พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ได้ให้คำจำกัดความของ “ผี” ว่าคือ สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและเลว หรืออาจหมายถึง คนที่ตายไปแล้ว หรือเทวดาก็ได้ ส่วน “วิญญาณ” หมายถึง สิ่งที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตายจะออกจากกายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่
ด้วยเหตุที่ “ผี” เป็นสิ่งที่ยากจะบอกได้ถึงรูปพรรณสัณฐานที่แน่นอน มีความลึกลับ ขึ้นกับความเชื่อ และจินตนาการ จึงถูกหยิบยกมาขู่เด็กอยู่เสมอ จนทำให้บางคนแม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความรู้สึกกลัวผีก็ยังมีอยู่ หนัง/ละครหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือต่างประเทศ ต่างก็สร้างสรรค์ “ผี” ออกมาในรูปแบบต่างๆมีทั้งแนวตลกขบขัน แนวสยองขวัญ น่ากลัว หรือแม้แต่แนวรักโรแมนติก ที่ฮิตๆอมตะสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ได้แก่ พวกแดร็กคิวร่า แฟรงเก็นสไตน์ แวมไพร์ม ส่วนไทยก็มี แม่นาคพระโขนง ผีปอบ ผีกระสือ ผีกระหัง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ผีที่เราเห็นในหนังหรือละครนับว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผีทั้งหลายที่ยังมีอีกหลากหลายในไทย ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงอยากจะขอแนะนำ “ผีไทย” ในแบบอื่นๆให้รู้จักกันบ้าง โดยทั่วไป คนไทยแต่เดิมได้แบ่งผีออกเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ
๑.ผีฟ้า ได้แก่ผีที่อยู่บนฟ้า ซึ่งต่อมาเมื่อเรารับความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์มาจากพุทธศาสนา คนไทยภาคกลางจึงเรียกผีที่อยู่บนฟ้าว่า “เทวดา”หรือ “เทพ” และถือว่าเทวดามีหลายองค์ ส่วนคนทางภาคอีสานจะเรียกว่า “แถน”
๒.ผีคนตาย ได้แก่ผีที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ผีชนิดนี้มีทั้งผีดีและผีไม่ดี ซึ่งผีดีที่คนนับถือยังแบ่งย่อยเป็นอีก ๓ ระดับ คือ ผีเรือน เป็นผีประจำครอบครัว คนไทยโบราณและชนชาติไทบางกลุ่มเรียกว่า “ผีด้ำ” หมายถึง ผีบรรพบุรุษ หรือผีปู่ย่าตายายพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ยังสถิตอยู่ในบ้านเรือน เพื่อคอยคุ้มครองและดูแลช่วยเหลือลูกหลาน และลูกหลานจะต้องเซ่นสรวงตามโอกาสอันสมควร ผีบ้าน คือ ผีประจำหมู่บ้าน บางแห่งเรียก”เสื้อบ้าน” ได้แก่ผีที่คอยคุ้มครองและให้ความอนุเคราะห์แก่คนในหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมักจะมีสถานที่สำหรับทำพิธีบูชาบวงสรวง ผีเมือง หรือบางแห่งเรียก”เสื้อเมือง” ได้แก่ วิญญาณของเจ้าเมืององค์ก่อนๆหรือวีรบุรุษของกลุ่มชน คอยคุ้มครองและให้ความอนุเคราะห์ดูแลคนทั้งเมืองหรือรัฐ บางแห่งก็เรียก “เทพารักษ์” และมักมีการสร้างศาลให้เป็นที่สถิต
๓.ผีไม่ปรากฎรายละเอียดในด้านความเป็นมา ได้แก่ ผีที่ประจำอยู่กับสิ่งต่างๆที่มีในธรรมชาติ เช่น ผีป่า ผีเขา ผีน้ำ ผีประจำต้นไม้ เป็นต้น ผีดังกล่าวให้คุณและโทษได้ จึงต้องเซ่นสรวงให้ถูกวิธี โดยเฉพาะเมื่อต้องการความช่วยเหลือหรือขออนุญาตใช้ประโยชน์
นอกจากนี้ ยังมีผีตามสภาพที่ปรากฏ เช่น บอกสภาพการตาย ได้แก่ ผีตายโหง ผีหัวกุด ผีตายทั้งกลม เป็นต้น ต่อไปนี้จะขอแนะนำผีแต่ละจำพวกให้ได้รู้จักกัน ดังนี้
ผียอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักและมักถูกนำมาสร้างหนัง/ละครบ่อยๆ ได้แก่ ผีกระสือ คือผีที่เข้าสิงในตัวผู้หญิง และชอบกินของโสโครก คู่กับผีกระหัง ที่ชอบเข้าสิงผู้ชาย เชื่อกันว่าผีกระหังเป็นผู้ชายที่เรียนวิชาอาคม เมื่อแก่กล้าก็มีปีกมีหาง จะไปไหนก็ใช้กระด้งต่างปีก สากตำข้าวต่างขา สากกะเบือ ต่างหาง ชอบกินของโสโครกเช่นเดียวกับกระสือ ผีปอบ คือ ผีที่สิงอยู่ในตัวคน พอกินตับไต้ไส้พุงหมดแล้วก็จะออกไปและคนๆนั้นก็จะตาย ผีดิบ คือ ผีที่ยังไม่ได้เผา หรือผีดูดเลือด ผีตายทั้งกลม คือ หญิงที่ตายในขณะที่ลูกอยู่ในท้อง ผีตายโหง คือ คนที่ตายผิดธรรมดา เช่น ถูกฆ่าตาย ตกน้ำตายหรือตายด้วยอุบัติเหตุ ผีพราย หมายถึงหญิงที่ตายอันเนื่องมาจากคลอดลูกหรือตายในขณะที่ลูกเกิดมาได้ไม่นาน เชื่อกันว่าวิญญาณหญิงดังกล่าวจะมีความร้ายกาจมาก ส่วนผีพราย อีกประเภทหนึ่ง คือคนแก่ที่ป่วยไข้ออดแอดจนไม่มีกำลังต้องนอนซมอยู่เสมอ แต่พอคนอื่นไม่อยู่หรือเผลอ คนแก่นั้นก็เปลี่ยนไป ดวงตากลับวาวโรจน์และมีเรี่ยวแรงลุกไปหาของกินที่เป็นของสดหรือมีกลิ่นคาว หากมีใครมาพบก็จะทำท่าหมดแรงต้องนอนซมเหมือนเดิม บางแห่งก็ว่าผีพรายสามารถจำแลงกายเป็นสัตว์ต่างๆได้ โดยเฉพาะนกเค้าแมว หากบ้านไหนมีคนป่วยและมีนกเค้าแมวมาเกาะ จะเชื่อกันว่าผีพรายแปลงกายมาซ้ำเติมคนป่วยให้ตายโดยเร็ว ส่วนผีที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มข้างต้นแต่ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรก็ได้แก่ ผีโพง และ ผีเป้า คือผีที่ชอบกินของสด ของคาว เช่น เลือดสด และสิงในคนได้ บ้างก็ว่าผีโพงสิงคนแล้ว จะทำให้มีแสงสว่างออกมาทางจมูกเวลาหายใจและชอบหากินเวลากลางคืน ผีโขมด เป็นพวกเดียวกับผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสงเรืองวาวในเวลากลางคืน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าคนถือไฟอยู่ข้างหน้า ผีกองกอย คือ ผีชนิดหนึ่งที่มีตีนเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า จึงต้องเดินเขย่งเกงกอย ชอบออกมาดูดเลือดที่หัวแม่เท้าของคนที่นอนหลับพักแรมในป่า
สำหรับผีที่ให้คุณก็มี ผีขุนน้ำ คือ อารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย ซึ่งสถิตอยู่บนดอยสูง ผีขุนน้ำมักอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านจะอัญเชิญมาสถิตที่หอผีที่ปลูกอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านี้ ผีขุนน้ำที่อยู่ต้นแม่น้ำใด ก็มักจะได้ชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ขุนลาว เป็นผีอยู่ต้นแม่น้ำลาว ในจ.เชียงราย ผีมด และ ผีเมง คือ ผีบรรพบุรุษตามความเชื่อชาวล้านนา ( คำว่า “มด” หมายถึงระวังรักษา) ส่วนผีเมงนี้เข้าใจกันว่ารับมาจากชนเผ่าเม็งหรือมอญโบราณ ผีเจ้าที่ คือผีที่รักษาประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เป็นผู้ดูแลรักษาเขตนั้นๆ ดังนั้น คนโบราณเมื่อเดินทางและหยุดพักที่ใด มักจะบอกขออนุญาตเจ้าที่ทุกครั้ง ผีเจ้านาย คือ ผีที่มาประทับทรงเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆของชาวบ้านชาวเมือง แต่มิใช่เสื้อบ้าน เสื้อเมืองหรือผีปู่ย่าตายาย ผีย่าหม้อหนึ้ง เป็นผีจำพวกผีเรือนสถิตอยู่กับหม้อที่ใช้นึ่งข้าว เมื่อใครจะเดินทางไกลก็นำข้าวเหนียวหนึ่งปั้นและกล้วยหนึ่งผลไปสังเวยบอกกล่าวผีย่าหม้อหนึ้งเพื่อให้คุ้มครอง หรือหากลูกหลานไม่สบายร้องไห้โยเยกลางคืน ชาวบ้านก็มักไปเอายาจากผีย่าหม้อหนึ้งโดยขูดเอาดินหม้อที่ติดกับหม้อไปผสมน้ำให้ลูกอ่อนกิน นอกจากดูแลคุ้มครองทรัพย์สินในครัวเรือนแล้ว ยังมีอำนาจในการพยากรณ์ได้ด้วย ซึ่งการลงผีย่าหม้อหนึ้งนี้มักทำเมื่อบุตรหลานไม่สบายหรือของหาย
