แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รู้หรือไม่ "คำว่าฟันธง มีที่มาอย่างไร"


ก่อนจะพูดถึงคำว่า "ฟันธง" ขอพูดถึงคำว่า "ฟัน" ที่เป็นคำกริยาก่อน ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ อธิบายไว้ว่า คำว่า ฟัน นอกจากมีความหมายว่าเอาของมีคมฟาดลงไปแล้ว ปัจจุบันคำนี้มีความหมายที่ขยายออกไปเป็นจำนวนมาก เช่น


กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ตัวอย่างประโยค "งานนี้ฟันไปหลายล้านบาท"

-จัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างประโยค "เจ้านายเป็นคนตรง ถ้าลูกน้องทำผิดก็จะฟันทันที"

-กระทำการทางเพศ

ตัวอย่างประโยค "ยายคนนั้นน่ะ กูฟันไปเรียบร้อยแล้ว"

ทีนี้มาถึงคำว่า "ธง" และ "ฟันธง"


คำว่า ธง ตรงกับคำว่า flag ในภาษาอังกฤษ The American Heritage Dictionary of the English Language กล่าวไว้ว่า

หมายถึงการส่งสัญญาณให้หยุดได้ด้วย ดังในความว่า "flag down a passing car"


คำว่า flag down เมื่อแปลมาเป็นไทย ก็กลายเป็น "ฟันธง" ไปได้อย่างไม่เคอะเขิน กิริยาฟันธงนี้ จะเห็นได้ในกีฬาแข่งรถ ใช้เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเส้นชัยแล้ว


ธง นอกจากเป็นอุปกรณ์ซึ่งใช้เป็นอาณัติสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ความหมายยังขยายออกไป หมายถึง แนวคำตอบสำหรับข้อสอบ ได้ด้วย


ตัวอย่างประโยค "อาจารย์ใหญ่ให้ธงคำตอบมาแล้ว เดี๋ยวพวกเราช่วยกันตรวจข้อสอบพวกนี้ก็ได้"


คำอธิบายความหมายนี้ ตรงกับข้อมูลที่ "ซองคำถาม" ได้มาจากเว็บไซต์ pantip.com ห้องสมุด มีผู้เข้ามาอธิบาย (ขออภัยที่ลืมชื่อผู้ให้ข้อมูล) ว่า


"ศัพท์นี้ใช้มาก่อนในวงการนิติศาสตร์ เวลาตอบข้อสอบหรือตัดสินคดีความ 'ธง' คือประเด็นใหญ่ หลักใหญ่ คือตัวบทมาตราข้อกฎหมายหลักที่นำมาปรับใช้กับกรณีนั้นหรือโจทย์ข้อสอบนั้น การให้คะแนนของอาจารย์จะแบ่งเป็นส่วน ๆ แต่ส่วนแรกต้องถูกต้องเสียก่อน เรียกว่า 'ธงถูก' หรือ 'ฟันธงถูก' สามารถอ้างอิงบทมาตราได้ชัดเจน ถ้าไม่ถูกตั้งแต่ต้น อาจารย์จะไม่อ่านต่อ ไม่ให้คะแนนเลย แต่ถ้าธงถูก ฟันธงถูก ก็ได้คะแนนไปเกินครึ่ง แต่จะได้มากได้น้อยแค่ไหนต้องตามไปดูอรรถาธิบายขั้นต่อ ๆ ไป การตอบ 'ฟันธง' ก็คือสรุปให้ชัดเจนก่อน ณ เบื้องต้นว่าหลักการคืออะไร จากนั้นจึงค่อย ๆ สาธยายเหตุผล"


สรุปว่า ปัจจุบันคำ "ฟันธง" มีความหมายว่า ตัดสินว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ตัวอย่างประโยค "การชกมวยนัดนี้ ฟันธงลงไปได้เลยว่าฝ่ายแดงจะต้องเป็นฝ่ายชนะ" โดยคำนี้มีที่มาจากแวดวงการเรียนนิติศาสตร์


ที่มา ซองคำถาม นิตยสารสารคดี

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พยัญชนะตัว ค.ที่เป็นมากกว่า ค คน และ ค ควาย

ในพยัญชนะ ๔๔ ตัวของไทย ตัว ค.ถือเป็นพยัญชนะตัวที่ ๔ ถัดจาก ฃ พยัญชนะตัวที่สาม ซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว ค. เป็นพวกอักษรต่ำ ใช้เป็นตัวสะกดแม่กกในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสฤต เช่น โรค มรรค มารค เป็นต้น

พยัญชนะ ค.ตัวแรกที่เรารู้จักและคุ้นหูมาแต่เด็ก ก็คือ ค.ควาย เป็นชื่อเรียกสัตว์สี่เท้า เคี้ยวเอื้อง(อาการที่สัตว์สำรอกอาหารออกมาเคี้ยวให้ละเอียดอีกที) มีเท้าเป็นกีบคู่ รูปร่างใหญ่สีดำหรือสีเทา บางตัวมีเขาโค้งยาวบางตัวก็สั้น มีทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า ควายดังๆที่เป็นที่รู้จักกันดีในวรรณกรรม คือ ทรพี ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกลูกที่อกตัญญูต่อพ่อแม่ด้วย เพราะในเรื่องทรพีเป็นควายที่คอยวัดรอยเท้าทรพา ผู้พ่อ เพื่อจะท้าสู้และได้ฆ่าทรพาตายในที่สุด อีกตัวคือ ควายบุญเลิศ ซึ่งมีเขาโค้งยาวสวยงามมาก เรียกได้ว่าเป็นตัวเอกตัวหนึ่งในหนังเรื่อง “ศึกบางระจัน” เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี แม้ควายจะเป็นสัตว์ที่อาจกล่าวได้ว่ามีบุญคุณต่อคน เพราะช่วยทำไร่ไถนา ทำให้เรามีข้าวกิน แต่หากใครก็ตาม ถูกเรียกว่า “ไอ้ควาย” ล้วนเลือดขึ้นหน้าและเกิดอารมณ์โมโหโกรธาทั้งสิ้น เพราะคำๆนี้ กลายเป็นคำด่า หมายถึง คนโง่ คนเซ่อ หรือคนตัวใหญ่ แต่ไม่ฉลาด แต่หากพูดถึง ควายเหล็ก แล้วจะหมายถึง รถไถนา ถ้าเป็น ควายเขาเกก ก็หมายถึง ควายที่มีเขาเฉออกไม่เข้ารูปกัน แล้วยังหมายไปถึงคนอันธพาลเกะกะเกเรอีกด้วย ส่วนควายธนู เป็นของขลังชนิดหนึ่ง ทำเป็นรูปควายหรือเขาควาย ใช้เวทย์มนตร์ทางไสยศาสตร์เสกเป่าไปทำร้ายผู้อื่นหรือกันไม่ให้ผู้อื่นมาทำร้ายตัวเรา

นอกจาก ค.ควาย ที่เป็นสัตว์แล้ว สัตว์อื่นๆที่ขึ้นด้วยพยัญชนะตัว ค ก็ยังมีอีกหลายชนิด ได้แก่ คชสาร อันหมายถึง ช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา คชสีห์ เป็นสัตว์ในนิยาย มีรูปเป็นเหมือนราชสีห์ แต่มีงวงเหมือนช้าง ค่าง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คล้ายลิง คางเบือน เป็นปลาน้ำจืด ไม่มีเกล็ด คุ่น หรือ บึ่ง เป็นชื่อแมลงขนาดเล็กเท่าแมลงหวี่หรือโตกว่าเล็กน้อย เจาะดูดเลือดคนและสัตว์เป็นอาหาร อยู่ชุกชุมตามบริเวณชายน้ำ ชายทะเลและป่าทึบ เคย ชื่อสัตว์ทะเลหลายชนิดหลายสกุล รูปร่างคล้ายกุ้งแต่ตัวเล็กมาก ลำตัวใสหรือขุ่น ทุกชนิดเนื้อยุ่ย เหมาะสำหรับใช้หมักเกลือทำกะปิและน้ำเคย เค้า เป็นชื่อนกหลายชนิด หัวโต ตาโต ออกหากินกลางคืน เช่น เค้าโมง บางทีก็เรียกนกฮูก

สำหรับ ค. คน นั้น ถ้าเป็นคำนามมีความหมายว่า มนุษย์ ที่แปลว่า สัตว์ที่รู้จักเหตุผล และมีจิตใจสูง แต่หากเป็นคำกิริยา หมายถึง การเอามือหรือสิ่งอื่นกวนเพื่อทำให้สิ่งที่นอนก้น หรือที่เกาะกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนให้กระจายขยายตัว หรือกวนสิ่งต่างๆให้เข้ากัน นอกจากนี้ ยังมีคนในลักษณะต่างๆอีก เช่น คนดิบ หมายถึง ชายที่ยังไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุ คนเมือง คือ คำเรียกคนพื้นเมืองถิ่นพายัพ คนพื้นเมือง คือ ชนที่ได้อาศัยอยู่ในดินแดงนั้นมาแต่ดั้งเดิม คนมีสี เป็นคำพูด หมายถึง คนในเครื่องแบบ เช่น ทหารหรือตำรวจ คนหลักลอย คือ คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง หรือไม่มีฐานะอะไรให้เชื่อถือได้ คนโปรด หมายถึง ผู้ที่เป็นที่รักใคร่มากกว่าคนอื่นๆ คนเผือก คือ คนที่มีเซลล์สีผิวผิดปกติ มีร่างกายซีดขาวกว่าคนธรรมดา ผมขาว นัยน์ตาสู้แสงไม่ได้ ส่วนคนดอย คือ ชาวเขา


อนึ่ง สำนวน ภาษิต หรือคำที่ขึ้นด้วยพยัญชนะตัว ค. ก็มีหลายสำนวนที่น่าสนใจ อาทิ คนดีผีคุ้ม หมายถึง คนทำดีเทวดาย่อมคุ้มครอง มักใช้คู่กับ คนร้ายตายขุม คือ คนทำชั่วย่อมตกนรก มักเรียกรวมกันว่า คนดีผีคุ้ม คนร้ายตายขุม คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ หมายถึง คนรักมีน้อย แต่คนชังมีมาก คนตายขายคนเป็น หมายถึง การจัดงานศพอย่างใหญ่โต ทำให้ต้องจ่ายเงินมาก หรือทำให้เป็นหนี้สิน คดในข้องอในกระดูก หมายถึง คนที่มีสันดานคดโกง ไว้ใจไม่ได้ คนจรหมอนหมิ่น หมายถึง คนที่ไม่มีหลักแหล่ง หากจะคบหาต้องระมัดระวัง คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล แปลว่า หากเราคบคนชั่วก็จะถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี แต่ถ้ารู้จักคบคนดีก็จะได้ผลดีแก่ตัวเอง คอหอยกับลูกกระเดือก เป็นสำนวนหมายถึง คนที่เข้ากันได้ดี เป็นคนลักษณะเดียวกัน คอหยักๆสักแต่ว่าคน หมายถึง คนที่ไม่มีความคิด คนที่ไม่รับผิดชอบ คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เป็นคำเตือนหมายถึงว่าเมื่อออกทะเล ไม่ควรประมาท เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายได้ตลอดเวลา
คำที่ขึ้นด้วย ค.อันเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายที่น่ารู้ก็มี เช่น คดีแพ่ง จะหมายถึง คดีที่ฟ้องร้องเกี่ยวกับสิทธิส่วนเอกชน คดีอาญา คือ ข้อฟ้องร้องที่เกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายอาญา คดีมโนสาเร่ หมายถึง คดีอันมีทุนทรัพย์หรือค่าเช่าจำนวนน้อย ไม่เกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด หรือหมายถึงคดีเล็กๆน้อยๆ คดีอนาถา คือ คดีแพ่งที่ศาลให้ฟ้องหรือต่อสู้คดี โดยไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือบางส่วน คดีดำ คือคดีที่ยังไม่ยุติในชั้นศาล คดีแดง คือ คดีที่ยุติแล้วในชั้นศาล คดีอุทลุม ในสมัยโบราณ หมายถึง คดีอุกฉกรรจ์ อันได้แก่ คดีฟ้องร้องกล่าวหากัน ๑๔ ประการ ซึ่งผู้อื่นจะช่วยแก้ต่างไม่ได้ ผู้ถูกถามต้องให้การเอง เช่น ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบกระสือ ทำยาให้ท่านตายและเป็นหมอทำให้ท่านตาย เป็นต้น แต่ปัจจุบันคดีดังกล่าวหมายถึง คดีที่ลูกหลานฟ้องร้องบุพการีต่อศาล ทั้งคดีแพ่งและอาญา ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามทางกฎหมาย

