แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัพเพเหระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัพเพเหระ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นามสกุลพระราชทาน


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติขนานนามสกุล” เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ แต่ได้เลื่อนเวลาบังคับใช้ออกไปอีก ๒ คราว เป็นวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ และบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘


ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ นามสกุลที่ได้รับพระราชทานครั้งแรก ๕ สกุล คือ
มาลากุล พระราชทาน พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ กับ พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (ต่อมาได้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาธรรมาธิการณาธิบดี) เสนาบดีกระทรวงวัง

พึ่งบุญ พระราชทาน พระยาประสิทธิ์ศุภการ (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยารามราฆพ) จางวางมหาดเล็กห้องพระบรรทม

ณ มหาไชย พระราชทาน พระยาเทพทวาราวดี (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาบำเรอบริรักษ์) อธิบดีกรมมหาดเล็ก

ไกรฤกษ์ พระราชทาน พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ อธิบดีกรมชาวที่ และ พระยาจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยามหิธร) กรรมการศาลฎีกา

นามสกุลสุดท้ายที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน คือ ตันตริยานนท์ พระราชทานแก่ นายประดิษฐ์ ผู้ช่วยนายเวรกรมบาญชีกลาง กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ปู่ชื่อตันก๊กเหลียง บิดาชื่อตันเต็งหยง เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘

นามสกุลที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไว้มีทั้งสิ้น ๖๔๖๔ นามสกุล แยกเป็นนามสกุลตามสมุดทะเบียน ๖๔๓๙ นามสกุล (ในสมุดทะเบียนลงลำดับที่นามสกุลที่ได้พระราชทานไปเพียง ๖๔๓๒ นามสกุล)

นามสกุลพิเศษ ๑ นามสกุล และนามสกุลสำหรับราชสกุลรัชกาลที่ ๔ อีก ๒๔ นามสกุล

นามสกุลพิเศษที่มิได้ลงลำดับที่ในสมุดทะเบียนนามสกุลคือ ณ พิศณุโลก พระราชทาน หม่อมคัธริน ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับพระราชทานนามสกุลคือ เด็กชายบัว อายุ ๖ ขวบ มหาดเล็กรุ่นจิ๋ว ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า ศจิเสวี เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๕

นามสกุลที่มีที่มาจากภาษาต่างประเทศ

เศียนเสวี พระราชทาน พระอักษรสมบูรณ (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยานนทิเสนสุเรนทรภักดี) เสมียนตรากระทรวงวัง และนายพันตรีในกองทัพบก บิดาเป็นชาวเยอรมัน นามสกุลเดิมว่า “Falck” คือมุ่งว่า “falk” แปลว่าเหยี่ยว แปลกลับเป็นสังสกฤตว่า “เศ์ยน” แผลงเป็นไทยว่า “เศียน”

เศวตศิลา พระราชทาน พระวันพฤกษ์พิจารณ (ทองคำ) ปลัดกรมป่าไม้ กับพระกรุงศรีบริรักษ์ (ทองย้อย) ปลัดมณฑลกรุงเก่ากระทรวง มหาดไทย เป็นบุตรนายเฮนรี อาลบาสเตอร์ (แปลนามสกุลเป็น “หินขาว”)

สุมิตร พระราชทาน นายอี สเปนช์ สมิต ผู้ช่วยอธิบดีกรมศึกษาธิการ ขอพระราชทานให้บุตรชายหญิงซึ่งมารดาเป็นไทยเวลานนท์ พระราชทาน รองอำมาตย์เอกเกอรช ฟริดริช เวเลอร์ นายตรวจเอก กรมรถไฟหลวงสายเหนือ (ต่อมาถูกถอนสัญชาติและเรียกคืนนามสกุล เมื่อคราวประเทศสยามประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ ๑)

อันตรนิยุกต์ พระราชทาน ขุนทิพรศโอชา (ปีเตอร์) พนักงานครัวเฃ้าต้น กรมมหาดเล็ก นามสกุลเดิม “อันโตนิโอ”

สีมันตร พระราชทาน ขุนเลขการวิจิตร (แสวง) นายเวรกรมที่ปฤกษา กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ บิดาเป็นชาวโปรตุเกส นามสกุลเดิมว่า “ซีโมเอนส์” เตชะวณิช พระราชทาน พระอนุวัตร์ราชนิยม (ฮง) สังกัดกรมมหาดเล็ก แส้แต้

อับดุลพันธุ์ พระราชทาน นายหมู่ตรีปุ๋ย ประจำแพนกเกียกกาย กองเสนารักษาดินแดนกรุงเทพฯ ปู่ทวดชื่อเฮเดอรใบ ปู่ชื่อเมียโบ บิดาชื่ออับดุลโคยุม

อับดุลละบุตร พระราชทาน พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสงคราม (นิโอ๊ะ) พระยาเมืองยะหริ่ง ปู่ทวดชื่ออับดุลเลาะ

คุณะดิลก พระราชทาน พระยาอรรถการประสิทธิ์ (วิลเลียม แอลเฟรด) อธิบดีกรมอัยการ กระทรวงยุติธรรม เขาชื่อเช่นนี้มาแต่เดิมแล้วแต่ ต้องการได้รับมัติ จึ่งตกลงให้เขียนว่า“คุณะดิลก”เช่นนี้ เพื่อให้เป็นไทย เดิมเขียนว่า“คุณะติละกะ” (ตัวโรมัน“Guna Tilleke”)

สิงหลกะ พระราชทาน พระดรุณรักษา (เสงี่ยม) ปลัดบาญชีกรมมหาดเล็ก หลานพระอุดรพิศดาร (สิญญ) ซึ่งเป็นชาวสิงหล

นามสกุลแยกตามรายอาชีพของผู้เป็นต้นสกุล
สกุลพ่อค้า มีคำว่า วณิช หรือวานิช และ เวส ประกอบในนามสกุลเช่น กมุทวณิช, กัณหะเวส, คุปตะวานิช ฯลฯ

สกุลชาวสวน มีคำว่า ผล และ ผลิน ประกอบในนามสกุล เช่น ผลพันธิน, ผลาชีวะ, มณฑลผลิน

สกุลชาวนา มีคำว่า กสิกร, เกษตริน และศาลิ ประกอบในนามสกุล เช่น โพธิกสิกร,รัตกสิกร, สนธิเกษตริน, พฤทธิศาลิกร, ศาลิคุปต์

สกุลทหารบก มีคำว่า โยธิน ประกอบในนามสกุล เช่น พหลโยธิน, พินทุโยธิน, อุตตมะโยธิน

สกุลทหารเรือ มีคำว่า นาวิน และกลิน ประกอบในนามสกุล เช่น กนกนาวิน, โรหิตนาวิน, ไอศะนาวิน, กฤษณกลิน, สุนทรกลิน

สกุลช่างสิบหมู่ มีคำว่า ศิลปิน ประกอบในนามสกุล เช่น เกียรติศิลปิน, เตมียศิลปิน, วิภาตะศิลปิน ศิลปินโขน มีคำว่า นัฏ ประกอบในนามสกุล เช่น กานตะนัฎ, จารุนัฎ, สมรรคนัฎ

นักดนตรี มีคำว่า วาทิน ประกอบในนามสกุล เช่น กมลวาทิน, วรวาทิน, สุนทรวาทิน กรมพระอัศวราช มีคำว่า ประกอบในนามสกุล เช่น ศวิน โกมลาศวิน, ชยาศวิน, มณฑาศวิน

สกุลแพทย์ มีคำว่า เวช, ไวทยะ, แพทย์ ประกอบในนามสกุล เช่น โกมลเวช, สุนทรเวช, ถาวรเวช, วีระไวทยะ, ไวทยะชีวิน, ตีรแพทย์, มิลินทแพทย์ โหรหลวง มีคำว่า โชติ ประกอบในนามสกุล เช่น โชติวิท, เศษโชติ, สุนทรโชติ

พรามหมณ์ มีคำว่า พราหมณ ประกอบในนามสกุล เช่น จุลละพราหมณ์, พราหมณายน, วินทุพราหมณกุล

นักเรียน
มีนักเรียนที่ได้รับพระราชทานนามสกุล รวม ๒๗๘ นามสกุล แยกเป็น

นักเรียนระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา คือ นักเรียนมหาดเล็กหลวง และนักเรียนราชวิทยาลัย จำนวน ๔๕ นามสกุล

นักเรียนทหารกระบี่หลวง หรือนักเรียนพรานหลวง จำนวน ๙๗ คน นักเรียน

ระดับชั้น อุดมศึกษา คือ นักเรียนแพทย์เสือป่าหลวง จำนวน ๘๘ นามสกุล

นักเรียนนายร้อย, นักเรียนทำการนายร้อย และนักเรียนทำการนายร้อยตำรวจ จำนวน ๒๒ นามสกุล

นักเรียนนายเรือ และนักเรียนทำการนายเรือ จำนวน ๑๑ นามสกุล

นักเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จำนวน ๑๓ นามสกุล

นักเรียนราชแพทยาลัย จำนวน ๒ นามสกุล

นามสกุลที่เนื่องมาแต่ราชสกุลที่โปรดให้เติม ณ กรุงเทพ หรือที่ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ ณ อยุธยา ต่อท้ายนั้น มีทั้งสิ้น ๑๐๕ นามสกุล
สมาชิกกองเสือป่าที่ได้รับพระราชทานนามสกุลมีทั้งสิ้น ๘๖๔ นามสกุล
ในจำนวนนี้เป็น พลเสือป่าถึง ๕๑๕ นามสกุล
นายทหารที่ได้รับพระราชทานนามสกุล มีทั้งสิ้น ๑๑๓๔ นามสกุล
นายตำรวจที่ได้รับพระราชทานนามสกุลมี ทั้งสิ้น ๔๕๗ นามสกุล

นามสกุลพระราชทานที่ขึ้นต้นด้วย "ณ"

นามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย "ณ" นั้นเป็นนามสกุลพระราชทาน ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่ผู้สืบสายตระกูลเจ้าเมืองต่าง ๆ ในอดีต ดังนี้
-สกุล ณ ที่ได้รับพระราชทาน
ณ กาฬสินธุ์ สืบเชื้อสายจากพระไชยสุนทร (หมาสุ่ย) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์
ณ จัมปาศักดิ์ สืบเชื้อสายจากเจ้ายุติธรรมธร (คำสุก) เจ้านครจัมปาศักดิ์
ณ เชียงใหม่ สืบเชื้อสายจากพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๑ และเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๓
ณ ตะกั่วทุ่ง สืบเชื้อสายจากพระยาโลหะภูมิพิสัย ผู้สำเร็จราชการเมืองตะกั่วทุ่ง
ณ ถลาง สืบเชื้อสายจากพระยาถลาง (ฤกษ์)
ณ นคร สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระเจ้าบรมราชาธิบดีศรีธรรมราชาโศกราช องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรศรีวิไชย
ณ น่าน สืบเชื้อสายจากพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช (สุริย) พระเจ้าผู้ครองนครน่าน
ณ ป้อมเพชร สืบเชื้อสายจากพระยาเพชร์ชฎ บรรดาศักดิ์เดิม พระสมุทบุรานุรักษ์ (ฃำ) ผู้ว่าราชการเมืองสมุทปราการ เดิมตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ป้อมเพชร กรุงศรีอยุธยา
ณ พัทลุง สืบเชื้อสายจากพระยาพัทลุง (ขุน) บรรดาศักดิ์เดิม พระยาแก้วเการพพิไชย ผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง สมัยกรุงธนบุรี
ณ พิศณุโลก สืบเชื้อสายจากหม่อมคัทริน พระชายาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ (ภายหลังในรัชกาลที่ ๗ พระราชทานนามสกุลเป็น จักรพงศ์)
ณ มโนรม สืบเชื้อสายจากผู้ว่าราชการเมืองมโนรม
ณ มหาไชย สืบเชื้อสายจากพระยานรนารถภักดี ถิ่นฐานเดิมอยู่ที่ตำบลมหาไชย
ณ ราชสีมา สืบเชื้อสายจากเจ้าพระยากำแหงสงคราม (ทองอิน) ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา
ณ ร้อยเอ็จ สืบเชื้อสายจากเพี้ยพระนคร (คำ) เจ้าเมืองร้อยเอ็จ
ณ ระนอง สืบเชื้อสายจากพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ชื่อเดิม ซู้เจียง แซ่คอ (คอซู้เจียง) ผู้สำเร็จราชการเมืองระนอง
ณ ลำปาง สืบเชื้อสายจากพระเจ้าคำโสม พระเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ ๔
ณ ลำพูน สืบเชื้อสายจากเจ้าหลวงเศรษฐีคำฝั้น เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๑ และเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๓
ณ วิเชียร สืบเชื้อสายจากผู้ว่าราชการเมืองวิเชียรบุรี
ณ สงขลา สืบเชื้อสายจากเจ้าพระยาสงขลา (หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ) ชื่อเดิม เหยี่ยง แซ่เหงา เจ้าเมืองสงขลา สมัยกรุงธนบุรี
ณ หนองคาย สืบเชื้อสายจากพระประทุมเทวา เจ้าเมืองหนองคาย
ณ อุบล สืบเชื้อสายจากพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) เจ้าเมืองอุบลคนแรก
-สกุล ณ ที่มีการต่อท้ายนามสกุล
พรหมสาขา ณ สกลนคร สืบเชื้อสายจากเจ้านครสกลนคร
ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองมหาสารคาม
รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สืบเชื้อสายจากพระภูเก็ตโลหเกษตรรักษ์
สุนทรกุล ณ ชลบุรี สืบเชื้อสายจากกรมขุนสุนทรภูเบศร์ พระนามเดิมว่า เรือง หรือ จีนเรือง ชาวเมืองชลบุรี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นเจ้า
-สกุล ณ ที่มีการต่อท้ายนามสกุลที่แยกออกจาก สกุล ณ เดิม
โกมารกุล ณ นคร
ประทีป ณ ถลาง
สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง
อินทรกำแหง ณ ราชสีมา


http://internationalschool.eduzones.com/jybjub/12699

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ทำไมถึงเรียกวินมอเตอร์ไซด์

เรื่องนี้มีคนสงสัยกันมาก ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ อธิบายไว้ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 4 กรกฏาคม 2546 ว่า