นอกเหนือไปจากผีดังกล่าวแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีผีอีกหลายประเภท ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน อาทิ ผีกละ หรือ ผีกะเป็นผีที่มักเข้าสิงคนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร เมื่อเข้าสิงใคร ก็จะแสดงกิริยาผิดปกติไป เมื่อคนสังเกตเห็นก็มักร้องขอกินอาหารและจะกินอย่างตะกละตะกลาม จึงเรียกผีกละตามลักษณะการกิน แต่มักเขียนเป็นผีกะ ผีกละยักษ์ เป็นผีที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เช่น วัดร้าง ถ้ำ หรือที่ซึ่งมีสมบัติฝังหรือซ่อนอยู่ ผีกละยักษ์จะคอยพิทักษ์สมบัติเหล่านั้น จนกว่าเจ้าของจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไป ในกรณีผีกละยักษ์ที่อยู่ในวัด เล่ากันว่า มักจะเป็นวิญญาณของพระหรือเจ้าอาวาสที่ผิดวินัย เมื่อตายแล้วไปเกิดไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์วัดไปจนกว่าจะสิ้นกรรม รูปร่างของผีกละยักษ์ ไม่แน่นอน บ้างก็ว่าเป็นหมูตัวใหญ่ที่มีร่างกายเป็นทองแดง บ้างก็ว่าเป็นสุนัขใหญ่สีดำสนิททั้งตัว ผีตามอย (อ่านว่า ผี-ต๋า-มอย) หมายถึงผี ๒ ชนิด ชนิดแรกเป็นผีที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีคน ผีชนิดนี้จะคอยมาเลียก้นคนที่ไปถ่ายอุจจาระ เพราะคนสมัยก่อนมักไปถ่ายตามขอนไม้ เมื่อถ่ายเสร็จก็จะใช้ไม้แก้งขี้ปาดไปตามร่องก้นให้สะอาด ถ้าแก้งขี้ไม่สะอาดก็จะถูกผีตามอยมาเลียก้น ทำให้เจ็บไข้ได้ วิธีแก้คือให้เอาดุ้นไฟสุดหรือไม้ที่เหลือจากไฟไหม้แล้วมาแก้งขี้เสีย (แก้ง-หมายถึงขูดให้สะอาด) ผีตามอย อีกชนิด เป็นผีที่คอยจับเอาหนุ่มหรือสาววัยรุ่นที่แตกกลุ่มเพื่อนที่เข้าไปในป่าหรือในดง นำไปมีเพศสัมพันธ์กับตน โดยคนที่ถูกกุมไปมักมีสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ผีโป่ง เป็นผีที่อยู่ตามโป่งซึ่งอาจเป็นโป่งดิน คือบริเวณที่มีดินเค็มซึ่งสัตว์มักไปแทะกิน หรือโป่งน้ำ คือที่มีน้ำผุดออกมาจากดิน ผู้ที่ไปสู่บริเวณโป่ง หากไม่สำรวมอาจจะถูกผีโป่งทำร้าย ทำให้เจ็บปวดที่เท้าหรือขา หรืออาจมีอาการเจ็บไข้รักษาไม่หาย
นอกจากผีลักษณะต่างๆตามที่กล่าวมาแล้ว เรายังมีทั้งการละเล่น สำนวน ช่วงเวลา กิริยาอาการและคำหลายคำที่เกี่ยวกับผี เช่น ผีด้งหรือผีนางด้ง เป็นผีที่หนุ่มสาวในท้องที่จะเชิญมาเล่นตามลานบ้านช่วงสงกรานต์ ผีถ้วยแก้ว เป็นการเล่นทรงเจ้าเข้าผีโดยผู้เล่นเอานิ้วแตะก้นแก้วให้เคลื่อนไปตามตัวอักษรเพื่อสื่อความหมาย ผีถึงป่าช้า หมายถึงจำใจทำเพราะไม่มีทางเลือก ผีบุญ คือ ผู้อวดคุณวิเศษว่ามีฤทธิ์ทำได้ต่างๆนานา ผีบ้านไม่ดี ผีป่าก็พลอย หมายถึง คนในบ้านเป็นใจให้คนนอกบ้านเข้ามาทำความเสียหายได้ ผีซ้ำด้ำพลอย คือ ถูกซ้ำเติมเมื่อพลาดพลั้งหรือเมื่อคราวเคราะห์ร้าย ผีอำ คือ อาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนมาปลุกปล้ำหรือยึดคร่า ทำให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น บางคนก็เรียก ผีทับ จะมีอาการอึดอัด พูดจาไม่ได้ ลุกไม่ได้ ผีผลัก คืออุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือล้มตาย เนื่องจากใช้ของแหลมมาจี้ใส่กันเป็นเชิงล้อเล่น ผีเจาะปาก หมายถึงมีปากก็สักแต่พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่มีสาระ ผีพุ่งไต้ หมายถึงดาวตก ผีตากผ้าอ้อม หมายถึง แสงแดดที่สะท้อนกลับมาสว่างในเวลาเย็นจวนค่ำ มีสีส้มอมเหลือง ผีขนุน หมายถึงหญิงขายบริการตามต้นขนุนริมคลองหลอด กรุงเทพฯ ผีเพลีย คือดิถีวันห้าม ไม่ให้แรกนา ฯลฯ (ดิถี คือการนับวันตามจันทรคติ เช่น ขึ้น ๑ ค่ำ แรม ๒ ค่ำ เป็นต้น)
ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น แม้จะเป็นเพียงบางส่วนของเรื่องผีๆ แต่เชื่อว่าคงจะทำให้ท่านได้รู้จัก “ผีของไทย”มาก ยิ่งขึ้น
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2547&MM=12&DD=2
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สำนวนไทย แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552
พยัญชนะตัว ก. กับภาษิต คำพังเพย และสำนวนไทย
