ข้าราชการที่มีราชทินนาม มักจะนำราชทินนามมาตั้งเป็นนามสกุลของตน เช่น หลวงพิบูลสงคราม (แปลก) ใช้นามสกุล "พิบูลสงคราม"
ตั้งตามสถานชื่อตำบลที่อยู่อาศัย
ชาวไทยเชื้อสายจีนอาจแปลความหมายจาก "แซ่" ของตน หรือใช้คำว่าแซ่นำหน้าชื่อแซ่ หรือใช้ชื่อแซ่นำหน้า หรือสอดแทรกไว้ในนามสกุล
หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวง ใช้นามราชสกุลของตนเป็นนามสกุล แต่ลูกของหม่อมหลวงและต่อไปเป็นหลาน เหลน ใช้นามราชสกุลโดยลำพังไม่ได้ ต้องมีคำว่า "ณ อยุธยา" ต่อท้าย สำหรับเชื้อพระวงศ์

รวมพลคนชื่อแปลก, ในประเทศไทย

สายใจ เกาะมหาสนุก
สมศักดิ์ หวังกระแทกคาง
หวังนที จู๋ยืนยง
ณรงค์ นัดใช้ปืน
กันภัย สูญสิ้นภัย
อูโน่ หลาวทอง
ท้ายรถ (ชื่อคน)
อธิป จู๋กระจ่าง
ศักดิพันธ์ ชอบนอนหงาย
บรรจง หนึ่งในยุทธจักร
กนกกร เม่งเวหา รรรรรร (อ่านว่า ระ-รัน-รอน)
ท่านฮ่องเต้ สมลุนาวัน
นารัตน์ พัดลม
พล.อ.การุณ เก่งระดมยิง
ลำเทียน จ้องผสมพันธุ์
มนศักดิ์ กางมุ้งคอย
นส. ชะรอยจุติมา
(ชื่อ) นส. แลคโตเย่น
(ชื่อ) ดินทะยาน แจงใส
สร้อยเหม็น ฟางน้อย
พรัตน์ หม้อน้ำร้อน
ภาคภูมิ ด้วนรู้ที่
หรูหรา ออมตอง
วรุณนาโศรก จันทรคดี
หรินาท ปรปักษ์เป็นจุล
ชัยยศ พรหมจารีย์พินาศ
ชาติหมา(ชา-ติ-หะ-มา) นามสกุลพระราชทาน
วรต อกระโทก
( ชื่อ)บริสุทธิ์ (ตอนโทรสับ มักถามว่า...บริสุทธิ์อยู่มั้ย ?)
นักรบ ชนะราวี (พี่)
สงคราม ชนะราวี (น้อง)
นิธินัย เหินเวหา
ติ๊บ บุญนำ
แคน อัครฮาก
อ๊อด ไชโย
บารมี สมาธิปัญญา
( ชื่อ)บานพับ
บรรพต เจ็ดพี่น้องร่วมใจ
ชาติชาญ เล่นเอาขำ
บุญศรัทธา มหามงคล
หินชนวน อโศก
บุญพอ มีเท
จันมี โถรองมูล
( ชื่อ)สามศร (อันนี้ครูฝรั่งเรียกแล้วฮามากก ออกเสียงเป็น สำส่อน)
นนนที ปล้ำกะโทก
การหาญ โดนอม (อ่านว่า โด-นอม)

http://forum.thaidvd.net/index.php?showtopic=36941&pid=503681&mode=threaded&start=

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รถยนต์กับชื่อพระราชทานในเมืองไทย

รถยนต์กับชื่อพระราชทานในเมืองไทย เมื่อสมัยแรกมีรถยนต์ใหม่ๆ ในปลายรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้พระราชทานชื่อรถยนต์ต่างๆ ตาทที่มีผู้ขอพระราชทาน ทั้งรถยนต์หลวง รถยนต์พระบรมวงศานุวงศ์และรถยนต์ข้าราชบริพาร ตลอดจนรถยนต์ของพ่อค้าประชาชน รถยนต์ ร.ศ. 125-127 พระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าหญิงจงจิตถนอมดิศกุล ได้ทรงบันทึกไว้ 96 คัน ดังนี้