นอกจากนี้ ค.ที่เป็นเรื่องธรรมชาติได้แก่ คงคา หมายถึง แม่น้ำ คคนางค์ (คะคะนาง)แปลว่า ท้องฟ้า คีรี แปลว่า ภูเขา แคว หมายถึง ลำน้ำที่ไหลมารวมกับลำน้ำอีกสายหนึ่ง เป็นต้น ส่วนที่เกี่ยวกับเทพนิยายต่างๆ เช่น คเณศ หรือ พระพิฆเนศวร หมาย เทพที่มีเศียรเป็นช้าง ถือว่าเป็นเทพแห่งศิลปะ เชื่อกันว่าบูชาแล้วจะช่วยขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆได้ ครุฑ เป็นพญานกในนิยาย เป็นพาหนะของพระนารายณ์ และยังใช้เป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายทางราชการ คนธรรพ์ เป็นชาวสรรค์พวกหนึ่ง มีความชำนาญด้านวิชาดนตรีและขับร้อง

ค.ที่มีความหมายไม่ค่อยดีและคนไม่ค่อยชอบเท่าไร เช่น โคม่า คือภาวะหมดสติขั้นรุนแรงซึ่งอาจจะเกิดจากโรค การบาดเจ็บหรือยาพิษ คัณฑมาลา คือ ฝีที่ขึ้นเป็นแถวตามคอ คัณฑสูตร คือ ฝีที่ชอบขึ้นบริเวณขอบทวารหนัก คุดทะราด คือ โรคติดต่อชนิดหนึ่ง เป็นแผลเรื้อรัง และมักมีกลิ่นเหม็น ส่วน ค –ย ซึ่งเป็นคำไม่สุภาพ นอกจากจะหมายถึง อวัยวะสืบพันธุ์ของชายหรือสัตว์เพศผู้บางชนิดแล้ว ในพจนานุกรมของมติชน ยังให้ความหมายไว้อีกว่า สิ่งที่ใส่เข้าไปในช่องที่ครือกัน และเป็นของที่สร้างสำหรับกัน เช่น ที่กดขนมจีน ซึ่งชิ้นหนึ่งเป็นกระบอก อีกชิ้นหนึ่งเป็นเดือยสำหรับกด และถ้าเป็นภาษาพูดยังมีความหมาย เป็นคำด่าแสดงความไม่พอใจหรือแดกดันด้วย

สำหรับ ค.ที่คนชอบและมีความหมายดี เพราะหมายถึงการอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คงจะได้แก่ ค คู่ทั้งหลาย เช่น คู่ครอง คู่รัก คู่คิด คู่เคียง คู่ใจ คู่ชีพ คู่ตุนาหงัน คู่บารมี คู่สร้างคู่สม เป็นต้น ส่วนคู่ตรงกันข้าม ที่ชวนทะเลาะวิวาทและคนไม่อยากเป็นก็มี คู่แค้น คู่เวรคู่กรรม คู่อาฆาต คู่ปรับ คู่พิพาท และคู่ความ เป็นต้น

มารู้จักพยัญชนะ ตัว จ ที่น่าจดจำ

ตัว จ.จาน นับเป็นพยัญชนะตัวที่ ๘ ของไทย เป็นพวกอักษรกลาง ที่ใช้เป็นตัวสะกดแม่กดในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสฤต เช่น กิจ ตำรวจ วินิจฉัย เป็นต้น
จ.ตัวแรกที่ขอกล่าวถึง เป็นชื่อบุคคลที่เราควรน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่มากมายเพื่อประชาชนชาวไทย ซึ่ง จุลจอมเกล้า ยังเป็นชื่อเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ทำให้หญิงซึ่งรับพระราชทานตราหรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ในวันฉัตรมงคลมีคำนำหน้านามว่า “คุณหญิง ท่านผู้หญิง” หรือ “คุณ” สำหรับผู้ที่ยังไม่แต่งงานอีกด้วย
ส่วน จินตหรา นอกจากจะเป็นชื่อเมียคนแรกของอิเหนาในวรรณคดีแล้ว ก็ยังเป็นชื่อนางเอกหนัง และแตงโมพันธุ์หนึ่งที่กินอร่อย แต่ถ้าเอ่ยชื่อ จะเด็ด แล้วละก้อหมายถึง พระเอกเจ้าเสน่ห์ ในเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ ซึ่งมีวาจาเกี้ยวพาราสีสาวๆเป็นยอด และมีตะละแม่จันทรา พี่สาวของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เป็นเมียเอก
สำหรับ จ .ที่เป็นตำแหน่งซึ่งเราได้ยินบ่อยๆจากหนังจีน คือ จอหงวน อันเป็นชั้นขุนนางที่บัณฑิตจีนทั้งหลายต้องไปสอบเพื่อเข้าไปรับใช้ฮ่องเต้ ส่วนจตุลังคบาท ในสมัยโบราณคือ เจ้ากรมพระตำรวจประจำ ๔ เท้าช้างทรงของพระมหากษัตริย์หรือพระมหาอุปราชาในเวลาศึกสงคราม ที่รู้จักกันดีคือในสงครามยุทธหัตถีระหว่างพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา ถ้าเป็นจตุโลกบาล(จะตุโลกกะบาน) จะหมายถึง หัวหน้าเทวดาในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช มีหน้าที่รักษาโลกในทิศทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ (ทะตะรด) จอมคนธรรพ์ ดูแลทิศบูรพาหรือตะวันออก ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ ดูแลทิศทักษิณหรือใต้ ท้าววิรูปักษ์ จอมนาค ดูแลทิศประจิมหรือตะวันตก ท้าวกุเวร จอมยักษ์ ดูแลทิศอุดรหรือเหนือ ส่วนจตุสดมภ์ หมายถึง วิธีจัดระเบียบราชการบริหารส่วนกลางแบบสมัยก่อน ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ที่มีเสนาบดีเป็นเจ้ากรม คำว่าสดมภ์แปลว่า หลัก แต่ถ้าพูดถึงจตุรงคพล จตุรงคโยธา จตุรงคเสนา ล้วนหมายถึง กองทัพที่มีกำลัง ๔ เหล่าได้แก่เหล่าช้าง เหล่ารถ เหล่าม้าและเหล่าราบ
สัตว์ที่ขึ้นด้วยพยัญชนะตัว จ. ที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน คือ จอ ที่เป็นชื่อเรียกปีนักษัตรที่ ๑๑ มีหมาเป็นเครื่องหมาย จอที่มีชื่อเสียงได้แก่ คุณทองแดงและลูกๆหลานๆ รวมทั้งหมาในหนังต่างๆ เช่น บีโธ่เฟน เบนจี้ และแลสซี่สุนัขแสนรู้ นอกจากนี้ก็ยังมี จงอาง ที่เป็นชื่องูพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โตเต็มที่ยาวประมาณ ๔.๕ เมตรตัวสีเขียวอมเทา ชูคอแผ่แม่เบี้ยได้ บางแห่งก็เรียกบองหลา จระเข้ (จอระเข้) เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ มีปากยาวและปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกว่า”ก้อนขี้หมา” มักหากินในน้ำ ในประเทศไทยมี ๓ ชนิดคือ จระเข้น้ำจืดหรือจระเข้สยาม จระเข้อ้ายเคี่ยมหรือจระเข้น้ำเค็ม และจระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง หากเขียนเป็น จะเข้ จะหมายถึงดนตรีไทยชนิหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายตัวจระเข้ ตัวเป็นโพรง วางยาวไปกับพื้น มีสาย ๓ สาย ใช้บรรเลงผสมอยู่ในวงเครื่องสายและมโหรี ลักษณนามเรียกเป็นตัว จักจั่น เป็นชื่อแมลงพวกหนึ่ง มีหลายขนาด ตัวผู้มีอวัยวะพิเศษสำหรับทำเสียงให้ได้ยินไปไกล ระดับเสียงค่อนข้างสม่ำเสมอ จามรี เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง จำพวกวัว ขนยาวมากและละเอียดอ่อน มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ หางยาวเป็นพู่ อาศัยอยู่ตามภูเขาสูงในทิเบต กล่าวกันว่าเป็นสัตว์ที่รักขนตนเองยิ่ง จิ้งโกร่ง เป็นชื่อเรียกจิ้งหรีดชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทางพายัพเรียก จี้กุ่ง หรือขี้กุ่ง อีสานเรียก จี่นายไม้ จี่ป่ม หรือจี่โป่ง ส่วน จะละเม็ด เป็นเต่าทะเลชนิดหนึ่ง