เป็นที่เข้้าใจกันว่า วิน หมายถึง "สถานที่ซึ่งผู้ขี่จักรยานยนต์รับจ้างหรือรถตู้โดยสารนำรถมาจอดคอยรับผู้โดยสาร" การจอดนั้นก็ต้องจอดกันอย่างมีระเบียบ กล่าวคือ ใครมาถึงก่อนก็ได้จอดอยู่ในลำดับต้น ใครมาทีหลังก็ได้จอดต่อ ๆ กันไป ผู้ใช้บริการที่รู้ธรรมเนียมก็จะไปใช้บริการที่คันแรกสุดก่อนรถที่เข้ามาร่วมในกระบวนการนี้จึงเรียกว่า "รถวิน"ผู้ขับขี่รถดังกล่าวจึงเรียกว่า"ผู้เข้าวิน" หรือ "ผู้ขับรถวิน"สถานที่จอดรถก็เรียกว่า "วิน" ซึ่งอาจจะเป็นที่สาธารณะหรือที่ส่วนบุคคลก็ได้ผู้ดูแลหรือผู้เก็บค่าธรรมเนียมก็เรียกว่า "เจ้าของวิัน" "ผู้คุมวิน" "เจ้าพ่อวิน" "เจ้าแม่วิน" ฯลฯ

คำนี้มาจากภาษาอังกฤษว่า "win" แปลว่า ชัยชนะ ซึ่งได้มาจากการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกีฬา ที่คนไทยรู้จักกันดีก็คือการแข่งม้า ตัวที่ชนะที่หนึ่งก็เรียกกันว่า "เข้าวิน" ตัวที่ชนะเป็นที่ 2 ถ้าคิดแบบอเมริกันก็เรียกว่า "เข้าเพลซ" (place) ถ้าคิดแบบอังกฤษตัวที่ชนะเป็นที่สองหรือสามก็เรียกกันว่า "เข้าเพลซ" ได้เหมือนกันในภาษาไทย ความหมายของคำว่า วิน ได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น "สถานที่จอดรถ" ลักษณะการนำรถเข้ามาจอดแบบมาถึงก่อนได้ก่อน ก็เป็นการแข่งขันกลาย ๆ เมื่อนำรถมาจอดที่ "วิน" ได้ ก็เรียกว่า "เข้าวิน" ทุกคน ไม่มีใคร "เข้าเพลซ"

ที่มา 108 ซองคำถาม

ดินสอ


การเขียนในสมัยอดีต
ในสมัยอดีต การเขียนเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรม ตำรา หรือการวาดรูป มนุษย์ในสมัยก่อนใช้อุปกรณ์ที่เป็นแปรงหรือกิ่งไม้เล็กๆ และเหล็กที่มีปลายแหลม นำไปเผาไฟจุ่มลงในน้ำหมึกเพื่อใช้ในการขีดเขียน ( ภาษาโรมันเรียกแปรงหรือเหล็กแหลมนี้ว่า " Pencillus " หรือ " Little tail " ซึ่งต่อมากลายเป็นคำว่า " Pencil " มีความหมายว่า " หางน้อย " ) ส่วน " ปากไก่ หรือ ปากกาขนห่าน " เริ่มมีการประดิษฐ์ขึ้นใช้ในทวีปยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 6
ดินสอ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้แท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 7 นิ้ว บรรจุภายในด้วยแกรไฟต์ นับว่าเป็นเครื่องมือของการขีดเขียนที่มีราคาถูกที่สุด ในการทำงานด้านการเขียนต่างๆ ที่ยังไม่แน่ใจในความถูกต้อง และอาจจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงผลงานต่างๆ อาทิเช่น งานวาดรูป งานออกแบบเสื้อผ้า ฯลฯ ไปจนถึงสูตรทำระเบิดนิวเคลียร์ ต่างก็เกิดขึ้นจากดินสอทั้งนั้น


กำเนิดและประวัติของดินสอ
เมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อน บาทหลวงชาวสวิสเซอร์แลนด์ได้เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องเขียนที่ทำจากขนนกขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงและไส้ดินสอมีความเปราะเกินกว่าจะใช้ในงานเขียนปกติได้ ทำให้งานเขียนช้ามาก
ต่อมาในปี ค.ศ. 1564 ได้มีการค้นพบวัสดุที่ใช้ทำไส้ดินสอได้ดีโดยบังเอิญ เนื่องจากเกิดพายุใหญ่ในทุ่งเลี้ยงแกะ ใกล้กับหมู่บ้านบอร์โรว์เดล ตำบลคัมเบอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ ต้นไม้ใหญ่ถูกพายุพัดถอนรากถอนโคนเป็นจำนวนมาก หลังจากพายุสงบชาวบ้านได้พบหินสีดำอยู่ใต้ดิน ณ บริเวณรากของต้นไม้ที่โค่นล้ม เมื่อทดลองนำมาขีดเขียน ปรากฏว่ามีความคมชัดดีมาก คนเลี้ยงแกะจึงนำมาเขียนสัญลักษณ์ลงบนตัวแกะของตนเอง หินสีดำที่ค้นพบในครั้งนั้นคือ แกรไฟต์ ( Graphite เป็นคาร์บอนชนิดหนึ่ง ) หลังจากนั้นไม่นานมีผู้นำหินนี้มาทำเป็นแท่งและนำไปขายโดยโฆษณาว่าเป็น " หินสี " สามารถนำไปเขียนบนสิ่งใดก็ติดทั้งนั้น พ่อค้านิยมซื้อไปเขียนตราสัญลักษณ์และทำเครื่องหมายบนสินค้า หรือหีบห่อที่บรรจุสินค้าของตน เพื่อเป็นการบอกชนิด จำนวน และราคาของสินค้านั้นๆ



ต่อมาพระเจ้าจอร์ช ที่ 2 ได้ยึดเหมืองแร่แกรไฟต์แห่งบอร์โรว์เดลให้เป็นของรัฐ โดยเข้าไปดำเนินการแบบผูกขาด (แกรไฟต์ เป็นวัตถุสำหรับทำกระสุนปืนใหญ่) ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง เกรงจะถูกแย่งชิง โดยเปิดดำเนินการปีละ 2 - 3 เดือน เท่านั้น เพื่อเป็นการสงวนทรัพยากรธรรมชาติและลดต้นทุนในการผลิต ขณะหยุดดำเนินการจะห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาภายในเหมืองแร่อย่างเด็ดขาด
ครั้งแรกที่ผลิตแท่งแกรไฟต์ออกจำหน่ายได้พบว่ามีข้อบกพร่องอยู่ 2 ประการ คือ เวลาเขียนจะมีสีดำสกปรกติดมือ และเปราะแตกหักง่าย จึงทำการแก้ไขด้วยการนำเชือกเส้นเล็กๆพันไว้รอบจนแน่นตลอดแท่ง แล้วคลายออกทีละน้อยเวลาใช้ขีดเขียนเพื่อไม่ให้สีดำติดมือ ส่วนการเปราะและแตกหักง่ายได้รับการแก้ไขให้ใช้งานได้ดีขึ้น


ในปี ค.ศ. 1761 คาสปาร์ เปเปอร์ (ช่างงานฝีมือชาวบาวาเรีย) ซึ่งอดีตเป็นนักเคมี ได้นำแท่งแกรไฟต์ไปบดให้ละเอียดแล้วผสมด้วย กำมะถัน พลวง และยางสน จากนั้นจึงนำไปใส่ในพิมพ์ทำเป็นแท่ง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน
ปี ค.ศ. 1795 พระเจ้านโปเลียนที่ 1 มีรับสั่งให้ นิโคลาส แจ๊ค ดังเต้ ซึ่งเป็นหัวหน้านักเคมีและนักประดิษฐ์ชั้นแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศส นำแกรไฟต์ที่สามารถหาได้ทั้งหมดในฝรั่งเศสมาทำเป็นดินสอ แต่เมื่อนานเข้าทำให้เกิดการขาดแคลนแกรไฟต์ นิโคลาสจึงได้นำเอาแกรไฟต์มาบดเป็นผงแล้วผสมเข้ากับดินเหนียวชนิดหนึ่ง (Clay) ในสัดส่วนที่แตกต่างกันเพื่อหาส่วนผสมที่ดีที่สุด แล้วจึงนำไปเข้าเตาเผา จนกลายเป็นต้นตำรับของการทำดินสอ คือ เนื้อเหนียวขึ้น ไม่หักเปราะง่าย และด้วยการเพิ่มดินเหนียวเข้าไปตามอัตราส่วนนี้เองทำให้สามารถผลิตไส้ดินสอออกมาได้หลายขนาด คือ แข็ง ( Hard ) หรือ H ลงมาจนอ่อนสามารถเขียนได้ติดดำสนิท ( Black ) หรือ B ซึ่งในปัจจุบันมีตั้งแต่ 5 H และ 6 B เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน


ต่อมาชาวอเมริกัน ชื่อ วิลเลียม มอนโร ซึ่งเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ได้ประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับผลิตดินสอขนาดมาตรฐานได้สำเร็จ สามารถตัดไม้ออกเป็นแผ่นบางๆ ยาวประมาณ 6-7 นิ้ว เซาะเป็นร่องเล็กๆตลอดความยาวของแผ่นไม้ เพื่อบรรจุแท่งแกรไฟต์และใช้ไม้อีกแผ่นหนึ่งเซาะร่องไว้อย่างชิ้นแรก นำมาทากาวแล้วประกบลงไป ซึ่งเป็นดินสอที่มีไม้หุ้มและเป็นดินสอที่ทันสมัยแท่งแรกของโลก เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการขีด - เขียน ที่มีราคาถูกและ สะดวก รูปร่างกระทัดรัดและสวยงาม เป็นที่ยอมรับในทุกวงการ ทำให้ปากกาขนห่านจุ่มน้ำหมึกในสมัยนั้นเสื่อมความนิยมไป
วัสดุที่ใช้ทำดินสอ
ในปัจจุบันดินสอทำด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไปกว่า 40 ชนิด แต่ดินสอที่ดีที่สุด คือดินสอที่ใช้อุปกรณ์ในการทำดังนี้



Graphite จากประเทศศรีลังกา มาดากัสการ์ และเม็กซิโก
Clay จากประเทศเยอรมัน
ยาง (ใช้ทำยางลบ) จากประเทศมาเลเซีย
แร่พลวง (ใช้เป็นตัวเชื่อมของ Graphite กับ Clay) จากประเทศเบลเยี่ยม และตามบริเวณชายฝั่งของประเทศเดนมาร์กเท่านั้น

ไม้ที่นำมาห่อหุ้มแท่งดินสอส่วนใหญ่จะทำจาก "ไม้ซีดา" ที่มีอายุ 200 ปีขึ้นไป เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม โดยนำมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย จะพบบนเขาสูงๆเท่านั้น ( ไม้ซีดาเป็นไม้ที่มีเนื้ออ่อนและเหลาง่าย )


กระบวนการในการทำดินสอ
นำไม้ที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กๆ ( ขนาด 3 X 3 นิ้ว ) ไปตากแดดหรืออบจนแห้งสนิทจากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นแผ่นบางๆ หนา 5 ม.ม. ( ครึ่งหนึ่งของความกว้างของดินสอ) แล้วจึงนำไปเข้าเครื่องเซาะร่องสำหรับบรรจุไส้ดินสอ หลังจากนั้นใช้ไม้อีกชิ้นหนึ่งมาประกบด้วยการติดกาว เข้าเครื่องตัดเป็นแท่ง พ่นสี ติดตรา และติดยางลบ ก่อนที่จะนำออกจำหน่ายต่อไป ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสามารถผลิตดินสอให้แตกต่างในการใช้งานได้กว่า 300 ชนิด รวมทั้งดินสอที่สำหรับใช้ในทางศัลยกรรมของแพทย์ เนื่องจากดินสอชนิดนี้สามารถนำมาขีดเขียนบนผิวหนังของคนไข้ได้
รูปร่างและขนาดของดินสอ
ดินสอมาตรฐานมีความยาว 7 นิ้ว แท่งหนึ่งๆสามารถลากเส้นได้ยาวถึง 35 ไมล์ เขียนได้อย่างน้อย 45,000 คำ เหลาดินสอ 17 ครั้ง จะเหลือเศษความยาวเพียง 2 นิ้ว บางชนิดจะติดยางลบ ไว้ด้วยเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน สีที่นิยมใช้มากที่สุด คือ สีเหลือง บริษัทผู้ผลิตได้พยายามทำออกจำหน่ายหลายสีด้วยกัน เช่น สีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสีเหลือง
ชนิดของดินสอ
ปัจจุบันดินสอแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ


ดินสอดำ ( Lead Pencil ) คือดินสอที่นิยมใช้กันทั่วๆไป ไส้ดินสอทำจากถ่านแกรไฟต์ผสมกับดินเหนียว ( Clay ) ใช้ตัวอักษร B ( Black ) และ H ( Hard ) กำหนดความแข็งและความเข้มของไส้ดินสอ ขนาด 6 B จะมี Clay ผสมน้อย ส่วนขนาด 6 H จะมี Clay ผสมมากที่สุด ดินสอที่มีความเข้มน้อยจะใช้ในการร่างภาพ ส่วนดินสอที่มีความเข้มมากจะใช้ในการแรเงา


ดินสอคาร์บอน ( Carbon Pencil ) หรือดินสอถ่าน ทำจากส่วนผสมของถ่านไม้ (Charcoal) ไส้ดินสอดำคล้ายถ่านไม้ มีชนิดแข็งและอ่อน ลำดับจาก HH (แข็งมาก),HB(ปานกลาง ), B(ไส้อ่อนแต่ดำ),BB (ดำมาก),BBB (ดำที่สุด) บางบริษัทใช้ตัวอักษร E แทนตัวอักษร B


หนังสือ




เส้นทางของหนังสือ
ก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์รู้จักวิธีการเขียนหนังสือลงบนกระดาษที่เรียกว่า “ Papyrus ” และทำเป็นเล่มโดยการม้วนในลักษณะที่เรียกว่า“ Volumen ” ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นคำว่า “ Volume ” หนังสือลักษณะนี้ เล่มที่เก่าแก่ที่สุดคือ “ The Great Harris Papyrus ” ( ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ) มีความยาวของม้วน 133 ฟุต และหน้ากว้าง 16 ¾ นิ้ว เป็นหนังสือที่ระบุเวลาไว้ว่า เป็นปีที่ 32 ของกษัตริย์รามเสส ที่ 3




และเมื่อชาวจีนรู้จักการนำผ้าไหมมาใช้งาน ได้มีการเขียนหนังสือลงบนผ้าไหมเมื่อราว 400 ปี ก่อนคริสตกาล ทำเป็นเล่มในลักษณะม้วนเหมือนกับอียิปต์ และหลังจากที่จีนคิดกระดาษขึ้นใช้ใน ค.ศ. 105 การทำหนังสือก็ยังใช้ลักษณะเป็นม้วนเช่นเดิม หนังสือของจีนที่พิมพ์ด้วยบล็อกไม้ และมีหลักฐานคงเหลืออยู่คือ ชิ้นพิมพ์วัชรสูตร เป็นม้วนกระดาษยาว 16 ฟุต กว้าง 1 ฟุต มีวันที่พิมพ์ และชื่อผู้พิมพ์ปรากฏในหนังสือว่า “ พิมพ์เมื่อ วันที่ 1 พฤษภาคม 868 โดย วางชี ” สำหรับแจกทั่วไปเพื่อเป็นที่ระลึกถึง บิดามารดา นับว่าเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งก็มีลักษณะเป็นม้วน
แต่ชิ้นพิมพ์ที่เก่าที่สุดที่มีลักษณะเป็นชิ้นพิมพ์ที่พบที่ญี่ปุ่น เป็นการพิมพ์ยันต์และคาถา จัดพิมพ์ขึ้นโดยโองการของจักรพรรดิ โชโตกุ เพื่อแจกในปี ค.ศ. 770




ก่อนที่จีนจะรู้จักการใช้ผ้าไหมและกระดาษ การเขียนหนังสือจะเขียนลงบนไม้ไผ่ ทำเป็นเล่มหนังสือโดยเจาะรูร้อยเชือกไว้เป็นมัดๆ การทำเล่มหนังสือในลักษณะนี้ทำขึ้นในราวประมาณ 500 ปี ก่อนคริสตกาล
อินเดียก็มีการทำเล่มหนังสือโดยใช้วิธีจารลงบนใบลาน แล้วจึงเจาะร้อยเชือกเป็นเล่มในลักษณะคัมภีร์พระเทศน์ ที่ยังคงมีใช้กันในปัจจุบันนี้ หนังสือใบลานลักษณะนี้ใกล้เคียงกับสมัยพุทธกาล คือในราว 500 ปี ก่อนคริสตกาล
ก่อนคริสตกาล ชาวกรีกเขียนหนังสือแล้วใช้แผ่นไม้ 2 แผ่น มีห่วงโลหะยึดให้ติดกันไว้ตรงกลาง มีลักษณะคล้ายกับเล่มหนังสือ ต่อมาในปี ค.ศ. 950 ชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มดัดแปลงรูปเล่มหนังสือก่อนชาติอื่น เนื่องจากการใช้หนังสือที่มีลักษณะเป็นม้วน ทำให้ขาดความสะดวกในการค้นคว้าหรืออ้างอิงในส่วนกลางๆ ของเล่ม เพราะจะต้องหมุนม้วนไปจนถึงบริเวณที่ต้องการ ทำให้เสียเวลา จึงได้คิดค้นทำหนังสือให้เป็นลักษณะหนังสือพับ ( Folder book ) คือพับไปพับมามีลักษณะคล้ายสมุดข่อยของไทย ทำให้เกิดความสะดวกในการค้นคว้า จะเปิดอ่านตอนไหนของเล่มก็สะดวกและรวดเร็ว
ปี ค.ศ. 1116 จีนเริ่มรู้จักเย็บเล่มหนังสือพับด้วยเชือก โดยเย็บทางด้านข้างให้ติดกับด้านหนึ่งและเปิดอ่านอีกด้านหนึ่ง กระดาษที่จีนทำด้วยมือในระยะแรกๆ จะเป็นกระดาษบาง ตัวหนังสือเขียนด้วยพู่กันและหมึกที่มีตัวนำเป็นน้ำ ทำให้กระดาษเขียนได้หน้าเดียวคือเขียนลงบนกระดาษแล้วพับกลาง ให้ด้านที่เขียนหนังสืออยู่ข้างนอก แล้วเรียงลำดับซ้อนกันและเย็บติดกันตรงสันซึ่งเป็นด้านปลายกระดาษ ด้านพับจึงเป็นด้านริมของหนังสือที่เปิดได้ นับว่า จีนเป็นผู้คิดหนังสือเย็บเล่ม ( Stitch book ) เป็นชาติแรก และชาติอื่นๆ จึงได้นำมาเลียนแบบ
ในยุโรปมีการคิดทำ Parchment ( หนังสัตว์ที่ฟอกแล้ว ) มาใช้สำหรับเขียน และมีการทำหนังสือโดยการเขียนด้วยมือ พระและบาทหลวงตามวัดต่างๆ ได้ผลิตหนังสืออกมาเป็นจำนวนมาก โดยใช้วิธีการเขียนหนังสือคัดตัวบรรจงอย่างสวยงาม มีการใส่กนกลวดลาย ภาพประดิษฐ์ต่างๆ ในหน้าหนังสือ และระบายสีอย่างงดงาม เรียกหนังสือนี้ว่า “ Illuminated book ” มีการทำปกแข็งด้วยหนังและโลหะ แล้วเย็บเป็นเล่มให้เปิดได้ด้านหนึ่ง มีลักษณะคล้ายหนังสือในปัจจุบันนี้ แต่มีขนาดตัวเล่มใหญ่มาก ส่วนใหญ่ต้องตั้งอ่านบนโต๊ะ
จนถึงปี ค.ศ. 1499 Aldus Manutius ซึ่งเป็นช่างพิมพ์ชาวเวณิช ในอิตาลี ได้จัดทำตัวพิมพ์ให้มีขนาดเล็กลง และผลิตหนังสือให้มีลักษณะรูปเล่มและขนาดหนังสือเท่ากับหนังสือที่ใช้กันในปัจจุบัน สำนักพิมพ์ของเขาคือ Aldine Press ซึ่งมีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ทำให้มีผู้นิยมอ่านหนังสือกันอย่างแพร่หลาย แต่รูปเล่มของหนังสือยังขาดความประณีตสวยงาม เพียงให้มีลักษณะเป็นเล่มเท่านั้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1888 William Morris ได้ตั้ง Kelmscott Press ขึ้นที่ประเทศอังกฤษ และได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการผลิตหนังสือ โดยให้มีการออกแบบและวางรูปเล่มอย่างเป็นศิลปะที่จะต้องทำด้วยความประณีตและ รอบคอบ ดังนั้นความคิดต่างๆ ในการออกแบบ การจัดวางรูปเล่ม และการจัดพิมพ์หนังสือ จึงเกิดได้ขึ้นอย่างแพร่หลาย ทำให้มีผู้สนใจศึกษากันมากยิ่งขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้

หนังสือของไทย
ประเทศไทยมีแบบฉบับหนังสือเป็นของตนเองมานาน ตั้งแต่โบราณกาล โดยการใช้วัตถุดิบของท้องถิ่นที่มีในธรรมชาติ ประดิษฐ์เล่มหนังสือ อาทิ ใบไม้ เปลือกไม้และเยื่อไม้ เป็นวัสดุรองรับในการเขียน ใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ดิน หิน - แร่ธาตุ เป็นหมึกและสีสำหรับบันทึกตัวอักษรและวาดภาพ เพื่อใช้สำหรับบันทึกเรื่องราวทางศาสนา ตำรา จดหมายเหตุ วรรณคดี ตลอดจนภาพจิตรกรรมต่างๆ หนังสือของไทยจึงนับเป็น วิทยสมบัติที่สะท้อนให้เห็นถึง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ที่ทรงคุณค่าทั้งทางด้านศาสตร์และศิลป์ของชาติไทย




ปฏิทินไทย


กำเนิดปฏิทิน


ปฏิทิน หรือ Calendar ในภาษาอังกฤษ เป็นคำที่ มาจากภาษาโรมันที่นำมาจากคำพูดของชาวกรีกโบราณ ว่า Kalend ซึ่งมีความหมายในภาษาอังกฤษว่า “ I cry ” สาเหตุที่ใช้คำนี้เพราะมีที่มาว่า ในสมัยโบราณจะมีคนคอยร้องบอกชาวเมือง เพื่อบอกกล่าวเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า รวมถึงประกาศวันขึ้นเดือนใหม่ เพื่อให้ลูกหนี้จ่ายเงินที่คั่งค้าง ครั้นต่อมาสังคมเริ่มสลับซับซ้อนมากขึ้น ปฏิทินจึงได้ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแทนคนร้องบอกข่าว ปฏิทินจึงนับว่าเป็นสิ่งบอกเวลา และกลายเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตประจำวันไปในที่สุด ต่อมามนุษย์จึงได้ริเริ่มบันทึก วัน เวลา ขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกกันว่า “ ปฏิทิน ”


ปัจจุบัน “ ปฏิทิน ” ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย นักธุรกิจติดต่อนัดหมายกันผ่าน วัน เวลา ในปฏิทิน นอกจากนี้ปฏิทินยังคอยย้ำเตือนถึง วัน เวลาที่สำคัญต่างๆ เช่น วันเกิด วันหยุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปฏิทินที่กำหนดวันสำคัญทางศาสนา ซึงจะต้องอาศัยการประกาศอย่างเป็นทางการ เช่น วันจาริกแสวงบุญของอิสลามิกชน เป็นต้น