1. แก้วจักรพรรดิ์ รถยนต์พระที่นั่ง
2. ทัดมารุต รถยนต์พระที่นั่ง
3. ครุธพ่าห์ รถยนต์พระที่นั่ง
4. มหาหงส์ รถยนต์พระที่นั่ง
5. ทรงหณุมาน พระยาสีหราชเดโชชัย
6. สราญรมย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
7. พรหมมาศ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์
8. ราชสีห์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
9. นาภีปรามาศ
10. อากาศประกาย กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
11. พระพายผัน
12. จันทรมณฑล พระโสภณเพชรรัตน์
13. ย่นมรคา พระโสภณ (กิ๊ฟ โสภโณดร)
14. พิทยาธร
15. อมรโอสถ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์
16. สิบคชประชุม หลวงนาวาเกณิกร
17. ประทุมรัตน์ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
18. อัศวพาหน พระยามหาอำมาตย์ (เส็ง วิริยะสิริ)
19. พลดิเรก
20. เมขลา กรมพระนราธิปประพันธิพงศ์
21. ปราสาทสังข์ กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์
22. กำลังสิงห์ หลวงสวามิภักดิ์
23. สมิงทอง กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม
24. ฟ่องฟ้า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
25. ไอราพต รถยนต์พระที่นั่ง
26. จรดจักรวาล
27. วิมานลอย พระยาสโมสรสรรพการ
28. พลอยนพเก้า
29. เย้ากมล
30. พลโกสี พระยาปฏิพัทธภูบาล
31. อินทรีสมานพล กรมหลวงสรรพสาตร์ศุภกิจ
32. อจลศรัทธา กรมพระสมมตอมรพันธ์
33. เหราร่อนหาว กรมหลวงสิงหวิกรม
34. ฉาวพระนคร ม.จ. ไศลทอง ทองใหญ่
35. มักรวิหก กรมหลวงนครไชยศรีฯ
36. กนกมาลา พระยาเจริญราชไมตรี
37. ราชานุยันต
38. สุวรรณมุขี
39. มณีรัตนะ รถพระประเทียบฝ่ายใน
40. สลาสลวย รถพระประเทียบฝ่ายใน
41. กระสวงทอง รถพระประเทียบฝ่ายใน
42. ลำยองทาบ รถพระประเทียบฝ่ายใน
43. ภาพยนต์ รถพระประเทียบฝ่ายใน
44. กลกำลัง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนนครราชสีมา
45. กังหัน
46. พระขรรค์เพชร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
47. เกร็ดฟ้า สมเด็จพระราชบิตุล
48. ตราจักร สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
49. หลักสนาม
50. รามประพาส กรมพระนเรศวรฤทธิ์
51. อาศน์พระยม เจ้าพระยายมราช
52. ทมสารภี
53. โมรีบริรักษ์ เจ้าพระยาอภัยราชา
54. อัครนิวาศน์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์
55. อินทนู พระยานรฤทธิราชหัช
56. ชูเชิดชื่อ พระยาพิพัฒน์โกษา (ซาเวีย)
57. บรรลือฤทธิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
58. กฤษณจักร เจ้าพระยามหิธร
59. รักร้อย หลวงพฤฒิสารประสิทธิ
60. สร้อยลำยวน
61. กระบวนช่าง กรมพระกำแพงเพชร
62. สุรางค์สำเริง เจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต)
63. บำเทิงรัถยา
64. จำปาห้อยหู กรมหลวงสรรพสาตร
65. ชมภูห้อยบ่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
66. คธากฤษณ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลก
67. อาทิตย์มณฑล กรมพระจันทรบุรี
68. สนธิสวาสดิ์ พระยาสุพรรณสมบัติ
69. ราชหัศดี ม.จ. ศรีไสยเฉลิมศักดิ์
70. ลีหกุชร
71. ขจรทวีป พระยาณรงค์เรืองฤทธิ์
72. กลีบเมฆเคลื่อน หลวงจัตุรงค์วิไชย ต่อมาได้เป็น พระยาสุรวงศ์ วิวัฒน์ (เตี้ยม)
73. เลื่อนพโยม พระยาไพบูลสมบัติ
74. โคมเวหน พระสุรทัณฑ์พิทักษ์
75. หิรณรวย
76. นวยนาด
77. ไชยมงคล
78. กลวายุ
79 ลุปรารถนา
80. อุระแผ้ว
81. บัวแก้วน้อย
82. ลอยเมฆ
83. เอนกพล
84. พหลนิเวศร์
85. เกษตรราศรี
86. รัศมีอุทัย
87. ไชยเฉลิม
88. ประเดิมโรง
89. โพรงพราย
90. ชายหางโหง
91. ธงนำริ้ว
92. ทิวสบัด
93. เสลี่ยงกง
94. อุสงหงัน
95. สีหนาทจำทาย
96. นารายณ์ทรงปืน

จากรายชื่อรถยนต์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีชื่อคล้องจองตามลำดับทั้ง 96 คัน แหละนี่ก็คือรถยนต์รุ่นแรกของเมืองไทย ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อไว้ เมื่อ ร.ศ. 125-127 (พ.ศ. 2449-2451) ในปลายรัชกาล--จบ---สส-