สำนวนหรือคำกริยาที่ขึ้นด้วยตัว จ. เช่น จับได้ไล่ทัน หมายถึง รู้เท่าทัน จับตัววางตาย หมายถึง กำหนดลงไปแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง จับงูข้างหาง คือทำสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย จับดำถลำแดง คือ มุ่งอย่างหนึ่งไปได้อีกอย่างหนึ่ง หรือกลายเป็นอีกอย่างหนึ่ง จับปูใส่กระด้ง คือ ยากที่จะทำให้อยู่นิ่งๆ จับเปาะ หมายถึง ตรงเป้า เช่น ต่อยจับเปาะเข้าที่ปลายคาง จับแพะชนแกะ หมายถึงทำอย่างขอไปที จับมือใครดมไม่ได้ หมายถึง หาตัวผู้กระทำผิดมิได้ จับมือถือแขน คือ ฉวยโอกาสล่วงเกินผู้หญิงด้วยการจับมือจับแขนในเชิงชู้สาว จับเสือมือเปล่า คือแสวงหาผลประโยชน์โดยตัวเองไม่ต้องลงทุน เจ้าไม่มีศาล สมภารไม่มีวัด หมายถึง ผู้ที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ใจเร็วด่วนได้ คือ อยากได้เร็วๆ โดยไม่คิดให้รอบคอบ จ. ที่พ้องเสียงคืออ่านเสียงเหมือนหรือคล้ายกัน แต่เขียนคนละแบบ และมักเขียนผิดกันบ่อยๆ ได้แก่ โจทก์ หมายถึง บุคคลผู้ฟ้องคดีต่อศาล เป็นผู้กล่าวหา โจทย์ หมายถึง คำถามในวิชาคณิตศาสตร์ หรือหมายถึงสิ่งที่คล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น ปัญหานี้เป็นโจทย์ที่รัฐแก้ไม่ตก โจษ หรือโจษจัน หมายถึงพูดกันเซ็งแซ่ เล่าลือกันอื้ออึง โจก หมายถึง หัวหน้า มักใช้ในทางไม่ดี เช่น พวกหัวโจก
และสำหรับ จ.ใจ ที่หมายถึง สิ่งทำหน้าที่รู้ รู้สึก นึกและคิด มีมากมายเลยทีเดียว ที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น ใจเต้น ลมหายใจ กลั้นใจ เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด เช่น ใจซื่อ ใจคด ใจบ้านใจเมือง หมายถึง บริเวณที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญของสถานที่ ใจกลาง หมายถึง ศูนย์กลาง ใจจดใจจ่อ หมายถึง มุ่งอยู่ เป็นห่วงอยู่ ใจชื้น แปลว่า รู้สึกเบาใจ มีความหวังขึ้น ไม่เดือนร้อน ใจดำ คือ เห็นแก่ตัว ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจง่าย คือ เชื่อง่าย ยินยอมง่าย ใจเติบ มีใจกว้างขวางเกินสมควร มีใจอยากให้มากเข้าไว้หรือใหญ่โตเข้าไว้ ใจแตก คือ ประพฤติไปตามที่ตนนิยมในทางที่ผิด หรือนอกโอวาทจนเคยตัว ใจถึง คือ กล้าพูด กล้าทำ ใจทมิฬ คือ มีใจดุร้าย ร้ายกาจ มักใช้ ใจทมิฬหินชาติ
ใจน้อย คือ โกรธง่าย ใจนักเลง คือ มีใจกล้าสู้หรือใจกว้างกล้าได้กล้าเสีย ใจปลาซิว คือ มีใจไม่อดทน ใจเพชร คือ ใจแข็ง ใจไม้ไส้ระกำ คือเพิกเฉยดูดาย ไม่มีเมตตากรุณาหรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใคร ใจแป้ว คือ มีใจห่อเหี่ยว ใจฝ่อ คือ ตกใจ ส่วนใจมือ นอกจากแปลว่ากลางฝ่ามือแล้ว ยังเป็นมาตราตวงตามประเพณีโบราณ ๑๕๐ เมล็ดข้าวเท่ากับ ๑ ใจมือ และ ๔ ใจมือเท่ากับ ๑กำมือ ๘ กำมือเท่ากับ ๑ จังออน ถ้าเป็น ไจ ที่สะกดด้วยไม้มลาย หมายถึงด้ายหรือไหมที่แยกจากเข็ดแล้วมัดผูกไว้เพื่อมิให้ยุ่ง และเป็นลักษณะนามเรียกด้ายหรือไหมที่แยกออกจากเข็ดแล้ว (เข็ด คือ ลักษณนามที่เรียกด้ายหรือไหมหลายไจรวมกัน)
นอกจากนี้เรายังมีคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว จ ที่คนแสนเบื่อในปัจจุบัน คือ จราจร ที่เกี่ยวเนื่องกับยวดยานพาหนะและคน ที่มักจะ จอแจ คือ มีผู้คนคับคั่งและเสียงเซ็งแซ่ จนจะกลายเป็นจลาจล คือ ความวุ่นวายปั่นป่วนไม่มีระเบียบอยู่ในเวลานี้ ทำให้ต้อง จอด คือ หยุดอยู่หรือหยุดชั่วคราว ตลอดเวลา ไม่สามารถไปให้รวดเร็วเหมือน จรวด คือยานอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงได้ ที่แย่คือ เวลาเจอ จ่า ที่มิได้มีแปลว่า เครื่องใช้ตักแกง ตักข้าวทำด้วยกะลามะพร้าว มีด้ามถือ แต่ดันไปพบกับ จ่า ที่หมายถึงตำรวจชั้นประทวน หรือจ่าสิบตำรวจที่ดักจับอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงข้างหน้า มาจาระไน คือ พูดชี้แจงอย่างละเอียดลออถี่ถ้วนถึงความผิดของเรา จนทำให้เราต้องร้อง จ้าก แล้วเกิดจับสั่น คือ ไข้ที่ถูกยุงก้นปล่องกัดกระทันหัน จากนั้นก็แก้ตัว จ้าละหวั่น คือ ชุลมุนวุ่นวาย ว่าจักขุ คือ ลูกกะตาของหนูเห็นแต่ไฟแดง แต่ไม่เห็นตำรวจค่ะ อย่ามาเก็บ จังกอบ ที่สมัยโบราณหมายถึง ภาษีผ่านด่าน หรือภาษีที่เก็บเพื่อบำรุงท้องที่เลยนะค่ะ จ่าฟังแล้วอาจเกิดอาการจั๊กเดียม คือ กระดาก เขินอาย หรืออาจรู้สึก จั๊กจี้ คือ อาการที่ทำให้รู้สึกเสียวสะดุ้งหรือหัวเราะโดยไม่ตั้งใจเมื่อถูกจี้เอวหรือรักแร้ เลยไม่ จับกุม คือ เกาะกุมตัวไว้ไม่ให้หนี จนเราเกิดความ จับจิตจับใจ อันหมายถึงติดใจ เป็นที่พอใจ แล้วอยาก จุมพิต คือ จูบ เจ้าประคุณ คือคำที่เรียกผู้ที่นับถือ และท่านที่เป็นเจ้าบุญนายคุณ ก่อนจะจรลี คือเดินเยื้องกรายไป เป็นอันจบ จำนรรจ์ การพูดถึงตัว จ ที่น่ารู้เพียงนี้