ว่า “ภาษิต” หมายถึงถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านาน มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน ส่วนคำพังเพย ก็คล้ายกันคือเป็นถ้อยคำที่กล่าวกันมานาน โดยกล่าวเป็นกลางๆเพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง เช่น กระต่ายตื่นตูม ส่วนสำนวนไทย จะเป็นถ้อยคำหรือข้อความที่มีความหมายไม่ตรงตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ เช่น รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ทั้งภาษิต คำพังเพยและสำนวนไทยนี้เป็นถ้อยคำที่เรามักพบเห็นหรือใช้ในการเขียนการพูดอยู่เสมอ ถ้อยคำเหล่านี้บ้างก็มาจากการสังเกตสิ่งแวดล้อม บ้างก็นำมาจากนิทาน วรรณกรรมเรื่องต่างๆเป็นการเปรียบเทียบ หรือไม่ก็เพื่อสอนหรือให้คติเตือนใจแก่ผู้อ่าน/ผู้ฟัง ในโอกาสปีใหม่อันเป็นปีระกา-ไก่ พยัญชนะตัวแรกของไทย กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำภาษิต คำพังเพยและสำนวนไทยที่ขึ้นต้นด้วยตัว ก. ไก่ มาบอกกล่าวเล่าถึงความหมาย เพื่อเป็นความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ตามควรแก่โอกาสต่อไป ดังนี้
กงเกวียนกำเกวียน เป็นสำนวนที่มีความหมายว่า กรรมสนองกรรม คือใครทำอะไรไว้ ไม่ช้าก็เร็ว ตนหรือลูกหลานของตนย่อมจะได้รับผลกรรมตามที่ก่อไว้ เปรียบเหมือนกงเกวียน คือ ล้อเกวียน และกำเกวียน คือ ซี่ล้อเกวียน ที่ต้องหมุนเป็นวงกลมและหมุนทับรอยเดิม
กล่องดวงใจ หมายถึง สิ่งที่หวงแหน หรือทะนุถนอมปานดวงใจ คำนี้มาจากเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ และ ๒ ที่พูดถึงการรบระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ ที่แม้จะรบกันหลายครั้งหลายหน จนทศกัณฐ์ถูกศรพระรามตัดร่างกายเป็นหลายส่วน แต่ก็ยังไม่ตาย และยังสามารถร่ายมนต์ต่อตัวได้ดั่งเดิม พิเภกจึงทูลพระรามถึงความลับทศกัณฐ์ว่าที่ฆ่าเท่าไรก็ไม่ตายไม่ว่าจะด้วยอาวุธชนิดใด ก็เพราะทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจใส่กล่องฝากไว้แก่ฤษีโคบุตรผู้เป็นอาจารย์ ฉะนั้น ทางเดียวที่จะฆ่าได้คือ ต้องไปเอากล่องดวงใจมาทำลายเสีย พระรามเลยให้หนุมานและองคตไปหลอกฤษี จนได้กล่องดวงใจมาขยี้ทิ้งในตอนท้าย ทศกัณฐ์จึงตายไปในที่สุด
กาคาบพริก เป็นประโยคหมายถึงคนที่มีผิวดำ ที่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีแดง อันมีที่มาว่าสมัยก่อนกามักจะคาบหรือบินมาโฉบของในบ้านคนเสมอ บางครั้งก็บินโฉบมาคาบพริกสีแดงที่ตากไว้ กาตัวดำคาบพริกสีแดง ทำให้เป็นที่สังเกตง่าย ดังนั้น จึงเปรียบคนที่มีผิวคล้ำหรือดำและชอบแต่งสีแดงหรือสีสดๆว่า กาคาบพริก เป็นการพูดล้อเลียนด้วยความขบขันหรือค่อนว่าในลักษณะที่ว่า แต่งตัวไม่เป็นหรือไม่สมกับสภาพของตนเอง
กาตาแววเห็นธนู หมายถึง คนขี้ขลาด หรือตื่นกลัวโดยใช่เหตุ เหมือนกับกาที่คอยระแวงลูกธนูซึ่งอาจจะยิงมาที่ตน ทั้งๆที่เขายังไม่ได้โก่งคันธนูด้วยซ้ำ
กาหลงรัง เป็นคำเปรียบเทียบ ผู้ที่หลงไปติดอยู่บ้านใดบ้านหนึ่งแล้วไม่ยอมกลับบ้านตน หรือหมายถึง คนเร่ร่อน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งแน่นอน เหมือนกาที่หารังของตัวไม่พบ
กิ่งก่าได้ทอง หมายถึง คนเย่อหยิ่งจองหอง หรือลำพองตน เป็นการพูดติเตียนบุคคลผู้หลงผิดคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น หรือคนที่มีฐานะด้อย เมื่อได้ดีแล้วลืมตัว ทำเย่อหยิ่งไม่นึกถึงคนที่เคยทำคุณแก่ตน โดยเรื่องนี้มาจากเรื่อง มโหสถชาดก ที่ว่า พระเจ้าวิเทหะแห่งเมืองมิถิลาได้เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน กิ่งก่าตัวหนึ่งเกาะตรงซุ้มทวารแลเห็น ก็รีบลงมากับพื้นและก้มศีรษะลง พระองค์จึงถามมโหสถว่ากิ่งก่าทำอะไร มโหสถก็ตอบว่า