ปฏิทินไทย

ปฏิทิน แปลว่า แบบสำหรับดู วัน เดือน ปี สามารถเขียนได้เป็น ประติทิน (ภาษาสันสกฤต) หรือ ประฏิทิน (บาลีแผลง) ประดิทิน หรือ ประนินทิน ก็ได้ คำหลังนี้พบในหนังสือที่เขียนโดย หมอ บรัดเลย์ ในหนังสือ อักขราภิธานศรับท์ หน้า 412 และหนังสือ สยามไสมย หน้าโษณา ของ หมอ สมิท เป็นต้น แบบสำหรับดู วัน เดือน ปี มีทั้งที่จารึกบนก้อนหิน หรือ ขีด เขียน และพิมพ์บนกระดาษ ซึ่งมีทั้งชนิดเป็นแผ่น ตั้งแต่ 1 – 12 แผ่น และชนิดพิมพ์เป็นเล่มแบบหนังสือปฏิทินชนิดเล่ม
การพิมพ์ปฏิทินมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เมื่อ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2385 (ปลายสมัย รัชกาล ที่ 3) ซึ่งสามารถตรวจสอบและค้นคว้าหาหลักฐานได้จาก ไมโครฟิล์ม หนังสือบางกอกคาเลนดาร์ ปี ค.ศ. 1870 ( พ.ศ. 2413 ) หน้า 5 ในหอสมุดแห่งชาติ หรือค้นคว้าได้จากหนังสือต้นฉบับ ที่หอสมุดดำรงราชานุภาพ ซึ่งหมอ บรัดเลย์ ได้เขียนไว้ว่า “ 14 First Calendar print in B. 1842 ” (ไม่บอกว่าใครเป็นผู้พิมพ์ แต่คาดหมายว่า คือ หมอ บรัดเลย์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ ผู้มีผลงานทางหนังสือมากมาย)
รัชกาลที่ 4 ทรง ฯ โปรดให้พิมพ์ปฏิทินภาษาไทย (ภายหลังจากที่ หมอบรัดเลย์ พิมพ์ปฏิทินชิ้นแรกในสยาม เมื่อ พ.ศ. 2385) เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2404 ดังปรากฏหลักฐานใน หนังสือบางกอกคาเลนดาร์ ฉบับ ปี ค.ศ. 1862 ( พ.ศ. 2405) หน้า 108
ในสมัย รัชกาลที่ 5 ปฏิทินที่พิมพ์ในเมืองไทยได้แก่ “ ประนินทิน ” ซึ่งลงโฆษณาใน หนังสือสยามไสมย ของ หมอสมิท เขียนคำโฆษณาไว้ตอนหนึ่ง ว่า “ ประนินทินนี้ แจ้งให้รู้ถึงการอื่นเป็นอันมากอันควรคนทั้งปวงจะรู้ ถ้าไม่รู้เขาจะนินทาว่าคนโง่ ” แจ้งราคาขายไว้เล่มละ 4 บาท (ราคาในสมัยนั้น) ปัจจุบันยังหาประนินทินของหมอสมิทไม่พบ
ปฏิทินในสมัย รัชกาลที่ 6 ที่น่าสนใจได้แก่ปฏิทินพกเล่มเล็กๆ ที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นของชำร่วย สำหรับแจกพระราชทาน แก่ขุนนางที่ลงนามถวายพระพร ในวันขึ้นปีใหม่ ปฏิทินพกแบบนี้ยังมีแจกต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งบุคคลธรรมดาก็สามารถไปลงนามถวายพระพรและรับปฏิทินหลวงได้
การพิมพ์ปฏิทินเล่มยังมีการจัดทำต่อมา จนกระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบัน ปฏิทินเล่มยังมีรายละเอียดในเรื่องของ สภาพภูมิอากาศ เวลาน้ำขึ้น – น้ำลง การเดินทางของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ และมีช่องว่างให้บันทึกเล็กน้อย ยังมีสมุดบันทึกอีกแบบหนึ่ง ซึ่งบอกรายละเอียดของ วัน เดือน ปี เรียงไปตามลำดับ และมีหน้าสำหรับจดบันทึกหมายเหตุรายวัน รวมถึงวันสำคัญ และวัน เวลา นัดหมาย ฯลฯ ที่เรียกว่า “ ไดอารี่ ” (Diary) หรือ ” สมุดบันทึกประจำวัน ” ก็สามารถอนุโลมให้เป็นปฏิทินได้
ปฏิทินไดอารี่ เริ่มมีใช้ในเมืองไทยเมื่อใดยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน แต่ไดอารี่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างสูง คือ ไดอารี่ของรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อตีพิมพ์เผยแพร่มีชื่อเรียกว่า “ จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ”


วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บัว : ดอกไม้มงคล กับสารพันความหมาย

ดอกบัว ” นับเป็นดอกไม้ที่คนไทยเราคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เพราะใช้ในการบูชาพระอยู่เป็นประจำ แม้แต่การแสดงความเคารพด้วยการประนมมือของเรา หากดูดีๆก็จะเห็นว่าคล้ายรูปดอกบัว การที่ดอกบัวเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีมงคล คงเป็นเพราะธรรมชาติกำเนิดของดอกบัวได้แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ แม้จะเกิดในโคลนตม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน เสมือนคนที่เกิดมาแล้ว หากเข้าถึงหลักธรรมก็สามารถเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์ทั้งปวงได้ อย่างไรก็ดี ดอกบัว มิได้เกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราเพียงแค่เป็นดอกไม้บูชาพระเท่านั้น แต่ “ บัว ” ยังมีบทบาทต่อวิถีชีวิตไทยในอีกหลากหลายลักษณะ ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะขอนำบางส่วนจากหนังสือ “ ปกิณกคดีวิถีชีวิตไทยในเรื่องบัว ” ของนางฤดีรัตน์ กายราศ มาเสนอเพื่อเป็นความรู้ดังต่อไปนี้

บัวกับชื่อของคน การที่บัวได้รับความนิยมว่าเป็นไม้มงคล ทำให้ถือว่าเป็นมงคลนาม จึงมีการนำไปตั้งชื่อหญิงสาวทั้งในวรรณคดี และชีวิตประจำวันมากมาย เช่น นางปัทมาวดี ในนิทานเวตาล นางปทุมเกสร ในบทละครเรื่องพระอภัยมณี นางบัวคลี่ ในเสภาขุนช้างขุนแผน ส่วนชื่อพื้นบ้านก็ได้แก่ สายบัว บัวแก้ว บัวเผื่อน บัวผัน เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีการประยุกต์นามขึ้นใหม่โดยนำคำจากภาษาบาลีสันสกฤตมาสมาสและสนธิจนเกิดเป็นคำที่ออกเสียงไพเราะ เหมาะที่จะใช้เป็นชื่อบุรุษและสตรี เช่น คำว่า “ กมล ” มีความหมายว่า ใจ หรือขยายเป็น กมลา หมายถึง พระลักษมี คือ ผู้อยู่ในดอกบัว กมลวรรณ แปลว่า ผู้มีวรรณะดังดอกบัว โกมุท โกเมศ หมายถึง บัวสายสีขาว บงกช แปลว่า ผู้เกิดแต่ตม บุษกร หมายถึง บัวสีน้ำเงิน บุษบง บุษบัน หมายถึง ดอกบัวเผื่อน บุณฑริก หมายถึง ดอกบัวขาว ลินจง เป็นชื่อบัวสีชมพูและบัวสีแดง จงกล หรือ จงกลนี เป็นชื่อบัวสายที่มีกลีบซ้อนกันหลายชั้นสีชมพูอ่อน สาโรธ หรือ สาโรช แปลว่า ดอกบัว อรพินท์ คือ ดอกบัว และ กรณิกา หมายถึง ฝักบัว เป็นต้น

บัวกับความเชื่อเรื่อง “ ฝัน ” มีความเชื่อโบราณทำนายความฝันเกี่ยวกับดอกบัวว่า ถ้าผู้ใดฝันเห็นดอกบัว จะมียศฐาบรรดาศักดิ์ นำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล ถ้าฝันเห็นดอกบัวและได้ถือดอกบัวในมือ จะได้ลาภหรือข้าทาสบริวาร หรือได้ข่าวอันเป็นมงคลจากพี่น้อง หญิงมีครรภ์ หากฝันถึงดอกบัว จะได้บุตรเป็นชาย แต่ถ้ายังไม่แต่งงาน ฝันเห็นดอกบัว หมายถึง อาจจะได้คู่ครองในไม่ช้านี้ ถ้าฝันว่าดมดอกบัว จะได้พบญาติพี่น้องจากแดนไกล ถ้าฝันว่าได้บริโภคเง่ารากและใบบัวกับผลาหารอันมีรส จะหายจากโรค เป็นต้น

บัวในตำราพิชัยสงคราม ในการออกศึกสงคราม แม่ทัพผู้บัญชาการรบ จะพิจารณาเลือกการจัดทัพตามลักษณะพยุหะ(กระบวนทัพ)ที่มีอยู่ในตำราพิชัยสงครามให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นขณะยกทัพ หรือการตั้งค่าย เพื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ทุกขณะ ซึ่งการจัดทัพรูปทรงดอกบัวที่ชื่อ ว่า “ ปทุมพยุหะ ” ก็มีอยู่ในตำราด้วย กล่าวคือ เป็นการจัดผังเป็นรูปดอกบัวตูม กำหนดการวางทัพโดยมีกองร้อยอยู่ส่วนยอดลดหลั่นลงมาเป็น พลทวน กองม้า กองช้าง กองเขน กองไล่ ส่วนทัพใหญ่และทัพรองตั้งมั่นอยู่ตรงส่วนฐาน การจัดทัพแบบปทุมพยุหะเหมาะกับภูมิประเทศที่เป็นที่ราบกลางทุ่ง ใช้ได้ทั้งการตั้งค่ายและยาตราทัพ

บัวกับชื่อโรค คือ ฝีฝักบัว หมายถึง ฝีชนิดหนึ่ง ที่มีหลายหัวคล้ายฝักบัว หรือมีหัวรวมใหญ่เป็นหัวเดียว มักขึ้นตามหลังและต้นคอ (ฝี หมายถึง โรคที่มีอาการบวมนูนและกลัดหนอง ขึ้นตามที่ต่างๆในร่างกาย สาเหตุมักเกิดจากการติดเชื้อรา บักเตรี หรือไวรัส )

บัวกับชื่อจังหวัดต่างๆ เช่น ปทุมธานี เป็นเมืองเก่า มีมาแต่แรกสถาปนาพระนครศรีอยุธยา เดิมชื่อ บ้านสามโคก ครั้นต่อมาขยายเป็นชุมชนใหญ่ เพราะมีชาวรามัญที่อพยพหนีภัยมาอยู่มากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงมีน้ำพระทัยเมตตาต่อครอบครัวชาวรามัญเป็นอย่างมาก เคยเสด็จฯทางชลมารคมาเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุข ชาวรามัญต่างพากันถวายดอกบัวเพื่อแสดงความจงรักภักดี จึงได้พระราชทานนามเมืองใหม่ให้ เพื่อเป็นสิริมงคลว่า “ เมืองประทุมธานี ” มีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรี ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ โปรดฯให้เปลี่ยนคำว่า “ ประทุมธานี ” เป็น “ ปทุมธานี ” แทน พร้อมทั้งเปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัด เมืองสามโคกเป็นเมืองที่อุดมด้วยดอกบัวมาแต่โบราณ จึงมีประเพณีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาว่าพระมหาอุปราชจะเสด็จลงเรือมาเก็บดอกบัวเบญจพรรณนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดินในการพระราชพิธีเทศน์มหาชาติเป็นประจำทุกปี พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เคยเสด็จฯมาเก็บดอกบัวที่เมืองนี้เช่นกัน ส่วน อุบลราชธานี มีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะมีความหมายเป็นเครื่องระลึกถึงดินแดนดั้งเดิมของบรรพบุรุษ คือ เมืองหนองบัวลุ่มภู หรือนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน รวมทั้งนามของผู้สถาปนาเมืองคนแรกคือ พระประทุมวรราชสุริยวงศ์ นอกจากสองจังหวัดนี้แล้ว ยังมี หนองบัวลำภู เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณมีอายุประมาณ ๙๐๐ ปีครั้นสมัยอยุธยาก็ขึ้นกับอาณาจักรอยุธยาเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

บัวกับชื่อวัด ในประเทศไทยมีวัดจำนวนน้อยที่มีชื่อสัมพันธ์กับบัว เช่น วัดรางบัว วัดบึงบัว วัดบัวผัน วัดฉัตรแก้วจงกลนี วัดบัวขวัญ วัดอุบลวนาราม วัดบัวทอง วัดบัวสุวรรณประดิษฐ์ วัดปทุมทอง วัดบางกอบัว วัดบัวโรย วัดสระบัว วัดบัวแก้วเกษร เป็นต้น

สำนวนที่เกี่ยวกับบัว ได้แก่ บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น มีความหมายว่า รู้จักผ่อนปรนเข้าหากัน มิให้กระทบ กระเทือน รู้จักถนอมน้ำใจไม่ให้ขุ่นเคือง บางคนก็ใช้ว่า บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น บัวใต้น้ำ เป็นคำเปรียบคนที่มีสติปัญญาทึบ ไม่มีโอกาสบรรลุธรรม โดยปริยาย หมายถึง คนโง่ บัวบังใบ เป็นคำเปรียบหมายถึง เห็นผิวเนื้อรำไร ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิด หมายถึง ความชั่วหรือความผิดร้ายแรงที่คนรู้กันทั่วแล้ว จะปิดปังอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เป็นต้น

นอกจากนี้ “ บัว ” ยังมีความหมายอื่นๆ เช่น บัวคอเสื้อ หมายถึง ปกคอเสื้อแบบหนึ่งเป็นแผ่นผ้าโค้งรอบคอ ปลายมน และเรียกเสื้อชนิดนี้ว่า เสื้อคอบัว บัวนาง หมายถึง นมผู้หญิง บัวบาท หมายถึง บัวที่ผุดขึ้นมารองรับบาทของพระพุทธเจ้า โดยยกย่องหมายถึงพระบาทของพระเจ้าแผ่นดินด้วย และ บัวลอย ก็หมายถึง ขนมชนิดหนึ่ง ทำด้วยแป้งข้าวเหนียว ปั้นเป็นเม็ดกลมๆเล็กๆ ต้มในน้ำกะทิผสมน้ำตาล และ บัวลอย ยังเป็นชื่อเพลงไทยทำนองหนึ่ง ใช้บรรเลงในงานศพ มุ้งสายบัว คือ ห้องคุมขังนักโทษ กบบัว คือ เครื่องมือชนิดหนึ่งสำหรับไสไม้หน้าโค้ง พานกลีบบัว เป็นพานทรงกลม ที่ปากพานจะเป็นจักรๆคล้ายปลายกลีบบัวเรียงซ้อนขึ้นไปโดยรอบ กระทะใบบัว คือ กระทะที่มีลักษณะกลม ปากผาย ก้นตื้น มีหูสำหรับจับสองข้าง ใช้สำหรับประกอบอาหารคาวหวานได้ทั้งการหุง ต้ม ทอดและกวน