รู้เรื่อง ฉ.ฉิ่ง พยัญชนะตัวที่ ๙ ของไทย

ฉ.ฉิ่ง ที่เด็กๆมักท่องจำกันว่า “ฉ.ฉิ่ง ตีดัง ช.ช้าง วิ่งหนี” นั้น คงเป็นเพราะว่าเสียงดังของฉิ่งทำให้ช้างตกใจกลัว จึงต้องวิ่งหนีไป ฉ.ฉิ่งที่ว่านี้ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๙ ของพยัญชนะไทย ที่มีด้วยกันอยู่ ๔๔ ตัว นับเป็นพวกอักษรสูง ซึ่งมี ๑๑ ตัวได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส และห แม้จะมีคำที่ขึ้นต้นด้วย ฉ ฉิ่งไม่มากนัก แต่หลายคำเชื่อว่าบางคนก็ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำมาบอกกล่าวเล่าให้ทราบ ดังต่อไปนี้
ฉ ตัวแรกที่เราน่าจะรู้จักกันดี คือ ฉ ฉัน สรรพนามบุรุษที่ ๑ อันเป็นคำใช้แทนตัวผู้พูด พูดกับผู้ที่เสมอกัน เช่น ฉันชอบคุณ ผู้ใหญ่ใช้พูดกับผู้น้อย เช่น ฉันขอเตือนเธอว่าอย่าทำเช่นนั้นอีก นอกจากนี้ ฉัน ยังเป็นคำกริยาที่ใช้แก่ภิกษุ สามเณร หมายถึง กิน และอาจจะหมายถึง เสมอเหมือนก็ได้ เช่น ฉันญาติ ฉันใดก็ฉันนั้น
ในกรณี ฉ.ฉิ่ง ที่อยู่ตัวเดียวโดดๆ คือ ฉ มีความหมายว่า หก จะอ่านได้ ๓ แบบ คือ ฉอ ฉ้อ และฉะ ขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่กับตัวใด มักจะใช้ประกอบหน้าศัพท์อื่น เช่น ฉกษัตริย์ (ฉ้อกะสัดหรือ ฉอกะสัด) หมายถึง กษัตริย์ ๖ พระองค์ ซึ่งเป็นชื่อกัณฑ์ที่ ๑๒ ของเทศน์มหาชาติอันประกอบด้วย พระบิดามารดาของพระเวสสันดร ตัวพระเวสสันดร พระนางมัทรี กัณหา และชาลี ส่วนฉกามาพจร หรือฉกามาวจร (ฉะกามาพะจอน ฉะกามาวะจอน) หมายถึง สวรรค์ ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี ฉทวาร (ฉะทะวาน) หมายถึง ทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ฉทานศาลา (ฉ้อทานนะสาลา) คือ ศาลาซึ่งเป็นที่ทำทาน ๖ แห่ง ส่วน ฉศก (ฉอศก) เป็นการเรียกปีจุลศักราชที่ลงท้ายด้วยเลข ๖ เช่น ปีชวดฉศก จุลศักราช ๑๓๔๖ เป็นต้น
นอกจากนี้ ฉ ที่หมายถึง สัตว์ ก็มี ฉลู เป็นชื่อปีที่สองของรอบปีนักษัตร มีวัวเป็นเครื่องหมาย ส่วน ฉลาม ก็เป็นปลาทะเลที่เรารู้จักกันดี โดยเฉพาะจากภาพยนตร์เรื่อง “จอส์ว” ฉลามมีหลายชนิด เช่น ฉลามหนู ฉลามเสือ ฉลามหิน บางชนิดมีขนาดใหญ่มาก เช่น ฉลามวาฬ เช่นเดียวกับ ฉนาก (ฉะหนาก) ก็เป็นชื่อปลาทะเลอีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นเฉาฮื้อ จะหมายถึงปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีลำตัวยาว สีเงิน ไม่มีหนวด เกล็ดใหญ่เรียบ มีถิ่นเดิมอยู่ในประเทศจีน นำเข้ามาเลี้ยงเป็นอาหาร ฉัททันต์ เป็นชื่อช้างตระกูล ๑ ใน ๑๐ ตระกูล เรียกว่าฉัททันตหัตถี มีกายสีขาวบริสุทธ์ดังสีเงินยวง แต่ปากและเท้าสีแดง และยังเป็นชื่อสระใหญ่สระหนึ่งในเจ็ดสระของป่าหิมพานต์อีกด้วย
สำหรับ ฉ ที่ทำให้คนงงๆ คงได้แก่ ฉงน หมายถึง สงสัย ไม่แน่ใจ แคลงใจ ส่วนฉงาย(ฉะหงาย) หมายถึง สงสัย ซึ่งเรามักจะพูดคู่กันว่า ฉงนฉงาย แต่ถ้าใครก็ตามมาทำท่าฉวัดเฉวียน (ฉะหฺวัดฉะหฺวียน) คือ อาการบินวนเวียนไปมาอย่างผาดโผน หรือขับรถแบบฉวัดเฉวียน ก็คงทำให้เราฉิว คือ รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที ในทางตรงกันข้าม หากบอกว่ารถแล่นฉิว อันหมายถึง เร็วเรื่อยไปไม่ขาดสาย เร็วไม่ติดขัด เรากลับจะชอบใจด้วยซ้ำ จึงขึ้นกับว่าจะเป็น ฉิว แบบไหน
ฉ. แปลกๆที่เราไม่ค่อยได้ยิน ได้แก่ ฉมบ (ฉะมบ) หมายถึง ผีผู้หญิงที่ตายในป่าและสิงอยู่บริเวณที่ตาย มีรูปเห็นเป็นเงาๆ แต่ไม่ทำอันตรายใคร ถ้าเขียนฉฺมบ เป็นคำเขมร หมายถึง หมอตำแย ฉมา (ฉะมา) แปลว่า แผ่นดิน แต่ถ้า ฉมำ (ฉะหฺมำ) จะหมายถึง แม่น ไม่ผิด หรือขลัง ส่วนฉม่อง (ฉะหฺม่อง) หมายถึง คนตีฆ้อง เช่น “พานรนายฉม่องว่องไว คุมคนธรรพ์ไป ประจานให้ร้องโทษา” เป็นคำพากษ์ในรามเกียรติ ฉวะ (ฉะวะ) หมายถึง ร่างสัตว์หรือคนที่ตายแล้ว หรือซากศพ (เป็นคำที่ใช้เฉพาะในหนังสือ ไม่ใช่คำพูดทั่วไป) ฉวาง (ฉะหฺวาง) หมายถึง วิธีเลขชั้นสูงของโบราณอย่างหนึ่ง หรือจะแปลว่า ขวาง ก็ได้ เช่น อันว่าพยัคฆราช อันฉวางมรรคาพระมัทรี ฉินท- หรือฉินท์ (ฉินทะ- )หมายถึง ตัด ขาด ทำลาย เช่น ฉินทฤกษ์ คือ ฤกษ์ตัดจุก ส่วน เฉลว (ฉะเหฺลว) หลายคนอาจจะยังเคยเห็น เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง ทำด้วยตอกขัดเป็นมุมๆ ตั้งแต่ ๕ มุมขึ้นไป ใช้สำหรับปักหม้อยา หรือปักเป็นเครื่องหมายในสิ่งของที่จะขาย หรือปักบอกเขต
ฉ ฉิ่งที่เกี่ยวกับกิริยาอาการ ได้แก่ ฉก คือ การฉวยหรือชิงเอาไปโดยเร็ว ฉกฉวย คือ ยื้อแย่งไปต่อหน้า ฉกชิง คือ แย่งเอาไปซึ่งหน้า ฉีก คือ ทำให้ขาดแยกออกจากกัน ฉีด หมายถึง ใช้กำลังอัดหรือดันให้ของเหลวอย่างน้ำพุ่งออกมาจากช่องเล็กๆ ฉุก คือ อาการที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน เช่น ฉุกคิด ฉุกใจ คือ คิดขึ้นมาได้ทันทีตอนนั้น ฉะฉาน คือ อาการที่พูดห้าวหาญและชัดถ้อยชัดคำ บางแห่งก็ใช้ฉาดฉาน
สำหรับ ฉ ที่คนรังเกียจหรือไม่ค่อยชอบก็มีหลายคำ ได้แก่ ฉ้อ คือ โกง ฉ้อฉล คือ การใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวเพื่อให้เขาหลงผิด ฉ้อราษฎรบังหลวง คือ การที่พนักงานเจ้าหน้าที่เก็บเงินจากราษฎรแล้วไม่ส่งหลวงหรือเบียดบังเงินหลวง ฉุน คือ หมายถึง แรง กล้า มักใช้กับกลิ่นและรส เช่น เหล้าฉุน และยังแปลว่า รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที แต่ถ้าบอกว่าฉุนเฉียว จะหมายถึง ฉุนจัด หรือโกรธเร็ว โกรธง่าย โฉด หมายถึง โง่เขลาเบาปัญญา เฉา หมายถึง เหี่ยว ไม่สดชื่น เฉ่ง คือ การชำระเงินที่ได้เสียกัน หรือชำระเงินที่ติดค้างกันอยู่ แต่อาจจะหมายถึงการด่า ว่าหรือทำลายร่างกายกันก็ได้ เฉด หมายถึง การขับไล่ไสส่ง เช่น เฉดหัวไป แฉ หมายถึง ตีแผ่ เปิดเผย แฉโผย หมายถึง เปิดเผยข้อที่ปิดบังหรือความลับ แฉะแบะ คือ อาการที่นั่งเฉื่อยชาอยู่นานๆ ฉุ หมายถึง เนื้อไม่แน่น อ้วนหรือบวม ฉาว คือ อื้ออึง เอิกเกริก ฉาวโฉ่ หมายถึง เกรียวกราวขึ้น รู้กันไปทั่วมักใช้ในเรื่องไม่ดี และฉาตกภัย (ฉาตะกะไพ) คือ ภัยที่เกิดจากความแห้งแล้ง ภัยที่เกิดจากข้าวยากหมากแพง
ถ้าเป็น ฉ ที่ชวนให้คนชอบ น่าจะได้แก่ ฉลาด หมายถึง เฉียบแหลม ไหวพริบดี ปัญญาดี ฉลาดเฉลียว คือ มีปัญญาและไหวพริบดี ฉอเลาะ คือ พูดออดอ้อนหรือแสดงกิริยาทำนองนั้นเพื่อให้เอ็นดู มักใช้กับเด็กหรือผู้หญิง ฉม หมายถึง กลิ่นหอม เครื่องหอม ฉลวย (ฉะหฺลวย) หมายถึง สวยสะโอดสะอง โฉมตรู หมายถึง หญิงงาม ไฉไล หมายถึง งาม โฉนด คือ หนังสือราชการที่แสดงกรรมสิทธ์ในที่ดิน ส่วน ฉลอง หมายถึง การทำบุญหรือบูชาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นงานเอิกเกริกเพื่อแสดงความปิติยินดี เช่น ฉลองพระ ฉลองอายุ ฉลองปริญญา ขณะเดียวกัน ถ้าใช้ว่า ฉลองคุณ จะหมายถึง ทดแทน และถ้าใช้เกี่ยวกับราชาศัพท์มักจะหมายถึง จำลอง รอง แทนหรือช่วย เช่น ฉลองได หมายถึง ไม้เกาหลัง ฉลองพระเนตร คือ แว่นตา ฉลองพระองค์ หมายถึง เสื้อ เป็นต้น ส่วน ฉัตร จะหมายถึง เครื่องสูงชนิดหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายร่มซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ
และ ฉ ฉิ่ง เอง นอกจากจะหมายถึง เครื่องตีกำหนดจังหวะแล้ว ยังมีความหมายว่า เก เฉ ไม่ตรงด้วย โดยมากมักใช้แก่แขน ขา เช่น ขาฉิ่ง แขนฉิ่ง คือ แขน ขาไม่ตรง
ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงบางส่วน ของพยัญชนะตัว ฉ ที่ ฉัน ได้ ฉวย คือ คว้า จับ หรือหยิบเอาโดยเร็ว มา ฉลองศรัทธา คือ ตอบแทนกันเต็มที่ ให้แก่ โฉมยง หมายถึง ผู้รูปร่างงามสง่าทั้งหญิงและชาย เผื่อจะเกิดถูกโฉลก คือ โชค หรือโอกาสไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี จะได้เฉลี่ย แบ่งส่วนให้เท่ากันหรือแจกจ่ายให้ทั่วกันด้วย เฉาก๊วย ขนมสีดำที่ทำจากเมือกอันได้จากการต้มเคี่ยวพรรณไม้ชนิดหนึ่ง กินกับน้ำหวานหรือใส่น้ำตาลทรายแดง หรือจะให้ฉู่ฉี่ แกงอย่างหนึ่งมาก็ได้ แล้วจะพาไปฟังเพลงฉ่อย เพลงพื้นบ้านชนิดหนึ่งเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง ก่อนจะขอลาไปแบบฉันทานุมัติ คือ ความเห็นชอบตามโดยความพอใจ แล้วเจอกันฉบับหน้า ตัว ช.ช้าง