มันทำความเคารพพระองค์ พระองค์ก็พอพระทัยรับสั่งพนักงานให้ซื้อเนื้อให้กิ่งก่ากินเป็นรางวัล วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พนักงานหาเนื้อไม่ได้ จึงไปซื้อทองเท่าราคาเนื้อมาร้อยเชือกผูกที่คอมันแทน เมื่อได้ทองมาคล้องคอ กิ่งก่าเกิดความลำพองใจ คิดว่ามันก็มีความมั่งคั่งไม่แพ้พระเจ้าวิเทหะ ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จมาราชอุทยานอีก มันจึงเกาะซุ้มประตูเฉย ไม่ลงมาและไม่ทำความเคารพเหมือนเคย พระองค์ก็ฉงนพระทัยและถามมโหสถๆก็บรรยายกราบทูลให้ฟังถึงสาเหตุ พระองค์จึงลงโทษโดยงดให้อาหารแก่มัน แต่มโหสถก็ได้ขอประทานโทษกิ่งก่าไว้ และว่ามันเป็นผู้ที่ไร้สติปัญญาจึงเห็นผิดเป็นชอบไป จึงควรให้อภัย พระราชาก็โปรดให้เป็นไปตามที่มโหสถทูล
กบเลือกนาย หมายถึงผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งท้ายสุดก็มักจะไม่ได้ดี คำนี้มาจากนิทานชื่อเดียวกัน ที่ว่ามีกบฝูงหนึ่งอาศัยในสระน้ำ วันดีคืนดีก็ขอให้เทวดาส่งนายมาให้พวกมัน เทวดาก็ส่งขอนไม้ไปให้ แรกๆกบทั้งหลายก็ดีใจ กระโดดโลดเต้นอยู่บนขอนไม้นั้น แต่พอนานๆไป เห็นว่าขอนไม้ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ก็เกิดเบื่อ ขอให้เทวดาส่งนายมาให้ใหม่ เทวดารำคาญกบช่างขอ ก็เลยส่งนกกระสามา นกก็เลยจิกกินกบจนหมดสระ
กระดูกร้องไห้ เป็นสำนวนหมายถึงผลสะท้อนของฆาตกรรมที่ทำให้จับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ คล้ายกับว่ากระดูกของผู้ตายร้องบอก
กลิ้งครกขึ้นภูเขา หมายถึง การทำงานที่ยาก หรืองานที่ลำบากเกินความสามารถของตน เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่ต้องทำนั้นยากมาก เหมือนการกลิ้งครก (ตำข้าวที่ทำด้วยไม้ ใหญ่และหนัก) ขึ้นไปบนภูเขาที่สูงชัน ย่อมต้องใช้กำลังและความสามารถประกอบกัน
เกลือจิ้มเกลือ หมายถึง ไม่ยอมเสียเปรียบกัน หรือการแก้เผ็ดให้สาสมกัน คือ หากถูกกลั่นแกล้งหรือทำร้าย ก็จะหาวิธีการแก้แค้นตอบแทนด้วยวิธีที่ร้ายๆพอๆกัน รวมทั้งหมายถึงคนเค็มต่อคนเค็มมาเจอกัน คือ คนขี้เหนียวมาเจอคนขี้เหนียวเหมือนกันด้วย
กินที่ลับ ไขที่แจ้ง หมายถึง การเปิดเผยเรื่องที่ทำกันในที่ลับ ส่วนมากมักจะใช้กับชายหนุ่มที่หลอกหญิงสาวให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย แล้วมาเปิดโปงว่าได้สาวเป็นเมียแล้ว โดยไม่คิดรับผิดชอบ
กินน้ำพริกถ้วยเก่าหรือน้ำพริกถ้วยเดียว หมายถึง อยู่กับเมียคนเดิมหรือเมียคนเดียว ด้วยว่าสมัยก่อน น้ำพริกถือเป็นอาหารที่หญิงสาวที่มีเหย้ามีเรือนต้องทำเป็น ดังนั้น การที่สามีมีเมียเดียว จึงได้ลิ้มน้ำพริกรสชาติเดียวตลอด เหมือนน้ำพริกถ้วยเก่าที่ไม่เปลี่ยนแปลง
กินน้ำไม่เผื่อแล้ง เป็นสำนวนหมายถึงมีอะไรใช้หมดทันที ไม่คิดถึงวันข้างหน้า ในสมัยก่อนหรือแม้แต่สมัยนี้ ในชนบทบางแห่ง เมื่อยังไม่มีน้ำประปา จำเป็นต้องไปตักน้ำหรือรองน้ำใส่ภาชนะ เช่น โอ่ง เผื่อไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งจะหาน้ำได้ยาก ดังนั้น หากใช้หรือกินหมดในยามที่มี เมื่อถึงคราวจำเป็นก็จะไม่มีใช้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เป็นการสอนให้รู้จักทำอะไร ต้องคิดถึงกาลข้างหน้า เผื่ออนาคตไว้ด้วย
เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง หมายถึง เกลียดตัวเขา แต่อยากได้ประโยชน์จากเขา เป็นการเปรียบเทียบว่าบางคนไม่ชอบสัตว์บางชนิด เพราะเห็นแล้วขยะแขยง เช่น ปลาไหลที่เหมือนงู แต่พอคนเขาเอาไปทำอาหาร กลับซดน้ำแกงได้อย่างเอร็ดอร่อย เหมือนคนที่ไม่ชอบใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับไม่รังเกียจที่จะรับผลประโยชน์จากเขา
แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ หมายถึง จะรู้ค่าก็ต่อเมื่อเดือดร้อน จึงนึกได้ว่าสิ่งนั้น คนนั้นมีคุณและเป็นประโยชน์ต่อเรา โดยปกติ แกง ซึ่งหมายถึงกับข้าวประเภทน้ำที่มีชื่อเรียกต่างๆตามวิธีปรุง เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด หรือแม้แต่แกงจืดที่มีรสไม่เผ็ด ในสมัยที่ยังไม่มีน้ำปลาเป็นตัวชูรส เขาก็ใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงรส ดังนั้น แกงจืด ซึ่งในที่นี้หมายถึง ไม่มีรสชาติที่กลมกล่อม จึงได้รู้ว่าลืมใส่เกลือ เช่นเดียวกับคนบางคน ยามสุขสบาย ก็มักจะลืมนึกถึงคนที่ดูแลให้ความช่วยเหลือ ครั้นตกระกำลำบาก จึงได้คิดถึงเขาขึ้นมาได้
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2547&MM=12&DD=11
กงเกวียนกำเกวียน เป็นสำนวนที่มีความหมายว่า กรรมสนองกรรม คือใครทำอะไรไว้ ไม่ช้าก็เร็ว ตนหรือลูกหลานของตนย่อมจะได้รับผลกรรมตามที่ก่อไว้ เปรียบเหมือนกงเกวียน คือ ล้อเกวียน และกำเกวียน คือ ซี่ล้อเกวียน ที่ต้องหมุนเป็นวงกลมและหมุนทับรอยเดิม
กล่องดวงใจ หมายถึง สิ่งที่หวงแหน หรือทะนุถนอมปานดวงใจ คำนี้มาจากเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ และ ๒ ที่พูดถึงการรบระหว่างพระรามและทศกัณฐ์ ที่แม้จะรบกันหลายครั้งหลายหน จนทศกัณฐ์ถูกศรพระรามตัดร่างกายเป็นหลายส่วน แต่ก็ยังไม่ตาย และยังสามารถร่ายมนต์ต่อตัวได้ดั่งเดิม พิเภกจึงทูลพระรามถึงความลับทศกัณฐ์ว่าที่ฆ่าเท่าไรก็ไม่ตายไม่ว่าจะด้วยอาวุธชนิดใด ก็เพราะทศกัณฐ์ได้ถอดดวงใจใส่กล่องฝากไว้แก่ฤษีโคบุตรผู้เป็นอาจารย์ ฉะนั้น ทางเดียวที่จะฆ่าได้คือ ต้องไปเอากล่องดวงใจมาทำลายเสีย พระรามเลยให้หนุมานและองคตไปหลอกฤษี จนได้กล่องดวงใจมาขยี้ทิ้งในตอนท้าย ทศกัณฐ์จึงตายไปในที่สุด
กาคาบพริก เป็นประโยคหมายถึงคนที่มีผิวดำ ที่ชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีแดง อันมีที่มาว่าสมัยก่อนกามักจะคาบหรือบินมาโฉบของในบ้านคนเสมอ บางครั้งก็บินโฉบมาคาบพริกสีแดงที่ตากไว้ กาตัวดำคาบพริกสีแดง ทำให้เป็นที่สังเกตง่าย ดังนั้น จึงเปรียบคนที่มีผิวคล้ำหรือดำและชอบแต่งสีแดงหรือสีสดๆว่า กาคาบพริก เป็นการพูดล้อเลียนด้วยความขบขันหรือค่อนว่าในลักษณะที่ว่า แต่งตัวไม่เป็นหรือไม่สมกับสภาพของตนเอง
กาตาแววเห็นธนู หมายถึง คนขี้ขลาด หรือตื่นกลัวโดยใช่เหตุ เหมือนกับกาที่คอยระแวงลูกธนูซึ่งอาจจะยิงมาที่ตน ทั้งๆที่เขายังไม่ได้โก่งคันธนูด้วยซ้ำ
กาหลงรัง เป็นคำเปรียบเทียบ ผู้ที่หลงไปติดอยู่บ้านใดบ้านหนึ่งแล้วไม่ยอมกลับบ้านตน หรือหมายถึง คนเร่ร่อน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งแน่นอน เหมือนกาที่หารังของตัวไม่พบ
กิ่งก่าได้ทอง หมายถึง คนเย่อหยิ่งจองหอง หรือลำพองตน เป็นการพูดติเตียนบุคคลผู้หลงผิดคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น หรือคนที่มีฐานะด้อย เมื่อได้ดีแล้วลืมตัว ทำเย่อหยิ่งไม่นึกถึงคนที่เคยทำคุณแก่ตน โดยเรื่องนี้มาจากเรื่อง มโหสถชาดก ที่ว่า พระเจ้าวิเทหะแห่งเมืองมิถิลาได้เสด็จไปสู่พระราชอุทยาน กิ่งก่าตัวหนึ่งเกาะตรงซุ้มทวารแลเห็น ก็รีบลงมากับพื้นและก้มศีรษะลง พระองค์จึงถามมโหสถว่ากิ่งก่าทำอะไร มโหสถก็ตอบว่า มันทำความเคารพพระองค์ พระองค์ก็พอพระทัยรับสั่งพนักงานให้ซื้อเนื้อให้กิ่งก่ากินเป็นรางวัล วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ พนักงานหาเนื้อไม่ได้ จึงไปซื้อทองเท่าราคาเนื้อมาร้อยเชือกผูกที่คอมันแทน เมื่อได้ทองมาคล้องคอ กิ่งก่าเกิดความลำพองใจ คิดว่ามันก็มีความมั่งคั่งไม่แพ้พระเจ้าวิเทหะ ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จมาราชอุทยานอีก มันจึงเกาะซุ้มประตูเฉย ไม่ลงมาและไม่ทำความเคารพเหมือนเคย พระองค์ก็ฉงนพระทัยและถามมโหสถๆก็บรรยายกราบทูลให้ฟังถึงสาเหตุ พระองค์จึงลงโทษโดยงดให้อาหารแก่มัน แต่มโหสถก็ได้ขอประทานโทษกิ่งก่าไว้ และว่ามันเป็นผู้ที่ไร้สติปัญญาจึงเห็นผิดเป็นชอบไป จึงควรให้อภัย พระราชาก็โปรดให้เป็นไปตามที่มโหสถทูล