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวเกี่ยวกับ “ บัว ” ซึ่งหวังว่าจะทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็น “ ดอกบัว ” ในความหมายที่หลากหลายมากกว่าดอกไม้บูชาพระมากยิ่งขึ้น

กิน : ความหมายและความนัย

โดยทั่วไป เมื่อพูดคำว่า “ กิน ” จะหมายถึงกริยา เคี้ยว หรือเคี้ยวกลืน มักใช้กับอาหาร เช่น กินข้าว กินก๋วยเตี๋ยว หรืออาจจะหมายถึงการดื่ม เช่น ถ้าพูดว่ากินน้ำ หมายถึง ดื่มน้ำ ก็ได้ ตามปกติเรามักใช้คำนี้ในการพูดทั่วๆไป ถ้าพูดอย่างสุภาพก็มักจะใช้คำว่า “ รับประทาน ” แทน หากเป็นราชาศัพท์ก็จะใช้คำว่า “ เสวย ” อย่างไรก็ดี คำว่า “ กิน ” ที่ฟังดูง่ายๆนี้ หากรวมกับคำอื่นๆ กลับมีความหมายและความนัยที่น่าสนใจไม่น้อย ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอประมวลคำที่เกี่ยวกับ “ กิน ” มานำเสนอให้อ่านเล่นๆเป็นความรู้ ดังต่อไปนี้

กิน นอกจากจะหมายถึง การเคี้ยว หรือดื่มเพื่อทำให้ล่วงจากลำคอลงไปสู่กระเพาะแล้ว ยังมีความหมายว่า เปลือง เช่น กินเวลา กินเงิน หรืออาจจะแปลว่า ทำให้หมดเปลือง ก็ได้ เช่น รถคันนี้กินน้ำมัน แอร์เครื่องนี้กินไฟ เป็นต้น

“ กิน ” ในความหมายที่ดี ได้แก่ กินแขก เป็นภาษาถิ่นพายัพ หมายถึง กินเลี้ยงในงานแต่งงาน เช่นเดียวกับคำว่า กินดอง ทางภาคอีสาน และ กินเหนียว ทางใต้ ส่วน กินสี่ถ้วย หมายถึง กินเลี้ยงในงานมงคล สี่ถ้วย คือ ขนมสี่อย่างได้แก่ ไข่กบ (สาคูหรือแมงลัก) นกปล่อย (ลอดช่อง) มะลิลอย(ข้าวตอก) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียว)โดยจะมีน้ำกะทิใส่ชามอยู่ตรงกลาง ส่วน กินตำแหน่ง หมายถึง ได้ครองตำแหน่ง กินบ้านผ่านเมือง หรือ กินเมือง เป็นคำโบราณ หมายถึง ได้ครองเมือง หรือครอบครองเมือง กินเลี้ยง หมายถึง กินอาหารร่วมกันหลายคนเพื่อสังสรรค์กัน กินขาด เป็นภาษาพูด หมายถึง ดีกว่ามาก เหนือกว่ามาก หรือชนะเด็ดขาด กินเจ หมายถึง ถือศีลอย่างจีนหรือญวน โดยกินอาหารผักล้วน ไม่มีเนื้อสัตว์ กินบุญ หมายถึงกินเลี้ยงในงานบุญ กินบวช หมายถึง กินเครื่องกระยาบวช(เครื่องกินที่ไม่มีของสดคาว)ในลัทธิพิธี เช่น พิธีตรุษ มักใช้คู่กับคำว่าถือศีล เป็น ถือศีลกินบวช กินสำรับ หมายถึง กินอาหารที่เขาจัดมาให้เป็นสำรับ กินดอกเบี้ย หรือ กินดอก หมายถึง ได้รับผลประโยชน์ที่เกิดจากทุนหรือเงินให้กู้ กินเส้น หมายถึง ชอบพอกัน ถูกคอกัน แต่มักใช้ในทางปฏิเสธว่า ไม่กินเส้นกัน คือ เขม่นกัน มากกว่า

ส่วน “ กิน ” ที่คนไม่ค่อยชอบและพบเห็นกันบ่อยๆ ได้แก่ กินสินบน หมายถึง การหารายได้โดยไม่สุจริต กินกริบ หมายถึง การหาประโยชน์ใส่ตัวได้อย่างแนบเนียน กินเศษกินเลย หรือ กินเล็กกินน้อย คือ ยักยอกเอาบางส่วนที่มีจำนวนเล็กน้อยเป็นของตน เช่น แม่บ้านแอบกินเศษกินเลยค่ากับข้าวประจำวัน กินนอกกินใน หมายถึง เอากำไรในการซื้อขาย ทั้งในราคาและนอกราคาที่กำหนด กินตามน้ำ หมายถึง รับของสมนาคุณที่เขาเอามาให้โดยไม่ได้เรียกร้อง กิ นแรง หมายถึง เอาเปรียบผู้อื่นในการทำงานหรือเลี้ยงชีพ หรือจะหมายถึงต้องใช้แรงมากก็ได้ กินลึก หมายถึง มีเล่ห์ลึกซึ้ง กินหมาก โดยทั่วไปก็หมายถึงกินพลูป้ายปูนกับหมาก แต่ถ้าเป็นสแลง จะหมายถึง ถูกชกปากแตก (เลือดออกปากสีแดงเหมือนกินหมาก) กินเปล่า หมายถึง ได้ประโยชน์มาโดยไม่ต้องตอบแทน หรือเป็นการเรียกทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นๆที่เสียไปเพื่อแลกกับสิทธิที่ตกลงกันว่า เงินกินเปล่า หรือจะหมายถึง ได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียวก็ได้ เช่น เตะกินเปล่า กินผัว หมายถึง มีผัวกี่คนๆก็ตายหมด เช่นเดียวกับ กินเมีย คือ มีเมียกี่คนๆก็ตายหมด กินผี หมายถึงหาประโยชน์จากคนตาย กินฟรี คือ กินโดยไม่เสียเงิน กินล้างกินผลาญ หมายถึงกินครึ่งทิ้งครึ่ง กินสั่ง หมายถึง กินมากผิดปกติ เมื่อถึงคราวจะตาย แต่โดยปริยายหมายถึงกินจุเกินควร กินแหนง หมายถึงสงสัย ระแวง ไม่แน่ใจ มักใช้คู่กับแคลงใจ เป็นกินแหนงแคลงใจ กินรวบ เป็นชื่อเรียกหวยใต้ดิน ซึ่งอาศัยเลขท้ายของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกรางวัล กินลูกตะกั่วหรือกินลูกปืน แปลว่าถูกยิง กินรังแตน หมายถึงอารมณ์เสีย หงุดหงิดบ่นว่าเกินกว่าเหตุ

ส่วน “ กิน ” ที่เป็นคำกลางๆทั่วๆไป เช่น กินขวา กินซ้าย หมายถึง อาการที่รถ เรือ ว่าว เป็นต้น เคลื่อนล้ำไปทางขวาหรือซ้ายมากเกินควร กินทาง หมายถึง ล้ำทาง ใช้กับยวดยานพาหนะ กินช้อน กินตะเกียบ หมายถึง กินอาหารด้วยช้อนหรือตะเกียบ กินตัว หมายถึง ผุหรือขาดกร่อนไปเองอย่างผ้าขนสัตว์ หรือผ้าไหม กินนอน หมายถึง โรงเรียนที่จ้ดให้นักเรียนกินอยู่หลับนอนในโรงเรียน กินงาย หมายถึง กินอาหารมื้อเช้า กินเพล กินอาหารตอนเพล หรือบางทีก็ว่า ถือศีลกินเพล กินเพรา (อ่านว่ากิน-เพฺรา) หมายถึง กินอาหารมื้อเย็น กินมือ หมายถึงกินอาหารด้วยมือ กินไม่ลง หมายถึง เอาชนะไม่ได้ หรือรับไม่ไหว กินหู้ หมายถึง ผิดคาด (มาจากการแทงหวยสมัยก่อน) กินลม หมายถึง ต้านลม เช่น ว่าวกินลม หรือจะหมายถึงเดินหรือนั่งรับลมก็ได้ กินดิบ หมายถึง ชนะโดยง่าย

นอกจากนี้ “ กิน ” ที่เป็นสำนวน เช่น กินลมกินแล้ง หมายถึง ไม่ได้ประโยชน์ หรือทำเหนื่อยเปล่า กินบุญเก่า หมายถึง นั่งกินนอนกินสมบัติเก่า หรือได้รับผลจากความดีที่เคยกระทำไว้แต่ปางก่อน กินเหมือนหมู อยู่เหมือนหมา หรือ กินอย่างหมู อยู่อย่างหมา หมายถึงเละเทะไม่มีระเบียบ กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง หมายถึง รู้ดีอยู่แล้ว แสร้งทำเป็นไม่รู้ กินปูนร้อนท้อง หมายถึง ทำอาการพิรุธขึ้นเอง แสดงอาการเดือดร้อนขึ้นเอง กินที่ลับไขที่แจ้ง หมายถึงเปิดเผยเรื่องที่ทำกันในที่ลับ กินน้ำตาต่างข้าว หมายถึง ร้องไห้เศร้าโศกจนไม่เป็นอันกินอันนอน กินน้ำใต้ศอก หมายถึงจำยอมเป็นรองเขา ไม่เทียมหน้าเทียมตา มักหมายถึงเมียน้อยที่ต้องยอมลงให้เมียหลวง กินน้ำพริกถ้วยเก่า หรือ กินน้ำพริกถ้วยเดียว หมายถึง อยู่กับเมียคนเดิมหรือเมียคนเดียว กินน้ำไม่เผื่อแล้ง หมายถึง มีอะไรใช้หมดทันทีไม่คิดถึงวันข้างหน้า กินน้ำเห็นปลิง หมายถึง รู้สึกตะขิดตะขวงใจเหมือนจะกินน้ำเห็นปลิงอยู่ในน้ำก็กินไม่ลง กินบ้านกินเมือง หมายถึง นอนตื่นสายมาก หรืออาจจะหมายถึงฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ได้ กินแกลบกินรำ เป็นสำนวนว่า โง่ เช่น ฉันไม่ได้กินแกลบกินรำนี่ จะได้ไม่รู้ทันคุณ เป็นต้น กินเกลือกินกะปิ หมายถึง อดทนต่อความลำบากยากแค้น เช่น เขาเคยกินเกลือกินกะปิมาด้วยกัน กินเหล็กกินไหล หมายถึง ทนต่อความเหน็ดเหนื่อยหรือความเจ็บปวดได้อย่างผิดปรกติ กินข้าวต้มกระโจมกลาง หมายถึง ทำอะไรด้วยความใจร้อน ไม่พิจารณาให้รอบคอบ มักเป็นผลเสียแก่ตน กินบนเรือนขี้บนหลังคา หมายถึง คนเนรคุณ กินเผื่อหมา หมายถึง กินมากจนอ้วก

ทั้งหมดข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างของคำว่า “ กิน ” ที่มิใช่มีความหมายเพียงเอาอาหารเข้าปากเข้าท้องเท่านั้น แต่เมื่อผสมกับคำอื่นๆแล้ว ยังเกิดความหมายใหม่อีกมากมายทั้งในแง่บวกและลบ โดยเฉพาะคำว่า “ กิน ” ที่มีความหมายถึงการคอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือ การโกงเข้ากระเป๋าตัวเอง เช่น กินหิน กินเหล็ก กินปูน เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รังเกียจกันมาก แต่ก็ยังเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นโดยทั่วไป และนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้นในทุกวงการ ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ ความซื่อสัตย์ และ สัจจะ ที่จะต้องปลูกฝังให้มีเพิ่มขึ้นในเด็กและเยาวชนของเราต่อไปในภายหน้า ส่วนผู้ใหญ่ที่สายเกินแก้คงต้องใช้มาตรการลงโทษทางสังคม และกฎหมายอย่างจริงจัง หรือไม่ก็ต้องให้กรรมตามทัน หรืออาจจะปล่อยให้ท้องแตกตายแบบชูชก ?