http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=7&DD=12

ช. ช้าง น่ารัก พยัญชนะตัวที่ ๑๐

เมื่อเอ่ยถึง ช.ช้าง เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักและคุ้นเคยกับสัตว์ใหญ่ชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันช้างบ้านเรา ไม่ได้อาศัยอยู่แต่ในป่าเท่านั้น แต่ต้องเดินทางเร่ร่อนออกจากถิ่นเดิมมาทำมาหากินในเมืองเช่นเดียวกับคนท้องถิ่นอีกจำนวนไม่น้อย ทำให้เราได้พบเห็นช้างตัวจริงกันอยู่เสมอ
ช.ช้าง เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๐ ในอักษรไทย ๔๔ ตัว ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะได้แนะนำให้ได้รู้จักคำและความหมายที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัวนี้ต่อไป
แน่นอนว่า ช. ตัวแรกที่แนะนำ ก็ต้องเป็น ช.ช้าง สัตว์ที่แสนจะน่ารักและผูกพันกับคนไทยมาช้านาน เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทย อันประกอบด้วย ช้าง ศาลาไทย และต้นราชพฤกษ์ ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีถิ่นกำเนิดใน ๒ ทวีป คือ ทวีปแอฟริกา และทวีปเอเชีย ช้างแอฟริกาจะดุร้าย เลี้ยงให้เชื่องไม่ได้ ตรงกันข้ามกับช้างเอเชียที่มีนิสัยไม่ดุร้าย เลี้ยงง่าย ฉลาด อยู่กับมนุษย์ได้ ช้างตัวผู้ถ้ามีงายาวจะเรียก ช้างพลาย ถ้างาสั้นหรือไม่มีงาจะเรียก ช้างสีดอ ส่วนตัวเมียเรียกว่า ช้างพัง มักจะไม่มีงาปรากฏให้เห็น แต่ถ้าบางตัวมีงาสั้นๆจะเรียกว่า ช้างขนาย ช้างเป็นสัตว์กินพืช มักอยู่รวมกันเป็นโขลง มีช้างพังอายุมากเป็นจ่าโขลง เรียก แม่แปรก (ปะ-แหรฺก)ถ้าพูดถึง ช้างเผือก จะหมายถึง ช้างที่มีลักษณะต่างจากช้างทั่วไป เป็นช้างมงคลที่ต้องตามตำราคชลักษณ์ ถือเป็นสัตว์คู่บุญบารมีพระมหากษัตริย์ และคำว่า ช้างเผือก นี้ ยังหมายถึง คนดีมีวิชาที่เกิดในชนบท แล้วมามีชื่อเสียงโด่งดังในเมือง แต่ถ้าพูดถึง “ ทางช้างเผือก ” จะหมายถึง แสงของกลุ่มดาวที่แผ่เห็นสว่างเป็นพืดในท้องฟ้า ที่ซึ่งอังศุมาลินนัดแนะโกโบริให้ไปเจอกันหลังตายในเรื่อง “ คู่กรรม ” ด้วย
นอกจากนี้ยังมีช้างที่คนมักกล่าวถึงอยู่เสมอๆ เช่น พญาฉันทันต์ เป็นช้างพระโพธิสัตว์ในทศชาติชาดก สมัยที่พระพุทธองค์เสวยชาติเป็นพญาช้างชื่อ ฉัททันต์ มีงาเปล่งรัศมี ๖ สี อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ช้างปัจจัยนาเคนทร์ เป็นช้างคู่บุญบารมีพระเวสสันดร ช้างนี้ไปอยู่ที่ใดก็จะทำให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ช้างปาลิไลยกะ เป็นช้างที่ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าขณะเสด็จไปประทับจำพรรษาอยู่ที่ป่า ในกรุงโกสัมพี ที่เรามักเห็นพระพุทธรูปปางปาลิไลย์ ที่มีช้างและลิงคู่กัน ส่วน ช้างเอราวัณ ก็คือ ช้างทรงของพระอินทร์ มี ๓๓ เศียร เศียรหนึ่งมี ๗ งา งาหนึ่งมี ๗ สระ สระหนึ่งมีกอบัว ๗ กอ กอหนึ่งมี ๗ ดอก ดอกหนึ่งมี ๗ กลีบ กลีบหนึ่งมีเทพธิดา ๗องค์ เรียกว่าใหญ่โตมาก
ช้าง นอกจากจะหมายถึง สัตว์ตัวโตที่ว่าแล้ว ยังเป็น ชื่อของกล้วยไม้ อย่างช้างดำ ช้างกระ และช้างแดง ส่วนคำว่า “ ช้างน้ำ ” จริงๆแล้ว หมายถึง สัตว์ในนิยาย มีรูปร่าง และงางวงเหมือนช้าง และมีหางเป็นปลา แต่ถ้าสาวใดถูกเรียกว่า ช้างน้ำ เมื่อใด ให้รู้ไว้เถอะว่า เขาว่าเรามีหุ่นอวบอ้วน จ่ำม่ำคล้ายช้างนั่นแล
สำหรับคำขึ้นต้นด้วย ช.ที่เป็นสัตว์อื่น ยังมี ชวด ซึ่งเป็นปีแรกในรอบปีนักษัตร มีหนู เป็นเครื่องหมาย ถ้า ชวด เป็นคน จะหมายถึง พ่อหรือแม่ของปู่ย่า ตายาย บ้างทีก็เรียกว่า ทวด แต่เมื่อไรก็ตาม ที่เป็น ชวด เป็นกริยา จะหมายถึง ความผิดหวัง ไม่ได้ดังหวัง คล้ายๆคำว่า แห้ว ส่วน ช้อนหอย จะเป็นชื่อนกหลายชนิดในวงศ์หนึ่ง ซึ่งมีปากยาวโค้ง ปลายแหลม หากินในน้ำตื้น ส่วน ชะนี ก็คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คล้ายลิง แต่มีแขนยาวมาก ไม่มีหาง เดินตัวตั้งตรง ร้องเสียงดัง ที่เรามักจะล้อกันว่า ร้องเรียก “ ผัววววๆ ” และกลายเป็นศัพท์สแลงของกลุ่มรักร่วมเพศที่เรียกผู้หญิงว่า “ ชะนี ” ด้วย ซึ่งความจริงเสียงร้องนี้จะแสดงอาณาเขตของแต่ละคู่ และแต่ละชนิดก็ร้องไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ชะนี ยังเป็นชื่อของทุเรียนพันธุ์หนึ่งที่กินอร่อย ถ้าเป็น ชะมด จะหมายถึงสัตว์ตระกูลเดียวกับอีเห็นและพังพอน มีต่อมกลิ่นใกล้เครื่องเพศ มักหากินในเวลากลางคืน ในบ้านเรามีหลายชนิด แต่ที่ใช้น้ำมันจากต่อมกลิ่นมาทำ น้ำหอม ได้แก่ ชะมดเช็ด ส่วน ชะมดเชียง จะเป็นชื่อเครื่องหอมที่ได้มาจากกวางชะมดตัวผู้ และ ชัลลุกา จะหมายถึง ปลิง
ช.ที่เป็นอวัยวะของคนเรา ก็มี ชงฆ์ หมายถึง แข้ง คือ ส่วนหน้าของขา ใต้เข่าลงไปถึงข้อเท้า ราชาศัพท์เรียก พระชงฆ์ ชิวหา จะหมายถึง ลิ้น ส่วน ชานุ คือ เข่า
ช. ที่เกี่ยวเนื่องกับอาการต่างๆ ได้แก่ ชา หมายถึง อาการที่รู้สึกน้อยกว่าปรกติ เนื่องจากเส้นประสาทรับความรู้สึกถูกกด ถูกตัดขาด หรือถูกสารพิษ เช่น มือเท้าชา ส่วน ชาเย็น จะเป็นอาการเฉยเมยไม่สนใจใยดี ชัก คือ อาการที่กล้ามเนื้อกระตุกอย่างกะทันหันและรุนแรง มักมีอาการมือเท้าเกร็ง ช้ำ คือ ลักษณะน่วมระบมเพราะถูกกระทบกระแทกอย่างแรงหรือบ่อยๆ
สำนวนที่ขึ้นด้วย ช. เช่น ชักตะพานแหงนถ่อ หมายถึง ตั้งใจทำอะไรแล้วไม่เป็นผลสำเร็จ ต้องคอยค้างอยู่ ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน หมายถึง นำศัตรูเข้าบ้าน ชักใบให้เรือเสีย คือ พูดหรือทำขวางๆให้การสนทนาหรือการงานเขวออกนอกเรื่องไป ชักแม่น้ำทั้งห้า คือ พูดจาหว่านล้อม ยกยอบุญคุณเพื่อขอสิ่งที่ประสงค์ ชักหน้าไม่ถึงหลัง หมายถึง มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด หมายถึง ความชั่วหรือความผิดร้ายแรงที่คนรู้กันทั่วแล้ว จะปิดอย่างไรก็ไม่มิด ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ หมายถึง ค่อยๆคิดค่อยๆทำ ดีกว่าด่วนทำ ชุบมือเปิบ หมายถึง ฉวยประโยชน์จากคนอื่นโดยไม่ได้ลงทุนลงแรง ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ หมายถึง ปล่อยไปตามเรื่องตามราว ไม่เอาเป็นธุระ ชิงสุกก่อนห่าม คือ ทำสิ่งที่ยังไม่สมควรแก่วัยหรือยังไม่ถึงเวลา
ช. ขึ้นต้นที่คนรังเกียจ น่าจะได้แก่ ชรา คือ แก่ด้วยอายุ หรือหมายถึงชำรุดทรุดโทรม ชู้ หมายถึง ชายที่ร่วมประเวณีด้วยเมียเขา หรือหญิงถ้ามีสามีแล้ว ไปร่วมประเวณีชายอื่น ก็เรียกว่า มีชู้ ถ้าหญิงหรือชายที่ใฝ่ในทางชู้สาวก็จะถูกเรียกว่า “ เจ้าชู้ ” นอกจากนี้ในทางกฏหมายสมัยก่อน ยังมีคำว่า ชู้เหนือขันหมาก หมายถึง ชายที่ลอบได้เสียกับหญิงที่เป็นคู่หมั้นชายอื่น ชู้เหนือผัว หมายถึง ชายที่ลักลอบได้เสียกับหญิงที่สามียังมีชีวิตอยู่ ชู้เหนือผี คือ ชายที่ลักลอบได้เสียกับหญิงที่สามีตาย แต่ศพยังสามียังอยู่บนเรือน เชย คือ ไม่ทันสมัย เปิ่น ชุ่ย คือ หวัดๆ มักง่าย ไม่ได้เรื่องได้ราว ชุลมุน คือ อาการที่เป็นไปอย่างสับสนวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบ ช้ำรั่ว หมายถึง ชื่ออาการของโรคอย่างหนึ่ง เกิดจากความผิดปรกติของกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่ได้เหมือนคนปกติ ช็อก คือสภาวะที่ร่างกายเสียเลือดจนความดันเลือดต่ำมาก หรือการถูกกระทบจิตใจอย่างรุนแรง หรือถูกกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน จนทำให้เป็นลมหมดสติในทันที เชลย คือ ผู้ที่ข้าศึกจับตัวได้ และ ชั่ว คือ เลว ทราม ไม่ดีเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือจารีตประเพณี
ส่วน ช.ที่คนนิยม คงจะได้แก่ เช้งวับ หมายถึง สวยเพราะตกแต่งให้งามเป็นพิเศษ ชนะ คือ มีชัยเหนืออีกฝ่าย ชม คือ การยกย่อง สรรเสริญ ชอบ คือ ความพอใจ ชำนาญ หมายถึง เชี่ยวชาญจัดเจน ชิ้น เป็นภาษาพูดโบราณ หมายถึง คู่รัก ส่วน โชค หมายถึง สิ่งที่นำผลมาให้โดยคาดหมายได้ยาก มักนิยมใช้ในทางดี
ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่ง ของพยัญชนะตัว ช. ซึ่ง เชื่อ ว่า หลายคนคงจะ ใช้ อย่าง เชี่ยวชาญ (สันทัดจัดเจน)อยู่แล้ว แม้จะไม่ โชกโชน (มีประสบการณ์มากมาย) แต่ก็คงมี ชั้นเชิง (ท่วงที อุบาย) ช่ำชอง (ชำนิชำนาญ) จน เชิดหน้าชูตา ได้ แต่ตอนนี้ต้องขอ ชุลี ( มาจากอัญชุลีแปลว่าไหว้) ไป เชื้อเชิญ พยัญชนะตัว ซ . โซ่ มา ชักนำ (โน้มน้าวให้เห็นคล้อยตาม) เพื่อเพิ่ม เชาวน์ (ปฏิภาณไหวพริบ) ท่านต่อไป ไชโย คือ คำที่เปล่งเสียงอวยชัยให้พร หรือแสดงความดีใจเมื่อได้รับชัยชนะ