กบเลือกนาย หมายถึงผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งท้ายสุดก็มักจะไม่ได้ดี คำนี้มาจากนิทานชื่อเดียวกัน ที่ว่ามีกบฝูงหนึ่งอาศัยในสระน้ำ วันดีคืนดีก็ขอให้เทวดาส่งนายมาให้พวกมัน เทวดาก็ส่งขอนไม้ไปให้ แรกๆกบทั้งหลายก็ดีใจ กระโดดโลดเต้นอยู่บนขอนไม้นั้น แต่พอนานๆไป เห็นว่าขอนไม้ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ก็เกิดเบื่อ ขอให้เทวดาส่งนายมาให้ใหม่ เทวดารำคาญกบช่างขอ ก็เลยส่งนกกระสามา นกก็เลยจิกกินกบจนหมดสระ
กระดูกร้องไห้ เป็นสำนวนหมายถึงผลสะท้อนของฆาตกรรมที่ทำให้จับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ คล้ายกับว่ากระดูกของผู้ตายร้องบอก
กลิ้งครกขึ้นภูเขา หมายถึง การทำงานที่ยาก หรืองานที่ลำบากเกินความสามารถของตน เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่ต้องทำนั้นยากมาก เหมือนการกลิ้งครก (ตำข้าวที่ทำด้วยไม้ ใหญ่และหนัก) ขึ้นไปบนภูเขาที่สูงชัน ย่อมต้องใช้กำลังและความสามารถประกอบกัน
เกลือจิ้มเกลือ หมายถึง ไม่ยอมเสียเปรียบกัน หรือการแก้เผ็ดให้สาสมกัน คือ หากถูกกลั่นแกล้งหรือทำร้าย ก็จะหาวิธีการแก้แค้นตอบแทนด้วยวิธีที่ร้ายๆพอๆกัน รวมทั้งหมายถึงคนเค็มต่อคนเค็มมาเจอกัน คือ คนขี้เหนียวมาเจอคนขี้เหนียวเหมือนกันด้วย
กินที่ลับ ไขที่แจ้ง หมายถึง การเปิดเผยเรื่องที่ทำกันในที่ลับ ส่วนมากมักจะใช้กับชายหนุ่มที่หลอกหญิงสาวให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย แล้วมาเปิดโปงว่าได้สาวเป็นเมียแล้ว โดยไม่คิดรับผิดชอบ
กินน้ำพริกถ้วยเก่าหรือน้ำพริกถ้วยเดียว หมายถึง อยู่กับเมียคนเดิมหรือเมียคนเดียว ด้วยว่าสมัยก่อน น้ำพริกถือเป็นอาหารที่หญิงสาวที่มีเหย้ามีเรือนต้องทำเป็น ดังนั้น การที่สามีมีเมียเดียว จึงได้ลิ้มน้ำพริกรสชาติเดียวตลอด เหมือนน้ำพริกถ้วยเก่าที่ไม่เปลี่ยนแปลง
กินน้ำไม่เผื่อแล้ง เป็นสำนวนหมายถึงมีอะไรใช้หมดทันที ไม่คิดถึงวันข้างหน้า ในสมัยก่อนหรือแม้แต่สมัยนี้ ในชนบทบางแห่ง เมื่อยังไม่มีน้ำประปา จำเป็นต้องไปตักน้ำหรือรองน้ำใส่ภาชนะ เช่น โอ่ง เผื่อไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งจะหาน้ำได้ยาก ดังนั้น หากใช้หรือกินหมดในยามที่มี เมื่อถึงคราวจำเป็นก็จะไม่มีใช้ เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ เป็นการสอนให้รู้จักทำอะไร ต้องคิดถึงกาลข้างหน้า เผื่ออนาคตไว้ด้วย
เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง หมายถึง เกลียดตัวเขา แต่อยากได้ประโยชน์จากเขา เป็นการเปรียบเทียบว่าบางคนไม่ชอบสัตว์บางชนิด เพราะเห็นแล้วขยะแขยง เช่น ปลาไหลที่เหมือนงู แต่พอคนเขาเอาไปทำอาหาร กลับซดน้ำแกงได้อย่างเอร็ดอร่อย เหมือนคนที่ไม่ชอบใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับไม่รังเกียจที่จะรับผลประโยชน์จากเขา
แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ หมายถึง จะรู้ค่าก็ต่อเมื่อเดือดร้อน จึงนึกได้ว่าสิ่งนั้น คนนั้นมีคุณและเป็นประโยชน์ต่อเรา โดยปกติ แกง ซึ่งหมายถึงกับข้าวประเภทน้ำที่มีชื่อเรียกต่างๆตามวิธีปรุง เช่น แกงส้ม แกงเผ็ด หรือแม้แต่แกงจืดที่มีรสไม่เผ็ด ในสมัยที่ยังไม่มีน้ำปลาเป็นตัวชูรส เขาก็ใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงรส ดังนั้น แกงจืด ซึ่งในที่นี้หมายถึง ไม่มีรสชาติที่กลมกล่อม จึงได้รู้ว่าลืมใส่เกลือ เช่นเดียวกับคนบางคน ยามสุขสบาย ก็มักจะลืมนึกถึงคนที่ดูแลให้ความช่วยเหลือ ครั้นตกระกำลำบาก จึงได้คิดถึงเขาขึ้นมาได้