http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2549&MM=3&DD=1

ไม้ตะพด อาวุธของชายไทยโบราณ

ปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึง “ ไม้ตะพด ” คนรุ่นใหม่อาจจะคิดว่าก็คือ สิ่งเดียวกับ “ ไม้เท้า ” ที่คนแก่ถือไว้ยันตัวเวลาเดิน ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว แม้ไม้ทั้งสองจะมีรูปร่างคล้ายๆกัน แต่ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์การใช้สอยที่ต่างกันมาก ดังที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรมจะขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับไม้ตะพดมาเสนอให้ทราบ ดังต่อไปนี้
ในสมัยโบราณ “ ไม้ตะพด ” จัดเป็นเครื่องป้องกันตัวชนิดหนึ่งสำหรับผู้ชายโดยทั่วไป ด้วยสมัยก่อนถือว่าดาบเป็นอาวุธร้ายแรง ชาวบ้านจะถือดาบออกไปนอกบ้านหรือจะพกดาบเปลือยฝักไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรไม่ได้ เนื่องจากมีพระราชกำหนดห้ามไว้ ยกเว้นบรรดาพวกทหาร ตำรวจ และกรมการเมืองที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่คนเหล่านี้หากถอดดาบออกจากฝักโดยบันดาลโทสะ เมาสุรา หรือโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็จะต้องได้รับโทษเช่นกัน และด้วยข้อห้ามมิให้พกดาบในที่สาธารณะดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้ผู้ชายสมัยก่อนเลี่ยงมาใช้ “ ไม้ตะพด ” เป็นอาวุธแทนดาบ และมักมีไม้ตะพดถือไว้ประจำมือทุกคน โดยนิยมถือเมื่อจะลงจากเรือนไปยังที่ต่างๆ เช่น ไปช่วยงานบวช งานแต่งงาน เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะไม้ตะพดสามารถใช้เป็นสิ่งป้องกันอันตรายมิให้กล้ำกรายมาถึงตัวได้โดยง่าย อย่างเช่นเมื่อต้องเดินทางไปต่างถิ่นยามค่ำคืน ก็ใช้ระพุ่มไม้ให้เกิดเสียงดังเพื่อให้สัตว์ตกใจหนีไปก่อน นอกจากนี้ ผู้ชายชาวบ้านสมัยก่อนยังนิยมถือไม้ตะพดเพื่อแสดงศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายด้วย กล่าวคือ หากผู้ใดไม่ถือไม้ตะพดติดมือไปยังต่างถิ่น ผู้คนในถิ่นนั้นๆจะถือว่าผู้ชายที่มามือเปล่าที่มาเหยียบถึงถิ่นตนจะมาลองดี
คำว่า “ ไม้ตะพด ” มีผู้รู้และเชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ได้บอกว่ามิใช่เป็นคำไทย แต่เป็นคำมาจากภาษามอญ โดยคำว่า “ ไม้ตะพด ” มาจากคำว่าว่า “ เละอะพด ”
ไม้ตะพดที่นิยมใช้กันเมื่อก่อน ส่วนมากจะทำมาจากไม้ไผ่ ที่เรียกว่า ไม้ไผ่เปร็ง โดยเลือกไม้ที่แก่จัด มีข้อดี เนื้อแน่นตัน เพราะต้องการให้มีน้ำหนัก เมื่อตัดไม้ไผ่มาแล้วจะต้องนำมาตากให้แห้งสนิท จึงค่อยนำมาตัดแต่งลำให้ตรง ด้วยการลนไฟอ่อนๆจนลำไม้ตรงตามต้องการ แล้วใช้กาบมะพร้าวชุบทรายละเอียดเคล้ากับขี้เถ้าและน้ำ ขัดถูไม้ตะพดจนสะอาดหมดจดและผิวเกลี้ยงเรียบ แล้วล้างด้วยน้ำอีกครั้งเป็นอันเสร็จการขัดผิวไม้ หรือบางคนก็อาจจะมีการตกแต่งผิวไม้ให้สวยงามด้วยการทำให้เป็นลวดลายต่างๆซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น ใช้วิธีเทตะกั่ว นาบด้วยโลหะเผาไฟ หรือวิธียอมสี เป็นต้น
ในสมัยก่อนผู้ที่นิยมไม้ตะพดสามารถเลือกซื้อเลือกหาไม้ตะพดที่ทำสำเร็จรูปแล้วได้ตามงานเทศกาลต่างๆ เช่น งานไหว้พระพุทธบาทสระบุรี หรืองานไหว้พระประจำปีของบางวัด อย่างไรก็ดี ต่อมาภายหลังคนส่วนใหญ่ตั้งข้อรังเกียจว่า พวกผู้ชายที่ถือไม้ตะพดเป็นพวกนักเลงหัวไม้ เกกมะเหรกเกเร ผู้ชายในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่จึงเปลี่ยนไปนิยมถือ “ ไม้ถือ ” แทน ซึ่งก็คือ ไม้เท้าที่สั่งจากต่างประเทศหรือทำขึ้นเองโดยใช้ไม้ที่มีเนื้อไม้เป็นลายต่างๆในตัว ด้วยเหตุนี้ ไม้ถือจึงได้รับความนิยมให้เป็นเครื่องประดับส่งเสริมบุคลิกภาพ ฐานะ และหน้าตาของผู้ถือตามคุณค่าและราคาของไม้ถือนั้นๆ ส่วนไม้ตะพดก็กลายมาเป็นเพียงไม้ถือติดมือเพื่อป้องกันสุนัขหรือคนร้ายมิให้มาทำอันตรายได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคนไทยส่วนมากมีประเพณีนิยมที่จะใช้สอยแต่สิ่งที่เป็นสิริมงคลโดยมักกำหนดเป็นตัวเลขบ้าง จำนวนบ้าง สัดส่วนบ้าง ซึ่งข้อกำหนดอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวนี้ เรียกกันว่า “ โฉลก ” (ตามพจนานุกรม คำนี้ หมายถึง โชค โอกาส หรือลักษณะที่มีทั้งส่วนดีและไม่ดี มักกำหนดด้วยการดูลักษณะ วัดขนาดหรือนับจำนวนของคน สัตว์ สิ่งของว่าเป็นมงคลหรือไม่เป็นมงคล) ซึ่งในเรื่อง “ ไม้ตะพด ” นี้ โบราณเขาก็มีการบัญญัติโฉลกเอาไว้ให้เลือกไม้ตะพดที่เป็นสิริมงคลได้หลายวิธี เช่น
โฉลกที่ ๑ มีว่า กูตีมึง และ มึงตีกู โฉลกนี้ใช้สำหรับนับข้อบนไม้ตะพด โดยให้ขึ้นต้นที่หัวไม้ตะพดข้อแรกว่า “ กูตีมึง ” ข้อที่สองว่า “ มึงตีกู ” แล้วว่าสลับกันไปจนหมดข้อสุดท้ายที่ปลายไม้ หากตกที่ “ กูตีมึง ” จัดว่าเป็นไม้ตะพดดี แต่ถ้าตกที่ “ มึงตีกู ” แบบนี้ถือว่าไม่ดี
โฉลกที่ ๒ มีคำว่า คุก ตะราง ขุนนาง เจ้าพระยา โฉลกนี้ใช้นับขนาดความยาวของไม้ตะพด โดยกำมือให้รอบส่วนหัวไม้แล้วจึงว่า “ คุก ” คำแรก แล้วเอามืออีกข้างกำต่อลงมาพูดคำว่า “ ตะราง ” จากนั้นเปลี่ยนมือแรกมากำต่อลงไปเป็นลำดับที่สามแล้วว่า “ ขุนนาง ” แล้วเปลี่ยนมือที่กำอันดับสองมากำต่อไปเป็นอันดับ ๔ แล้วว่า “ เจ้าพระยา ” เอามือกำสลับกันไปเรื่อย พร้อมทั้งท่องทั้งสี่คำสลับกันไป จนสุดปลายไม้ หากสุดปลายไม้ตกคำว่า คุกและตะราง ถือว่าเป็นไม้ตะพดไม่ดี หากตกคำว่า ขุนนาง เสมอตัว แต่ถ้าตกคำว่า เจ้าพระยา ถือว่าดีเลิศ
อนึ่ง แม้จะมีเรื่องโฉลกมาเกี่ยวข้อง แต่โดยทั่วไปแล้ว ความยาวของไม้ตะพดที่ชาวบ้านใช้ส่วนมากจะกำหนดให้ยาวประมาณ ๘ กำ กับเศษอีก ๔ นิ้ว หรือประมาณ ๑ เมตร ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่พอเหมาะพอดีกับกำลังมือ
ปัจจุบันสภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย แม้การดำรงชีวิตจะยังต้องเผชิญกับภยันตรายต่างๆรอบตัวเมื่อออกนอกบ้านอยู่เช่นเดิม แต่ลักษณะของไม้ตะพดก็ไม่เอื้อให้นำติดตัวไปใช้ได้ดังสมัยก่อน อีกทั้งคนรุ่นใหม่อาจจะเห็นว่าไม้ตะพดมีลักษณะเดียวกับไม้เท้าที่คนแก่ใช้ ไม้ตะพดจึงค่อยๆเลือนหายไปจากสังคมในที่สุด จะเหลือก็คงเพียงเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตหนุ่มไทยในอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น


http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2550&MM=2&DD=3

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นิสิต กับ นักศึกษาต่างกันอย่างไร ?

นักศึกษา น. ผู้มีความรู้สอบไล่ได้ไม่ตํ่ากว่ามัธยมศึกษาตอนปลายตามหลักสูตร ของกระทรวงศึกษาธิการหรือมีความรู้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เทียบเท่า ซึ่งเข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา.

นิสิต น. ผู้ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น นิสิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; ศิษย์ที่เล่าเรียน อยู่ในสํานัก, ผู้อาศัย. (ป. นิสฺสิต).

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒

นิสิต-นักศึกษา
สงสัยไหมว่า คำว่า นิสิต กับ นักศึกษา แตกต่างกันอย่างไร ทำไมบางมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์ ม.นเรศวร จึงเรียกผู้ที่กำลังศึกษาว่านิสิต แต่มหาวิทยาลัย/สถาบันอื่นใช้นักศึกษา และคำว่านิสิตมีความหมาย ประวัติความเป็นมา หลักเกณฑ์ที่จะใช้อย่างไร
คำเรียก "นิสิต" และ "นักศึกษา" เริ่มมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งมีบัญญัติคำเพื่อเรียกบุคคลที่เข้าเรียนใน 2 ลักษณะที่แตกต่างกัน อาจารย์สวัสดิ์ จงกล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ประจำหอประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึง 2 คำนี้ไว้ว่า ในอดีตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดสอนทั้งเยาวชนที่เป็นเด็กนักเรียนทั่วไป และผู้ใหญ่ที่ทำงานแล้วเข้ามาเรียนเพื่อเพิ่มคุณวุฒิ จึงต้องมีการเรียกสถานภาพของผู้เรียนให้ต่างกัน

นิสิต" แปลว่าผู้อาศัย ครั้งกระโน้นนักเรียนที่มาเรียนจุฬาฯ ถือว่าอยู่นอกเมือง คนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็จะมาอยู่หอพักมหาวิทยาลัย เรียกเป็นนิสิต นอกจากนี้การเรียนการสอนในบางคณะ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องอาศัยห้องทดลองห้องปฏิบัติการ โรงฝึกงานต่างๆ ไม่เพียงเรียนภาคทฤษฎี สอดคล้องต่อคำเรียกนิสิต อันความหมายหนึ่งแปลว่าศิษย์ที่เล่าเรียนอยู่ในสำนัก
ส่วน "นักศึกษา" ซึ่งจุฬาฯ มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2473 เป็นศัพท์เรียกผู้มาเรียนเพิ่มวุฒิ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทำงานแล้ว บางเวลาเรียนก็ไม่อาจเข้าฟังบรรยายได้เนื่องจากต้องทำงานประจำ และไม่ได้พักอาศัยในมหาวิทยาลัย ต่อมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งตั้งภายหลัง ใช้คำว่านักศึกษาสำหรับทุกบุคคลที่เข้าเรียน เรียกว่าเป็นผู้ที่มาศึกษา ทำให้เกิดคำว่านักศึกษาขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นนักศึกษาอาศัยตำราเรียนเป็นหลักไม่ต้องฟังบรรยายปัจจุบันมหาวิทยาลัยที่ใช้คำเรียกนิสิตมีอยู่ 3 สถาบัน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยหลัง ผู้เรียนในสมัยก่อนต้องอาศัยอยู่หอพักเช่นกัน เพราะมหาวิทยาลัยอยู่นอกเมืองเช่นเดียวกับจุฬาฯ ในอดีต สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถ้ามองในแง่ความหมายแล้วการศึกษาของเกษตรฯ ต้องอาศัยห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการเหมือนกัน แล้วก็มีหอพักให้ผู้ที่เรียนได้อาศัย จึงใช้คำว่านิสิต
กรณีของมหาวิทยาลัยนเรศวร เรียกนิสิตสืบเนื่องจากครั้งยังเป็นวิทยาเขตหนึ่งของศรีนครินทรวิโรฒ (วิทยาเขตพิษณุโลก) ซึ่งทุกวิทยาเขตใช้คำเรียกนิสิตตามวิทยาเขตแรกคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ซึ่งอยู่ชานกรุงเทพฯ ยุคโน้น) ผู้มาเรียนอยู่กินนอนอยู่ในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันเมื่อทุกวิทยาเขตเป็นอิสระ บางแห่งอาจคงคำเรียกนิสิต บางแห่งอาจใช้คำนักศึกษาแทน แต่ถ้าแต่เมื่อใดก็ตามที่ใช้ มศว นำหน้าก็ใช้คำว่า นิสิต
สรุป ความหมายตามจำกัดความของพจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ.2547 "นิสิต" คือผู้อาศัย, ศิษย์ที่เล่าเรียนอยู่ในสำนัก, ผู้ที่ศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "นักศึกษา" คือ ผู้เข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา

ว่าด้วยข้อถกเถียง นิสิต นักศึกษา
บ่อยครั้งที่กระทู้ในโต๊ะห้องสมุดจะมีข้อถกเถียงเรื่องที่มาของคำว่า “นิสิต” และ “นักศึกษา” โดยมากมักตั้งคำถามกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร สถาบันใดที่ใช้คำว่านิสิตบ้าง เป็นต้น ก่อนจะตอบคำถามเหล่านั้นก็ควรจะมาดูก่อนว่าคำว่า “นิสิต” หมายถึงอะไร และสถาบันใดบ้างที่ใช้คำว่า “นิสิต” คำว่า “นิสิต” นั้นเป็นภาษาบาลี แปลว่า “ผู้อาศัยกับอุปัชฌาย์” เนื่องจากแต่เดิมสถาบันการศึกษาระดับสูงมักมีหอพักให้ผู้เรียนได้พักอาศัยภายในสถาบัน ประกอบกับความนิยมภาษาบาลีด้วยจึงได้ใช้คำนี้โดยทั่วไป จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มแรกเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ ได้สถาปนาขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” และปรากฏใช้คำว่า “นิสิต” สำหรับนิสิตชาย และ “นิสิตา” สำหรับนิสิตหญิง ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “นิสิต” เพียงคำเดียวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ก่อตั้งขึ้นโดยที่ค่านิยมภาษาบาลีสันสกฤตยังเป็นที่นิยมและมีหอพักให้ผู้เรียนภายในสถาบันเช่นเดียวกัน จึงใช้คำว่า “นิสิต” มาตั้งแต่แรกเริ่ม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นับเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของไทย เริ่มต้นจากการเป็น “โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงถนนประสานมิตร” ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “วิทยาลัยวิชาการศึกษา” นับเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกของไทยที่สามารถเปิดสอนวิชาชีพครูได้ถึงระดับปริญญา (ก่อนจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย) โดยมีทั้งสิ้น ๘ แห่งทั่วประเทศ และทุกแห่งก็ใช้คำว่า “นิสิต” เหมือนกันหมด ภายหลังวิทยาลัยวิชาการศึกษาทั้ง ๘ แห่ง ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ” (อ่านว่า สี-นะ-คะ-ริน-วิ-โรด)

ทั้ง ๓ มหาวิทยาลัย (๗ มหาวิทยาลัย) ใช้คำว่า “นิสิต” ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ มีหอพักให้ผู้เรียนอยู่ภายในสถาบันในสมัยที่ประชาธิปไตยพยายามจะเบ่งบาน มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ธรรมศาสตร์ หมายถึง วิชาว่าด้วยกฎหมาย) เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่มีหอพักให้ผู้เรียน จึงสร้างคำใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เป็น “ไทย ๆ” มากขึ้น จึงใช้คำว่า “นักศึกษา”
มหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นภายหลังหลาย ๆ แห่ง แม้จะมีหอพักนักศึกษาอยู่ภายในมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่นิยมใช้คำว่า “นิสิต” เหมือนมหาวิทยาลัย “โบราณ” ที่ก่อตั้งมานานแล้วทั้งหลาย จึงหันไปใช้คำว่า “นักศึกษา” เหมือนกันแทบทุกแห่ง แม้แต่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เอง แต่เดิมก็ใช้คำว่า “นิสิต” แต่ภายหลังอธิการบดีท่านหนึ่งซึ่งเป็นนายแพทย์ ก็ได้เปลี่ยนคำว่า “นิสิต” มาเป็นคำว่า “นักศึกษา” ดังนั้น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เองก็นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เคยใช้คำว่า “นิสิต” มาก่อน

http://www.jogjag.com/board/index.php?PHPSESSID=6854ed85aeb7e288616bd467933748bb&topic=637.0

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คู่มือเด็กมหาลัย ฉบับคนมีกึ๋น

คู่มือเด็กมหาลัย ฉบับคนมีกึ๋น
"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่งฉันจึง มาหา ความหมายฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมายสุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว"
คุ้นหูกันดีค่ะ สำหรับบทกวีกระชากใจเด็กมหาลัยบทนี้เพราะมันดันไปสอดคล้องกับความคิดของเด็กมหาลัยหลายๆคนเข้าเลยโดนใจเข้าอย่างจัง.. กลายเป็นนิยามการเรียนระดับมหาลัยของใครหลายๆคนแล้วก็ทำให้เกิดเป็นประโยคที่ได้ยินจนชินหูประโยคนี้
"เรียนไปก็ไม่ได้อะไรนอกจากใบปริญญา"
อะกู๊ยยยยยยยยย... แสบทรวง ทะลวงไส้
เอ้า... ก็ว่ากันไปตามความคิดของแต่ละคนค่ะใครได้ก็ได้ไป ส่วนใครที่ไม่ได้ก็บ่นไป เรียนนู่นไม่ได้ใช้ เรียนนี่ไม่ดี ระบบห่วยเสียดายเงินค่าเทอม นู่น นี่ อีจุ๊ก อีจิ๊ก ไก่ กา หมา แย้..บ่นกันตั้งแต่วันรับน้อง จนน้องจัดบายเนียร์ให้มัน มันก็ยังบ่นต่อไป
เพราะงั้น!! หลายคนที่กำลังจะเข้ามหาลัยก็ดี หรือเพิ่งจะเข้ามหาลัยมาก็ดีมาทำความเข้าใจกับชีวิตมหาวิทยาลัยกันทางนี้ดีกว่าค่ะ แล้วจะรู้ว่า ไอ้ที่ว่าเรียนไปก็ได้แค่ปริญญาใบเดียวน่ะ เป็นความรู้สึกเฉพาะบุคคลจริงๆ แล้ว มันเป็นอย่างนั้นซะที่ไหนมาเป็นคนมีกึ๋นที่เรียนให้ได้มากกว่าใบปริญญากันดีกว่ามั้ย?
เริ่มต้นจากก้าวแรกในมหาวิทยาลัย
1. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... รุ่นพี่ไม่ใช่เทวดา และจบไปเราไม่ได้ไปเป็นทหาร ไม่จำเป็นต้องทำตามที่มันบงการไปซะทุกอย่าง มันบอกให้ทำนู่นทำนี่ก็จริงแต่สิทธิ์ยังเป็นของเราค่ะ อันไหนควรทำไม่ควรทำ เรามีสิทธิ์เลือกที่จะทำได้ค่ะ
2. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... เหล้าเบียร์ไม่ใช่ตัวตัดสินความเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ได้มีฤทธิ์กระตุ้นต่อมความคิดให้พัฒนาเร็วขึ้นได้ ความเป็นผู้ใหญ่มันอยู่ที่ความคิดค่ะ ไม่ใช่อยู่ที่กินเหล้าเบียร์เป็นหรือไม่เป็น
3. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... การเที่ยวกลางคืนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ก็ไม่ใช่กิจวัตรของเด็กมหาลัยโดยเฉพาะเด็กหอ พ่อส่งเงินมาให้เรียนเว่ย ไม่ใช่เที่ยวกลางคืน!!!!!!แต่ถ้าพ่อรวยมากล่ะก็.. พยายามไปมหาลัยให้บ่อยกว่าไปเที่ยวกลางคืนแล้วกันก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก..
เอาล่ะ 3 ข้อนั่นก้าวแรก ไปดูก้าวต่อไป
4. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... เพื่อนไม่ใช่เจ้าชีวิต เราสามารถเรียนวิชาอะไรก็ได้ที่เราอยากเรียน ลงทะเบียนตามใจเรา โดยไม่ต้องลงทะเบียนตามเพื่อน
5. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... มิตรภาพสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ เพราะฉะนั้นถ้าจะฉายเดี่ยวไปเรียนวิชาที่ตัวเองชอบ แม้ไม่มีเพื่อนไปเรียนด้วย ไม่ตายค่ะ เดี๋ยวก็เจอเพื่อนใหม่ แถมมีความสนใจเรื่องเดียวกันอีก ดีจะตายไป..
6. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... มหาลัยไม่สามารถป้อนความรู้ให้คุณได้อย่างที่คุณคาดหวังทั้งหมดเพราะฉะนั้น อยากเรียนรู้เรื่องอะไร หัดเรียนรู้เองซะบ้าง.. โตแล้ว ป้อนข้าวเองเป็นมั้ย???
7. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... ความรู้ที่เรียนในมหาลัยมันก็แค่สิ่งที่จะเอาไปอะแด๊ปใช้ในการทำงานสิ่งที่เอาไปใช้จริงๆ คือ ความสามารถ เพราะฉะนั้น พรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมา ความสามารถที่มีหลายๆอย่าง ต่อยอดเข้าไปสิ แล้วอะแด๊ปสิ่งที่เรียนเข้าไป รับรอง เพอร์เฟคท์!!!
8. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... วิชาพื้นฐานที่มหาลัยบังคับเรียน แม้ไม่เกี่ยวกับสาขาของตัวเองก็จริงแต่มันคือความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต้องมี เปิดโลกให้ความรู้สาขาอื่นเข้าไปดิ้นในสมองซะบ้าง ไม่ใช่จะเอาแต่ความรู้เฉพาะสาขาที่ตัวเองสนใจ (ให้รู้บ้างสิว่าพายอาร์คืออะไรมันคงไม่เปลืองเนื้อที่เท่าไหร่หรอกน่ะ เอ๊ะ!!!!!!!!)
9. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... การบ้านและโปรเจคท์ที่ได้รับมา เป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นความคิดของตัวเองยิ่งยากก็ยิ่งดี ฝึกเข้าไปไม่เสียหายหรอกค่ะ เหมือนการเล่นเกมส์ ยิ่งคุณฝ่าด่านยากเท่าไหร่คุณก็จะมีทักษะมากขึ้นเท่านั้น
10. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... กิจวัตรประจำวันของเด็กมหาลัย ไม่ใช่การอวดของราคาแพงๆ หรือเปลี่ยนของใช้ที่ตกเทรนด์บ่อยๆ เพราะหากมันติดเป็นนิสัยแล้ว คุณจะลำบาก หากจบมาแล้วยังแบมือขอเงินพ่อแม่ใช้ เพราะติดนิสัยใช้ของแพง เงินเดือนไม่พอกับค่าใช้จ่าย มันน่าอายนะฮะ
11. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... ปริญญา การันตีได้แค่ความรู้ที่คุณมี ไม่ใช่คุณค่าของตัวคุณอย่าหลงระเริง หรือพาลดูถูกคนอื่น สิ่งที่การันตีคุณค่าของตัวคุณน่ะ คือความดี เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าตัวเองมีปริญญาแล้วจะมีคุณค่า ถ้าคุณยังเป็นคนดีไม่ได้
12. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... ใบปริญญา มันใช้แค่ตอนสมัครงานเท่านั้นแหละส่วนสิ่งที่ใช้ในการทำงานจริงๆ คือ ความสามารถกับความรู้ที่คุณขวนขวายมาต่างหาก
13. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... คนโง่เท่านั้นที่คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ไม่ต้องเรียนแล้วเรียนแค่นี้ก็เอาไปใช้งานได้แล้ว
14. คนมีกิ๋นต้องรู้ว่า... ยิ่งเรียนรู้ได้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบ ความรู้มีประดับสมองไว้ไม่ตาย..
15. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... การเรียนในมหาลัย คือการเรียนในห้องและเรียนรู้ด้วยตัวเองไปพร้อมๆกัน
16. คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... การเรียนรู้จากประสบการณ์ ลึกซึ้งกว่าอ่านหนังสือเยอะเพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสก้าวเข้าไปสัมผัสงาน อย่ารอให้โอกาสมันผ่านไป
และสุดท้าย
คนมีกึ๋นต้องรู้ว่า... ตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยมาเพราะเห็นคุณค่าของ "การเรียน"ไม่ใช่เข้ามาเพราะอยากได้ "ใบปริญญา" เพียงอย่างเดียว
และในเมื่อใบปริญญาคือสิ่งที่จะมาการันตีความรู้ของคุณแล้วก็ทำตัวเองให้มันสมกับที่จะได้ใบปริญญามาเถอะค่ะเรียนรู้ให้มากที่สุด.. ให้คุ้มกับเวลา 4 ปีที่เสียไป..
แล้วคุณจะรู้ว่า..ไอ้สิ่งที่คุณได้มาน่ะ มันมีคุณค่ากว่าใบปริญญาตั้งเยอะ


http://nongza.exteen.com/20081001/entry

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติกางกางยีนส์ LEVI



1870 - 1879 ผืนผ้าเดนิม(คำว่า เดอ นิม (Denim) มาจาก De Nimes แห่งเมืองนิมส์ เป็นเมืองที่มีช่างฝีมือ ในการทอผืนเนื้อผ้า)ถูกเปลี่ยนตั้งแต่ ค.ศ.1860 Levi Strauss & Co. เริ่มใช้คำว่า XX เมื่อปี ค.ศ.1870 หมายถึงเป็นผ้าเฮฟวี่เดนิม ที่มีคุณภาพดี โดยมีน้ำหนักเป็นพิเศษ Levi Strauss And jakob W David ร่วมกันจดทะเบียนหมุดโลหะ Copper Riveted เมื่อ ค.ศ.1873 ต่อมา ได้ทำการผลิตเดนิม กางเกงยีนส์ Overalls Denim XX เกิดขึ้นมา มีรูปแบบ 3 กระเป๋า จะ สังเกตได้ ที่ด้านหลังมีกระเป๋าหลังด้านขวากระเป๋าเดียว รุ่นแรกๆ นี้ จะเรียกว่ากางเกง โอเวอร์ออลล์ส(Overalls)


1880 - 1889 ได้ใช้ป้ายหนังแท้ มาทำป้ายหลังในปี ค.ศ.1886 ในยุคสมัยนี้ยังคงเรียกกางเกง Overalls Denim XX (ตัวอักษร XX หมายถึงความเป็นพิเศษของน้ำหนักผืนเนื้อผ้าที่มีคุณภาพดีที่นำ มาใช้ตัดเย็บกางเกง)