http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=10&DD=2

อยากรู้ไหมพยัญชนะตัว ซ ซ่อนอะไรไว้บ้าง

ซ โซ่ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๑ ของไทย แม้จะมีคำที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัวนี้ไม่มากนัก แต่ก็น่าสนใจไม่น้อย ดังที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะได้นำเสนอต่อไป
ตัว ซ เป็นพวกอักษรต่ำ ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กดของคำที่มาจากภาษาต่างประเทศ เช่น ผ้ากอซ เป็นต้น ซ ตัวแรกที่แนะนำ น่าจะทำให้หลายคนรู้สึกมีความหวัง และเพิ่มกำลังใจให้ไม่น้อย นั่นคือ เซียมซี อันหมายถึง ใบทำนายโชคชะตาราศีตามศาลเจ้าหรือวัด ซึ่งจะมีเลขกำกับเพื่อเทียบกับหมายเลขในติ้วที่เสี่ยงทายได้ เช่น ใบที่หนึ่งพึงทราบอย่าสงสัย หมายสิ่งใดได้สมอารมณ์หวัง คงสำเร็จแน่ชัดเป็นสัจจัง จะพร้อมพรั่งอุปถัมภ์บำรุงตน แต่นานหน่อยจึงจะค่อยสมอารมณ์คิด ทั้งญาติมิตรเป็นสุขทุกแห่งหน ฯลฯ และใครก็ตามที่มีอายุครบ ๕ รอบนักษัตร คือ อายุ ๖๐ปีบริบูรณ์ตามคติของจีน เขาจะเรียกการทำบุญวันเกิดนั้นว่า ทำบุญ แซยิด ซึ่งสมัยก่อนถือเป็นงานใหญ่ที่เป็นมงคล ลูกหลานญาติมิตรจะมาร่วมแสดงความยินดีมากมาย เพราะในยุคที่วิทยาการไม่ก้าวหน้า คนที่จะมีอายุยืนยาวมาถึง ๖๐ ปีมีไม่มากนัก จึงถือว่าผู้ที่มีชีวิตอยู่มาถึงวัยนี้ได้เป็นคนมีบุญ
และถ้าคุณไปภาคอีสานกินอาหาร แล้วถูกถามว่า แซบบ่? นั่นหมายถึง เขาถามคุณว่า อร่อย ไหม? ถ้าคุณตอบว่า แซบ ก็แปลว่า อร่อย แต่ถ้าคุณ เซ่อซ่า คือ เขลาเพราะไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่รอบคอบ หรือเล่อล่า ไปสั่ง ซุบ ที่เป็นอาหารอีสาน คล้ายพวกยำโดยเรียกชื่อตามสิ่งที่นำมาประกอบเป็นหลัก อย่าง ซุบหน่อไม้ ซุบเห็ด กินแล้วเผ็ดก็อาจเกิดอาการเหงื่อ โซก คือ เปียกมากจนไหลอาบไปทั่ว จนต้องทำเสียง ซูดซาด อันเป็นเสียงของคนที่กินของเผ็ดเข้าไปก็ได้ แต่ถ้าเป็น ซุป ในภาษาอังกฤษ ( soup ) จะหมายถึง อาหารน้ำอีกชนิดหนึ่ง ที่ต้มด้วยเนื้อสัตว์หรือผัก นอกจากนี้ทางภาคอีสานยังมีแกงอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า ซั้ว ที่ต้มด้วยผักหลายชนิดให้สุกก่อน แล้วจึงนำมาหั่นหรือฉีกเป็นชิ้นเล็กๆใส่ในหม้อต้มใหม่พร้อมกับเครื่องปรุงประสมปลาร้า เช่น ซั้วกบ ซั้วไก่
นอกเหนือไปจากอาหารอีสานแล้ว ขนมที่ขึ้นต้นด้วย ซ ยังได้แก่ ซาลาเปา ที่เรารู้จักกันดี เป็นขนมชนิดหนึ่งของจีน ทำด้วยแป้งสาลี ปั้นเป็นลูกกลมๆ ข้างในมีไส้ มีทั้งแบบหวานและเค็ม ถ้าถูกใคร ซุบซิบ ที่แปลตรงๆว่า พูดกันเบาๆไม่ต้องการให้คนอื่นได้ยิน ว่าหน้าเราเป็นซาลาเปา อย่าดีใจคิดว่าเขาชมว่า หน้าตาเราน่ากินล่ะ เพราะ ซุบซิบ แบบนี้ จะเป็นสแลงหมายถึง คำนินทา ว่าเราหน้าอ้วนกลมเกินไปแล้ว แต่ถ้าชวนไปกิน ซ่าหริ่ม หรือ ซาหริ่ม ที่เป็นขนมทำด้วยแป้งถั่วเขียว เป็นเส้นๆ มีหลายสี กินกับน้ำกะทิผสมน้ำเชื่อม ค่อยทำท่า ซาบซึ้ง คือ อาการที่รู้สึกจับใจอย่างลึกซื้ง หรือปิติปลาบปลื้ม และถ้าเขาจะ เซ้าซี้ คือพูดรบเร้าร่ำไรเพื่อให้ได้ตามที่ต้องการ ด้วยการเชิญเราไปกิน ซาวน้ำ อันหมายถึง เครื่องกินกับขนมจีนปนกันหลายสิ่ง มีกุ้งแห้งป่น กระเทียมซอย สับปะรด หรือส้มต่างๆ เป็นต้น มักกินกับแจงลอน ซึ่งเป็นปลาหรือเนื้อโขลกแล้วปั้นเป็นก้อนหรือแผ่นเคี่ยวกับน้ำกะทิ เรียกว่า ขนมจีนซาวน้ำ ก็อย่าช้าจนเกิดการ เซ็ง อันหมายถึง จืดชืด ที่มักใช้เรียกสิ่งที่ควรบริโภคหรือจัดทำในเวลาหนึ่ง แต่ทิ้งไว้นานเกินควรจนหมดรส หรืออาจหมายถึงอาการหมดความตื่นเต้น เฉยชาก็ได้
ส่วน ซ ที่เป็น สภาพหรืออาการต่างๆ ก็มีมาก เช่น ซก หรือ ซ่ก หมายถึง เปียกชุ่มจนถึงหยด ซด คือ อาการที่กินน้ำร้อน น้ำชา หรือน้ำแกงทีละเล็กละน้อย มักมีเสียงดังซู้ด ซน หมายถึง อาการที่อยู่ไม่สุข จับโน่นฉวยนี่ หรือเล่นไม่เป็นเรื่องเป็นราวจนทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ซ้น คือ อาการที่ข้อมือหรือข้อเท้าถูกกระแทกโดยแรงทำให้เคลื่อนเลยที่เดิมเข้าไป ซบ เป็นการเอาหน้าฟุบแนบลงไป แต่ถ้า ซบเซา จะหมายถึง เงียบเหงา ไม่เบิกบาน ไม่คึกคักเช่นเดิม ซม คือ อาการอย่างเป็นไข้ในระยะรุนแรงถึงกับนอนจนไม่อยากลืมตา ซมซาน หมายถึง กระเสือกกระสนไปอย่างสิ้นท่าหรือสิ้นคิด ส่วนคำว่า ซาว นอกจากจะหมายถึง จำนวนยี่สิบในภาคเหนือแล้ว ยังหมายถึง การเอาข้าวสารล้างน้ำด้วยวิธีใช้มือคนให้ทั่วเพื่อให้สะอาดก่อนหุงต้ม เรียกว่า ซาวข้าว โดยปริยาย ก็หมายถึงการล้างสิ่งอื่นด้วยวิธีการเช่นนั้น แต่ถ้า ซาวเสียง จะหมายถึงการลองพูดหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นหรือคนจำนวนมาก และ ซัด ก็คือ การสาดโดยแรง ถ้าถูก ซัดทอด จะหมายถึง ถูกอ้างถึง หรือเป็นการปรักปรำพาดพิงถึงคนอื่น และถ้าคนไทยเหนือตอบเราว่า เขาเกิดปี ชง้า (ชะง้า) ก็อย่าเพิ่ง ซึม (เหงาหงอย ไม่พูดไม่จา)เพราะแปลไม่ออกล่ะ เพราะคำนี้หมายถึง ปีมะเมีย หรือปีม้า นั่นเอง
สำหรับคนไทย ใช้นามสกุลมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ส่วนคนจีนจะเรียกสกุลวงศ์ของตนว่า แซ่ เช่น แซ่จู แซ่เบ๊ แซ่ตั้ง เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันลูกหลานจีนที่เกิดในไทย ได้เปลี่ยนจากแซ่ไปเป็นนามสกุลเกือบทั้งหมดแล้ว และมักจะนำแซ่มาเป็นคำขึ้นต้นนามสกุล เช่น จู เจริญ ตั้ง วานิช นอกจากนี้ คำว่า แซ่ ยังหมายถึง มีเสียงอื้ออึงจนฟังไม่ได้ศัพท์ หรือโจษกันแพร่หลาย เช่น เสียงดังเซ็งแซ่ แต่ถ้า แซ่ซ้อง จะมีความหมายว่าการเปล่งเสียงแสดงความนิยมยินดี หรือสรรเสริญไปทั่ว
และ ซ ยังเป็น คำขึ้นต้นของธาตุหลายชนิด เช่น ซิลิคอน ซีนอน ซีเซียม โซเดียม ส่วน แซ็กคาริน จะเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสารประกอบเคมีชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผนึกสีขาว ละลายน้ำได้เล็กน้อย มีความหวานประมาณ ๕๕๐ เท่าของน้ำตาลทราย แต่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร ทางการแพทย์ใช้แทนน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวานและคนที่อ้วนมาก
ส่วน ซ ที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนา ได้แก่ ซวย อันแปลว่า เคราะห์ร้าย อับโชค ซ่อง ซึ่งหมายถึงที่มั่วสุมชุมนุมกันอย่างลับๆ มักใช้ในทางไม่ดี เช่น ซ่องโสเภณี ซ่องโจร ซ่อมซอ คือ ไม่โอ่โถง ขะมุกขะมอม ซุ่มซ่าม คือ กิริยาที่กระทำไปโดยไม่ใช้ความระมัดระวังหรือไม่ถูกกาละเทศ ซังกะตาย คือ ไม่เต็มใจ ฝืนใจ ทำอย่างเสียไม่ได้ และ ซิฟิลิส คือ กามโรคชนิดหนึ่ง
ที่ว่าข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำต่างๆที่ขึ้นด้วยพยัญชนะตัว ซ ซึ่งได้ซ่อนความหมายต่างๆไว้มากมาย ก็หวังเท่าที่ ซอกแซก คือ ดั้นด้นไปทุกซอกทุกมุม หรือเสาะค้นขึ้นมาถามแม้ในเรื่องที่ไม่น่าถาม คงจะทำให้ท่านได้ ซักซ้อม คือ สอบให้แม่นยำ สอบให้คล่องโดยไม่ต้อง ซักไซ้ ไต่ถามไล่เลียงให้ถี่ถ้วน จนเกิดอาการ ซาบซ่าน คือ แล่นไปทั่วร่างกาย จนต้องหา ซ่าโบะ คือผ้าห่ม มาพันหรือเกิดการ แซดๆ คือ อาการที่เซส่ายไปมาทรงไม่อยู่ จนต้องกิน โซดา คือ น้ำที่เจือด้วยโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต แต่หยิบผิดเป็น ไซยาไนต์ คือ เกลือปรกติของกรดไฮโดรไซยานิก เช่น โพแทสเซียมไซยาไนต์ ( KCN ) ซึ่งเกลือไซยาไนต์ทั้งหมดเป็นพิษอย่างร้ายแรง แล้วเกิดอาการหัวหมุนเป็นพายุ ไซโคลน หรือ โซซัดโซเซ คือ เที่ยวเร่ร่อนไปมาด้วยความอดอยาก ต้องไปหา เซียน คือผู้สำเร็จ ผู้วิเศษ หรือผู้ที่เชี่ยวชาญในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ มาช่วยต่อไปนะจ้ะ