1890 - 1899 ใช้คำว่า 501 คือเลขส่งมอบผืนผ้าจากโรงงาน Amoskeag Manufacturing Company ส่งยัง Levi Strauss & Co. เมื่อปี ค.ศ.1890 กางเกง Overalls Denim 501 XX เย็บกระเป๋าใบที่ 4 คือกระเป๋าวอช พ๊อคเกต ในปี ค.ศ.1890


1900 - 1909 Levi Strauss & Co.ได้เย็บกระเป๋าหลัง เมื่อปี ค.ศ.1902 ทำให้เป็นกางเกง Overalls ที่มีกระเป๋าครบ 5 กระเป๋า เป็นกางเกง Overalls Denim 501 XX ที่สมบูรณ์แบบ ผลิตรุ่น 502 มีผลิตรุ่น 201 หรือกางเกงรุ่น นัมเบอร์ 2 ผลิตของเด็กชาย เป็นรุ่น 503 ก่อนแตกหน่อออก ไปอีกเป็น 503 A, และ 503 B ซึ่งเป็นของเด็กโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น รุ่น 503 ผลิตยาวถึง ยุค1960s จะเป็นรุ่น 503 Z


1910 - 1919 กางเกง Overalls Denim 501 XX ยังมีการผลิตรุ่น 502 รุ่น 201 ผลิตรุ่น 503 และรุ่น333 NO.31920 - 1929 กางเกง Overalls Denim 501 XX ได้เย็บหูกางเกงในยุคนี้ และได้ผลิตรุ่น 201 ไปอย่างต่อเนื่องจนถึงยุค 1940


1930 - 1939 กางเกง Overalls Denim 501 XX สมบูรณ์แบบ มีหูสำหรับร้อยสายเข็มขัด มีซินช์แบ็คเบลท์ ไว้ปรับให้กระชับในกรณีไม่ใช้สายเข็มขัด ในยุคนี้เป็นยุคที่ยกเลิกหมุดโลหะซ้าย-ขวา ของกระเป๋าหลังด้านใน เปลี่ยนเป็นเย็บกระเป๋าหลังครอบคลุมไว้และเย็บแท็กกิ้งทับอีกชั้นหนึ่ง หมุดโลหะเรียกว่า Concealed Copper Rivets นอกจากนี้ มีการใช้ป้ายเรดแท็บ (Red Tab) และได้จดทะเบียนป้ายไว้เเล้ว จากนั้นได้ผลิตกางเกงผู้หญิง Lady Levi's western Overalls 701 โดยใช้ผ้า Sanforized เป็น 701 ของผู้หญิงจะมีทั้งเสื้อเบลาซส์ สำหรับใส่ไปท่องเที่ยวในยุคดู๊ดแรนช์ (Dude Ranch) และมีการผลิตอย่างต่อเนื่องไปถึงยุค 1950's และ 1960's มีเป็นรุ่น Lot 401 Lady Levi’s ได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับผู้หญิง มีขนาดเอวตั้งแต่ 25 นิ้ว ถึง 33 นิ้ว และผลิตกางเกงผู้หญิงตามแบบฉบับสำหรับใส่ขี่ม้า เป็นรุ่น R 528 Ladies Sanforized Denim Frontiers (ตัว R หมายถึง Riding)กับผลิตเสื้อผู้หญิง เพื่อสวมเข้าชุดกัน รุ่น RJ 92 Ladie’s Sanforized Jacket


1940 - 1949 กางเกง Overalls Denim 501 XX มีรุ่นผลิตอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ.1942 จนถึง ค.ศ.1944 ทาง Levi Strauss & Co. ได้เรียกกางเกง Overalls ที่เขาผลิตว่าเป็นรุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 บางที่อาจจะใช้คำว่า World War 2 เป็นรุ่น 501 XX, S 501 XX1950 - 1959 กางเกง Overalls Denim 501 XX ถือได้ว่าเป็นที่สุดยอดอีกครั้งหนึ่งของ Levi's เพราะผ่านการผลิตมาแต่ละยุคสมัยจนลงตัว และในยุคนี้เป็นยุคที่รุ่งโรจน์ของอเมริกา ภายหลังมีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ดาราฮอลลีวู้ด นักร้องร็อกแอนด์โรล ใครๆ ที่เป็นคนสำคัญในวงสังคมอเมริกัน และของโลกต่างหันมาสนใจในผืนผ้าเดนิม มีการเปลี่ยนแปลงป้ายหลังจากป้ายหนังแท้ มาเป็นป้ายกระดาษปะเก็น ประเดิมรุ่นที่คำว่า Every Garment Guaranteed Lot 501 XX


1960 - 1969 Levi Strauss & Co. ได้ผลิตกางเกง Denim 501 อยู่ระหว่างคาบเกี่ยวจะเปลี่ยนไปเป็น กางเกงยีนส์ 501 โดยมีการแสดงเกรดของผ้า โดยใช้ตัวอักษร A, S, F อยู่บนตัวเลขหมายรหัส 501 ของป้ายหลังที่เป็นกระดาษปะเก็น Levi Strauss & Co. เคยเรียกกางเกง Overalls Denim 501 XX และได้เปลี่ยนจากคำว่า Denim มาเป็นคำว่ายีนส์ (Jeans) ในยุคนี้ และมีการผลิตยีนส์ Levi's สีขาวขึ้นมา มีการผลิตรุ่น 505 โดยเป็นรุ่นที่ใช้ซิปแทนกระดุม ยุคนี้ได้ผลิตผ้า Shrunk to Fit มาทำเป็นกางเกงยีนส์ลีวายส์ 501 0115 ผืนผ้านี้จะไม่มีการหดตัว


1970 - 1979 กางเกงยีนส์ 501 XX เปลี่ยนป้ายเรดแท็บ จากที่เคยมีตัวอีใหญ่ (E) มาเป็นตัวอีเล็ก (e) 501รุ่นจากนี้ไปจึงติดป้ายเรดแท็บที่มีคำว่า Levi’s ให้สังเกต ตัวอี นี่เริ่มเป็นจุด ข้อแบ่งแยกป้าย เมื่อคนที่หากางเกงยีนส์ลีวายส์ที่เป็นรุ่นที่แตกต่างกันระหว่างบิ๊กอี และไม่ใช่ จึงทำให้กางเกงที่มีป้ายบิ๊กอีมีราคา


1980 - 1989 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้กลายมาเป็นรุ่น 501 0000 เลขหมาย 0000 เป็นรหัสแทน XX และได้กลับมาเป็น 501 xx พิมพ์ตัวดำ ตัวเอ็กซ์ 2 ตัว จะเล็กเกือบครึ่งของตัวเลข แล้วก็ได้กลายมาเป็น 501 ตัวใหญ่พิมพ์ สีแดง1990 - 1999 กางเกงยีนส์ 501 XX ยังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง และในยุคนี้ได้ออก Levi's Vintage clothing (Vintage ในความหมายของคนวงการยีนส์คือ กางเกงยีนส์รุ่นเก่าๆ เคยผ่านการสวมใส่มาก่อน เป็นกางเกงไม่มีการผลิตขึ้นมาใหม่ จึงทำให้หายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมยีนส์ คนรุ่นใหม่อยากใส่ยุคเก่าของคนรุ่นก่อน จึงบัญญัติศัพท์ว่า Vintage คือ ผลิตภัณฑ์รุ่นหนึ่งๆ ที่คนพึงพอใจ...ปัจจุบันคำนี้ไว้ใช้เรียก Brand ของ Levi's ที่เป็นสินค้าใหม่แต่ทำเลียนแบบสินค้าเก่า เช่น 501 xx รุ่น 110 ปี หรือรุ่น 150 ปี เป็นต้น ดังได้เขียนบอกกล่าวมาข้างต้น


2000 - 2009 กางเกงยีนส์ 501 XX ได้ผลิตไปตามความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก ในปี ค.ศ.2000 นิตยสารไทม์ ได้เขียนถึงกางเกงยีนส์ 501 Jeans ลงบทความที่มีชื่อว่า “The Clothing Piece of The 20 th Century” เครื่องแต่งกายชิ้นสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ในยุคนี้ได้ผลิตกางเกง Levi's Engineered Jeans ผลิตขึ้นมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ที่อยู่ร่วมยุคปี 2000 มาถึงีLevi's Engineered เพื่อการสวมใส่สำหรับทุกกิจกรรมที่คุณสนใจ ต่อมาได้มีการผลิตกางเกงยีนส์รุ่นล่าสุด Levi’s Type 1TM Jeans มาเขย่าตลาดแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง สินค้า

ในยุคครบรอบ 150 ปี คอลเลคชั่นใหม่ 501 Celebration Jeans คือ Levi’s Nevada Jeans, Levi’s Red Tab Jeans, Levi’s Engineered Jeans และ Levi’s Vintage ClothingOriginal for 150 years ล่วงเข้าสู่ปี ค.ศ.2003 ความสำคัญของBrandLevi’s เปี่ยมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยีนส์โลกคือ เป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งบริษัท Levi Strauss & Co. 150 ปี และครบรอบ 130 ปี ที่Levi Strauss And jakob W David ร่วมกันรังสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ Danim Jeans ขึ้นมาเป็นมรดกของโลก สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่นำเสนอในงานนี้คือ มีการค้นพบกางเกงยีนส์ Levi's ตัวหนึ่งที่เหมืองในเนวาดา หลังจากตรวจสอบ ลินน์ ดาวนี่ย์ นักประวัติศาสตร์ยีนส์ Levi's แห่งบริษัท Levi's ได้รับการยืนยันว่า นี่แหละคือกางเกงยีนส์เก่าแก่ที่สุดในโลก ผลิตตัดเย็บในปี 1890 บริษัทจึงเปิดให้มีการประมูล พิพิธภัณฑ์Levi's ได้ประมูลมันกลับมาสู่บ้านเกิด ด้วยราคากว่า 4 หมื่น 6 พันกว่าเหรียญ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาทสิ่งที่ได้มานั้นแทบไม่น่าเชื่อว่ากางเกงยีนส์ Levi's ที่ผลิตจากผ้าฝ้ายนั้น มันสามารถมีอายุคงทนอยู่ได้เกินกว่า 100 ปี นี่คือข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งที่ Levi's ภาคภูมิใจนักหนา ว่าเขาคือ "ยีนส์ที่ทนทานทรหดที่สุดในโลก"


วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

ชื่อนี้มีที่มา ผัดไท

ผลพวงของนโยบายชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น ได้ก่อกำเนิดอาหารขึ้นมาชนิดหนึ่งและเหลือมาถึงปัจุบัน อาหารชนิดนั้นเกิดขึ้นเพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าในสมัยนั้น "ก๋วยเตี๋ยว" เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีร้านก๋วยเตี๋ยวทั้งแบบตั้งอยู่กับที่และแบบเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็นทางรถ(เข็น)หรือทางเรือก็ตาม ซึ่งก๋วยเตี๋ยวนั้นจอมพล ป. เห็นว่าเป็นอาหารที่มีพื้นแพ มาจากประเทศจีน ในช่วงนั้นรัฐบาลพยายามอย่างมาก ที่จะถอดถอนความเป็นจีนออกจากคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายที่อยู่ในประเทศไทยถึงกับมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการสอนหนังสือจีน ในเมืองไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ยากแก่การปราบปรามก็คือ "ก๋วยตี๋ยว"นี่เอง ทำให้ก๋วยเตี๋ยวเป็นหนามตำใจของรัฐบาลในขณะนั้น แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ได้คิดค้นอาหารขึ้นมาชนิดหนึ่งเพื่อจะส่งเสริมให้ประชาชนนำไปทำมาค้าขายแทนที่การขายก๋วยเตี๋ยว (จีน) โดยอาหารชนิดนี้พยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่ตรงกันข้ามกับก๋วยเตี๋ยว (จีน) เราก็ได้ "เส้นจันท์" ขึ้นมา ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะแก่การผัดในกระทะ ก๋วยเตี๋ยว (จีน) มักจะกินเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ อาหารนี้กินแบบแห้งเท่านั้น (เพราะใช้ในการผัด) และสุดท้ายเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปรู้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าอาหารนี้เป็นอาหารของคนไทยอย่างแน่นอน จึงตั้งชื่อว่า "ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย" ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยจึงเป็นอาหารที่เกิดขึ้นมาภายใต้วัฒนธรรมแบบชาตินิยมที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามพยายามสร้างขึ้นโดยแท้ เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมการกินแบบชาตินิยม ก็เห็นจะไม่ผิดไปจากความจริง สำหรับท่านผู้อ่านที่เกิดอย่ากกินก๋วยเตี๋ยวผัดไทให้เป็นแบบชาตินิยมแท้ๆ ก็ขอเรียนว่าต้องเป็นผัดไทกุ้งสดนะครับ ไอ้ที่ใส่หมูแทนกุ้งนั้นมันไม่ใช่สูตรนิยมจริงๆ เพราะหมูถูกมองว่าเป็นอาหารของคนจีน คนไทยนั้นนานๆทีจึงกินหมู กินเฉพาะเวลางานฉลองสำคัญจึงฆ่าหมูมากินกัน คนไทยแต่เดิมนั้นกินไก่ กินปลาเป็นหลัก เมื่อผัดไทยได้ชื่อว่าผัดไทย หมูจึงไม่มีสิทธิมาอยู่ในจานผัดไทย

ที่มา http://culture.mcru.ac.th/B-5.html