http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=11&DD=5

๘ อักษร ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ และ ณ บอกอะไรบ้าง

หลังจากได้แนะนำคำต่างๆที่ขึ้นต้นด้วย ซ โซ่ ว่าซ่อนความหมายอย่างไรไปแล้ว มาคราวนี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ขอแจกแจงแถลงถึงเรื่องราวของอีก ๘ ตัวอักษร พยัญชนะของไทยให้ได้ทราบกันต่อไป ดังนี้
อักษรตัว ฌ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๒ ที่เป็นพวกอักษรต่ำ ซึ่งมีเพียงไม่กี่คำเท่านั้นที่ใช้ตัวนี้นำหน้า ได้แก่ ฌาน (ชาน) หมายถึง ภาวะที่จิตสงบแน่วแน่ เนื่องมาจากการเพ่งอารมณ์ หรืออาจจะหมายถึง ลักษณะการทำจิตให้สงบตามหลักทางศาสนาก็ได้ เช่น พระเข้าฌาน ฤษีเข้าฌาน แต่ถ้าเจอใครนั่งหลับหรือนั่งเหม่อใจลอย ไม่รับรู้อะไร เราก็มักจะเรียกล้อๆว่า เขากำลัง เข้าฌาน ส่วน เฌอ (เชอ) หมายถึง ไม้ หรือต้นไม้ และ เฌอเอม ก็หมายถึง ชะเอม ที่เป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง ที่เถามีรสหวาน และใช้ทำยาได้ ส่วน เฌอมาลย์ นางเอกของไทย ความหมายของชื่อ น่าจะหมายถึง นางไม้ ส่วน ฌ ที่คนไม่ค่อยชอบ ก็คงเป็น ฌาปนกิจ อันหมายถึง เผาศพ และ ฌาปนสถาน ที่หมายถึง ที่เผาศพ หรือที่ตั้งเมรุเผาศพ
สำหรับอักษร ญ นั้น เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๓ และเป็นพวกอักษรต่ำเช่นกัน ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กน ในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น ปั ญ ญา สั ญ ชาติ โคโล ญ เป็นต้น ซึ่งคำที่ขึ้นด้วย ญ ก็มีเพียงไม่กี่ตัวเช่นกัน คือ ญญ่าย (ยะย่าย) หมายถึง แตกจากหมู่ กระจัดกระจาย เช่น หนีญญ่ายพ่ายจแจ้น (จากจารึกสยาม) ญวน คือ ชนชาติและชื่อประเทศเวียดนามที่อยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญัตติ (ยัดติ)หมายถึง คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจกรรมของสงฆ์ร่วมกัน เช่น ญัตติทุติยกรรมวาจา หรือจะหมายถึง ข้อเสนอเพื่อลงมติ อย่างผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ ก็ได้ นอกจากนี้ ยังหมายถึง หัวข้อโต้วาที ส่วนคำว่า ญาณ (ยาน /ยานะ) หมายถึง ความสามารถในการหยั่งรู้เป็นพิเศษ ถ้า ญาณทัสนะ (ยานะทัดสะนะหรือ ยานนะทัดสะนะ) หมายถึง ความรู้เห็น หรือ การเล็งเห็นไปในกาลข้างหน้าด้วยการอนุมานตามเหตุผลและความรู้ บางทีก็เรียกวิสัยทัศน์ ญาณวิทยา (ยานนะวิดทะยา) คือ ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยกำเนิดลักษณะและความถูกต้องแห่งความรู้ ตลอดจนวิธีหาความรู้ ( Epistemology ) ส่วน ญาณศาสตร์ (ยานนะสาด) ก็คือ วิชาพยากรณ์
นอกจากนี้ ก็ยังมีคำว่า ญาติ (ยาด) หมายถึง คนในวงงศ์วานที่ยังนับรู้กันได้ทางเชื้อสายฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ ส่วนคำว่า ญาติกา (ยาดติกา) หมายถึง ญาติ ถ้าพูดว่า ญาติดีกัน จะหมายถึง การคืนดีกัน ส่วน ญาติเภท (ยาติเพด) จะหมายถึง การแตกกันระหว่างญาติ ญาติสืบสายโลหิต เป็นคำที่ใช้ทางกฎหมาย หมายถึง ญาติที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด เช่น เป็นพี่น้องกัน ญาติธรรม หมายถึง กลุ่มผู้ร่วมนับถือในสิ่งเดียวกัน หรือความเชื่อเดียวกัน ญาติโกโหติกา เป็นภาษาพูด หมายถึง เหล่าเครือญาติ ญาติโยม เป็นคำที่พระเรียกอุบาสกอุบาสิกา ผู้มาร่วมทำบุญ ญาติมิตร หมายถึง ญาติและเพื่อนฝูง ถ้าเป็นคำสแลง จะหมายถึง ร่วมวงเล่นไพ่ ส่วนคำว่า ญิบ เป็นภาษาทางพายัพ หมายถึง สอง เช่น ญิบพัน แปลว่า สองพัน ญี่ เป็นคำภาษาโบราณ ที่ใช้เรียกลูกชายคนที่สองว่า ลูกญี่ คู่กับลูกหญิงคนที่สอง ว่า ลูกอี่ และ ญี่ปุ่น ก็คือ ชื่อประเทศและชนชาติหนึ่งที่อยู่ในหมู่เกาะทางทิศตะวันออกของจีน ญาณี แปลว่า ผู้มีปัญญา ผู้มีความรู้ ญาดา ก็หมายถึง ผู้มีปัญญา หรือผู้มีความรู้เช่นกัน ญาณารณพ (ยานาระนบ)แปลว่า ทะเลแห่งความรู้ หมายถึง นักปราชญ์ หรือคนฉลาด เญยธรรม หรือ ไญยธรรม (เยยยะทำ หรือไยยะทำ) หมายถึง ธรรมที่ควรรู้
ส่วนอักษร ฎ นี้ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๔ ที่เป็นพวกอักษรกลาง ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กดในคำที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต เช่น มงกุ ฎ ก ฎ เป็นต้น คำที่ขึ้นต้นด้วย ฎ มีคำว่า ฎีกา ซึ่งมีหลายความหมาย ได้แก่ หมายถึง คำอธิบายขยายความ เช่น ฎีกาพาหุง เป็น ชื่อคัมภีร์หนังสือที่แก้หรืออธิบายคัมภีร์อรรถกถา หรือจะหมายถึง หนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ก็ได้ ขณะเดียวกัน ฎีกายังหมายถึง ใบแจ้งการขอเบิกเงินจากคลัง ที่ผู้ทำราชการจะรู้จักกันดี และถ้าได้รับใบบอกบุญเรี่ยไร เราก็เรียก ใบฎีกา เช่นกัน แต่ถ้าทางกฎหมายจะหมายถึง คำร้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯถวายต่อพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็น ศาลฎีกา หมายถึง ศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศไทย แต่ถ้าเป็นกริยา เช่น คดีนี้จะ ฎีกา หรือไม่ จะเป็นภาษาพูด หมายถึง ยื่นคำร้องขอหรือคำคัดค้านต่อศาลฎีกา ส่วน ฎีกาจารย์ คือ อาจารย์ผู้แต่งฎีกาหรืออาจารย์ผู้สอนหรืออธิบายอรรถ
พยัญชนะตัว ฏ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๕ ที่เป็นอักษรกลาง ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กดของคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเช่นกัน เช่น ปราก ฏ มกุ ฏ กษัตริยาราม เป็นต้น และเป็นพยัญชนะที่ไม่ปรากฏว่าเป็นตัวขึ้นต้นของคำใด
พยัญชนะตัว ฐ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๖ ของไทย เป็นพวกอักษรสูง ใช้เป็นตัวสะกดในแม่กดของคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น รั ฐ อั ฐ เป็นต้น ส่วนคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว ฐ ได้แก่ ฐากูร (ถากูน) หมายถึง รูปเคารพ หรือเทพเจ้าที่นับถือ หรือใช้เสริมท้ายชื่อคนที่มีชื่อเสียง เช่น โควินทฐากูร (ชื่อผู้แต่งคัมภีร์กาพย์กลอน) ฐานียะ แปลว่า ควรแก่ตำแหน่ง หรือตั้งอยู่ในฐานะ มักประกอบท้ายศัพท์ เช่น ครูฐานียะ หมายถึง ตั้งอยู่ในฐานะเป็นครู ฐายี แปลว่า ตั้งอยู่ หรือดำรงอยู่ มักใช้ประกอบท้ายศัพท์ ฐานปน (ถาปะนะ) หรือ ฐานปนา (ถาปะนา) หมายถึง การก่อสร้าง การแต่งตั้ง การซ่อมแซม การตั้งขึ้น ฐิติ (ถิติ) จะมีหลายความหมายได้แก่ การตั้งอยู่ การยืนอยู่ การดำรงอยู่ การเป็นไป ความมีชีวิตอยู่ การหยุดอยู่ ความมั่นคง ความอดทน ตำแหน่ง ที่อยู่ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ และความแน่นอน ส่วนคำว่า ฐาน ก็จะมีความหมายหลายอย่าง เช่นหมายถึง ที่ตั้ง หรือที่รองรับ เช่น ฐานทัพ ฐานพระพุทธรูป ฐานราก จะหมายถึง โครงสร้างตอนล่างสุดที่รองรับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ส่วน ฐานสิงห์ หมายถึง ฐานที่ทำเป็นรูปสิงห์แบก ถ้า ฐานะ (ถานะ)จะหมายถึง ตำแหน่งหน้าที่ ลำดับความเป็นอยู่ในสังคม ฐานันดร หมายถึง ลำดับในการกำหนดชั้นบุคคลตามกำเนิด ฐานานุกรม เป็นลำดับตำแหน่งยศของพระสงฆ์ที่พระราชาคณะแต่งตั้ง ส่วนคำว่า ฐานานุรูป หมายถึง สมควรแก่ฐานะ ฐานานุศักดิ์ หมายถึง ตามควรแก่เกียรติศักดิ์ หรืออาจจะหมายถึงศักดิ์ที่พระราชาคณะมีอำนาจตั้งฐานานุกรมก็ได้ นอกจากนี้ ฐาน ในความหมายทางคณิตศาสตร์ ยังหมายถึง เส้นหรือพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นส่วนรองรับรูปเรขาคณิต เช่น ฐานสามเหลี่ยม ฐานของกรวย หรืออาจจะหมายถึง จำนวนที่ใช้เป็นหลักในการสร้างจำนวนอื่นๆโดยการยกกำลังหรือหาค่าของลอการิทึมได้ หรือคำว่า ฐาน จะแปลว่า เพราะ ก็ได้ เช่น เขาถูกทำโทษ ฐาน ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นต้น
พยัญชนะตัว ฑ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๗ ที่เป็นอักษรต่ำ ใช้เป็นตัวสะกดแม่กดในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น ษั ฑ (สัด) แปลว่า หก (๖) คำที่ขึ้นต้นด้วย ฑ นี้มี ฑังสะ (ตังสะ) มีความหมายว่า เหลือบ ฑาก (อ่านว่า ดากะ) หมายถึง ผักดอง หรือเมี่ยง ฑาหก (ทาหก) หมายถึง ผู้เผา คือ ไฟ ฑาหะ (ทาหะ) หมายถึง ความร้อนหรือไฟ
อักษร ฒ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๘ ที่เป็นพวกอักษรต่ำเช่นกัน ใช้เป็นตัวสะกดแม่กดในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น วั ฒ น์ วุ ฒิ เป็นต้น คำที่ขึ้นด้วยพยัญชนะตัวนี้ มีคำว่า เฒ่า หมายถึง แก่ มีอายุมาก แต่ถ้าพูดว่า เฒ่าแก่ จะหมายถึง ตำแหน่งข้าราชการฝ่ายในของพระราชสำนัก หรือหมายถึงผู้ใหญ่ที่เป็นประธานในการสู่ขอและการหมั้นหมายก็ได้ บางแห่งก็ใช้ คำว่า เถ้าแก่ ส่วนคำว่า เฒ่าหัวงู จะหมายถึง คนแก่หรือคนมีอายุที่มีเล่ห์เหลี่ยม หรือกลอุบายหลอกเด็กหญิงในทางกามารมณ์ หรือจะหมายถึงคนแก่เจ้าเล่ห์ก็ได้ เฒ่าทารก หมายถึง คนแก่ที่ทำตัวเป็นเด็ก
และสุดท้าย ตัว ณ เป็นพยัญชนะตัวที่ ๑๙ เป็นพวกอักษรต่ำ ใช้เป็นตัวสะกดแม่กนในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต เช่น คุ ณ บัณฑิ ต เป็นต้น คำที่ขึ้นต้นด้วย ณ ได้แก่ ณ (นะ) แปลว่า ใน หรือ ที่ เป็นคำบ่งเวลาหรือสถานที่ว่าตรงนั้นตรงนี้ เช่น คอนเสิร์ตเจ้าแม่กวนอิมพันมือ จัดแสดง ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถ้าใช้ นำหน้านามสกุล จะหมายความว่า แห่ง เช่น ณ อยุธยา ณ ระนอง ส่วนคำว่า ณรงค์ หมายถึง การต่อสู้ชิงชัย หรือแปลว่าการรบ การต่อสู้ก็ได้ (ตัดมาจากคำว่า รณรงค์) ส่วน เณร จะหมายถึง สามเณร เณรหน้าไฟ คือ สามเณรที่บวชเนื่องในพิธีเผาศพ เณรหางนาค คือ สามเณรที่บวชต่อท้ายพิธีบวชพระ ณัฐ หมายถึง นักปราชญ์ ผู้รู้


http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2549&MM=1&DD=7

ภาษาไทยยุคจอมพลป.พิบูลสงคราม

ภาษาไทยมีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาเป็นแบบแผนที่ดีงาม มีการพูด การอ่าน และการเขียนซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ภาษาไทยมีวิวัฒนาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การใช้ภาษาสมัย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ตัวหนังสือ ไทยโดยตัดพยัญชนะ ตัวสระที่มีเสียงซ้ำออกโดยมีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการปรับปรุงตัวอักษรไทย นอกจากปรับปรุงตัวอักษรแล้วยังได้มีการยกเลิกตัวเลขไทยและนำเลขอารบิกมาใช้แทน โดยมีประกาศราชกิจจานุ เบกสา (ษา) ๒๔ พรึกส จิกายน (พฤศจิกายน) ๒๔๘๕ ว่าทางราชการให้ใช้เลขสากล (เลขอาหรับ) เป็นเลขไทย เพื่อความสะดวกในการติดต่อทั่วไป

เนื่องจากบ้านเมืองในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงครามอยู่ในภาวะสงคราม ประชาชนจะต้องอยู่ในระเบียบวินัยให้ความเลื่อมใสเชื่อถือรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ที่จะนำชาติบ้านเมืองให้ปลอดภัย และมี ความเจริญรุ่งเรืองไปสู่การเป็นมหาอำนาจ คนไทยจะต้องมีวัฒนธรรมเลิกนุ่งผ้าโจงกะเบน เลิกกินหมากพูล ใส่กระโปรงแทนผ้าถุง และผ้าโจงกระเบน และคนไทยต้องสวมหมวก ข้าราชการจะต้องรำวงและมีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ได้กำหนดขึ้นให้ประชาชนได้ปฏิบัติตาม ในการฟื้นฟูสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ด้านภาษาไทยก็ต้องมีการรื้อฟื้นปรับปรุงในด้านหนังสือและภาษา ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง แต่ในรูปตัวหนังสือไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปไปมาก แต่ตัดตัวพยัญชนะ ตัวสระที่มีเสียงซ้ำกันออก ซึ่งคณะกรรมการ ส่งเสริมวัฒนธรรมภาษาไทยในยุคนั้นได้ประกาศหลักเกณฑ์เพิ่มเติมออกมาอีกเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน จึงสรุปหัวข้อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังนี้

- ตัดอักษรที่มีเสียงซ้ำกันออก โดยตัด ฃ ฃ ฆ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ ศ ษ และฬ ออกไปเลย สระก็ตัด ใ ฤ ฤา ฦ ฦา ออก ถือว่าตัวหนังสือไม่มีใช้แล้วก็ไม่กระทบกระเทือนการใช้ภาษาไทยจึงเอาออกได้ ดังนั้นตัวหนังสือไทยยังคงเหลือตัวอักษรเพียง ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ญ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ บ ย ร ล ว ส ห อ ฮ ตัวที่ตัดออกไปนั้นให้ใช้คำที่เสียงพ้องกันที่เหลือแทน เช่น ส แทน ศ ษ น แทน ณ ด แทน ฎ เป็นต้น
- ตัว ญ นั้นโดยทั่วไปให้เขียนโดยใช้ตัว ย แทน แต่ในกรณีต้องเขียนคำบาลีหรือสันกฤต ให้ใช้ตัว ญ ได้ แต่ได้ตัดเชิงตัว ญ ออก คงมีรูปเพียง ญ เช่น ผู้หญิง เป็น ผู้หยิง ใหญ่ เป็น ไหย่ เป็นต้น
- ตัวกล้ำ ทร ที่ออกเสียงเป็น ซ ให้ใช้ตัว ซ เขียนแทน เช่น ทราบ เป็น ซาบ ทรุดโทรม เป็น ซุดโซม ทราย เป็น ซาย ทรัพย์ เป็น ซับ ทรวง เป็น ซวง
- ตัว ย ที่ อ นำให้เปลี่ยนเป็น ห นำ เช่น อยู่ อย่าง อย่า อยาก เขียนเป็น หยู่ หย่าง หย่า หยาก
- หลักทั่วไปใช้คำบาลีแทนสันสกฤต เช่น กัน ธัม นิจ สัจ แทน กรรม ธรรม นิตย์ สัตย์ เว้น แต่คำที่ใช้รูปบาลีมีความหมายหนึ่ง และสันสกฤตในรูปอีกความหมายหนึ่ง คงใช้ทั้งสองคำ แต่เปลี่ยน รูปการ เขียนตามอักษรที่เหลืออยู่ เช่น มายา เป็น มารยา วิชชา เป็น วิชา วิทยา, กติกา, กริสตีกา , สัตราวุธ (ศาสตราวุธ), สาสตราจารย์ (ศาสตราจารย์), วิทยาสาสตร์ (วิทยาศาสตร์) และ สูนย์กลาง (ศูนย์กลาง)
- ร หัน ในแม่ กก กบ กด กม ยกเลิกใช้ไม้หันอากาศแทน เช่น อุปสัค วัธนา บัพ กัมการ แต่ ร กันในแม่กน ยังคงมีใช้ได้ เช่น สรรค (อุปสรรค), บรรพบุรุส (บรรพบุรษ) ,วรรนคดี (วรรณคดี) เป็นต้น


คำที่มาจากบาลี ถ้าตัวสะกดมีอักษรซ้ำ หรืออักษรซ้อน ในกรณีตัวหลังไม่มีสระกำกับ ให้ตัดตัวสะกดตัวหน้าเสีย เช่น อัตภาพ (อัตตภาพ) หัถกัม (หัตถกรรม) ทุข (ทุกข์) อัคราชทูต (อัคคราชทูต) รัถบาล (รัฐบาล) เสถกิจ (เศรษฐกิจ) แต่ถ้าตัวหลังมีสระกำกับไม่ต้องตัดตัวสะกด เช่น อัคคี สัทธา(ศรัทธา)
- ไม้ไต่คู้ ใช้เฉพาะในกรณีต้องการให้ออกเสียงสั้น เช่น เม็ด เล็ก เย็บ เห็น ถ้าไม่ใช้อาจมี ความหมายเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าไม่มีไม้ไต่คู้ จะเขียน “ เปน ” ส่วนคำที่ไม่ได้ออกเสียงสั้นจริง เช่น กะหรอมกะแหรม ตะเบง ไม่มีไม้ไต่คู้ คำที่มาจากบาลีสันสกฤต ก็ไม่มีไม้ไต่คู้ เช่น เบญจ เพชร เวจ คำต่างประเทศที่จำเป็นให้คงใช้ได้ เช่น เช็ค
- คำ “ กระ ” ให้เขียนเป็น “ กะ ” เช่น กระจ่าง กระทิ เป็น กะจ่าง กะทิ
- คำที่ถอนมาจากคำต่างประเทศให้เขียนตามเสียงเป็นหลัก เช่น ตำรวจ เป็น ตำหรวด กำธร เป็น กำทอน
เมื่อจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ได้มีการปฏิบัติการเขียนหนังสือไทย โดยมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมภาษาไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้น ทั้งการเขียนคำบาลีสันสกฤต ใช้ตามบาลีมากว่าสันสกฤตในความหมายที่ตรงกัน ฯลฯ อักขรวิธีแบบนี้มาเลิกใช้เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ หลังจากนั้น คนไทยก็เขียนภาษาไทยอย่างดั้งเดิมด้วยพยัญชนะ ๔๔ ตัว สระ ๒๑ รูป ๓๒ เสียง
ขอยกตัวอย่าง ภาษาไทยที่ใช้ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม จากหนังสือระเบียบการแต่งกายหยิง(หญิง) ซึ่งจัดพิมพ์ในปีพุทธศักราช ๒๔๘๖ เป็นหนังสือแจกในวันคล้ายวันเกิดพ.ทหยิง ละเอียด พิบูลสงคราม ภาษาไทยที่ใช้ในหนังสือจะเป็นลักษณะที่กล่าวแล้วในข้างต้น คือการใช้ ไ แทน ใ เช่น คำว่า “ ให้ ” เป็น “ ไห้ ” “ ใช้ ” เป็น “ ไช้ ” “ ใน ” เป็น “ ไน ” ใช้ ส แทน ศ ใช้ เช่นคำว่า “ ยศ ” เป็น “ ยส ” “ ประเทศ ” เป็น “ ประเทส ”” คำว่า น แทน ล เช่น “ ตาล ” เป็น “ ตาน ” คำว่า “ เป็น ” เขียนว่า เปน คำว่า ” ธรรมดา ” เขียนว่า “ ธัมดา ” คำว่า “ วัฒนธรรม ” เขียนว่า วัธนธัม คำว่า “ เจริญ ” เขียนว่า “ เจริน ” คำว่า “ อย่าง ” เขียนว่า “ หย่าง ” และ คำว่า “ หญิง ” เขียนว่า “ หยิง ” ตัวอย่างข้อความภาษาไทยที่ใช้ในยุคจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ตอนหนึ่งว่า “ ประ กาส สำนักนายก รัถ มนตรี เรื่องระเบียบการแต่งกาย หยิง ด้วยเห็น เปน การสม ควน ที่จะ วางระเบียบการแต่งกายหยิงไห้เหมาะสมแก่ความเจรินของประ เทส และ เปน ระเบียบเรียบร้อย ชอบด้วย วัธนธัม ของชาติ...... ”
ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ให้เกิดความเข้าใจ ความหมายตรงกัน เป็นการสืบทอดและเป็นหลักฐานทางวัฒนธรรมของชาติ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดภาษาไทยจะปรับเปลี่ยนไปเพียงไร ความสำคัญคือการ สื่อความหมายที่เข้าใจร่วมกัน และมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมเดียวกัน หรือพูดภาษาง่าย ๆ ว่าคุยภาษาเดียวกัน รู้เรื่อง ไม่ว่ารูปแบบของคำเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความหมายของคำมิได้เปลี่ยน เช่นคำว่า “ วัฒนธรรม ” (วัธนธัม) หรือคำว่า “ เจริญ ” (เจริน) ซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น


http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2550&MM=7&DD=4