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2547&MM=12&DD=11
ภาษิต สำนวน คำพังเพย เรื่อง “ หมา ” น่าชวนคิด
สุนัข หรือ หมา เป็นสัตว์เลี้ยงชนิดแรกของมนุษย์ และมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับมนุษย์มากที่สุด ดังนั้น ลักษณะหรืออุปนิสัยต่างๆของมันจึงถูกนำมาเปรียบเทียบให้เห็นในภาษิต สำนวน หรือคำพังเพยต่างๆอยู่เสมอ เมื่อเราพูดถึงหมา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้าของ รู้สึกว่าหมาเป็นเสมือนเพื่อนสนิท แม้จะพูดไม่ได้ แต่มันก็สามารถส่งผ่านความรู้สึกมาสู่ผู้เป็นเจ้าของได้ อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่า คำเปรียบเปรยพฤติกรรมของคนกับหมา มักจะออกมาในทางลบมากกว่าบวก และหากใครถูกด่า หรือประชดประชันว่าเป็นหมา หรือมีพฤติกรรมแบบหมา ก็มักจะโกรธ เพราะรู้สึกว่า ถูกดูถูกเหยียดหยาม และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยอมกัน ดังนั้น ในโอกาสปีจอ พ.ศ. ๒๕๔๙ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงอยากจะขอนำถ้อยคำ สำนวนต่างๆที่เกี่ยวกับ “ หมา ” มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นข้อคิด คติเตือนใจต่อไป
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับความหมายของภาษิต สำนวน และคำพังเพยเสียก่อน ทั้งคำว่าภาษิต สำนวน และคำพังเพย ล้วนหมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านาน แต่ถ้าเป็น “ ภาษิต ” จะหมายถึง ถ้อยคำที่มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน ส่วน “ สำนวน ” หมายถึง ถ้อยคำที่มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ เช่น รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง และ “ คำพังเพย ” จะหมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นกลางๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง เช่น กระต่ายตื่นตูม เป็นต้น สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับ “ หมา ” ได้แก่
-หมาจนตรอก เป็นสำนวน หมายถึง คนที่ฮึดสู้อย่างสุดชีวิต เพราะจวนตัว และไม่มีทางหนีหรือหลบเลี่ยงต่อไปได้แล้ว เช่น ขโมยที่ถูกตำรวจล้อมจับ แล้วจนมุมไม่มีทางหนี จึงยิงต่อสู้แบบหมาจนตรอก ในที่สุดก็ถูกยิงตาย สำนวนนี้นำมาจากลักษณะของหมา ซึ่งส่วนมากเป็นหมาจรจัด เมื่อไปกินของชาวบ้าน แล้วถูกไล่ตีไปจนสุดตรอก มันไม่มีทางหนีต่อไปได้แล้ว มันก็จะหันกลับมาสู้แทน ดังนั้น เขาจึงเปรียบกับคนที่ตกอยู่ในสภาวะคับขัน เสี่ยงอันตรายจนไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือหลบหนีต่อไปได้แล้ว ต้องหันกลับมาสู้อย่างเต็มที่เพื่อป้องกันตัวเอง และเอาตัวรอด แม้จะไม่อยากทำก็ตามจะเรียกว่าสถานการณ์บังคับก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่หรือคนโบราณจึงมักสอนลูกหลานว่าอย่าไปเอารัดเอาเปรียบ หรือทำร้ายร่างกาย/จิตใจใคร กระทั่งเขาอับจนหนทาง หรือทนไม่ไหว เพราะถึงที่สุดแล้ว คนๆนั้น จากที่เคยหงอ กลัวเราก็อาจจะฮึดสู้ เพราะมันเหลืออดเหลือทนอีกต่อไปแล้ว และแม้แต่การตีหมา ไล่หมาจริงๆก็ตาม ก็ต้องเหลือทางให้มันได้หนีบ้าง มิฉะนั้น จะกลายเป็นเราเองที่ตกอยู่ในอันตรายแทน
-หมากัด อย่ากัดตอบ เป็นภาษิต หมายถึง อย่าลดตัวลงไปต่อสู้หรือต่อปากต่อคำกับคนพาลหรือคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่า หรือ หากคนพาล คนไม่ดีมาด่าว่าหรือทำร้าย ก็ไม่ควรโต้ตอบกลับ เช่น คนขี้เหล้า มาขอเงิน แล้วเราไม่ให้ เขาก็มาด่าเราอย่างสาดเสียเทเสีย เราก็ถือเสียว่า หมากัด อย่ากัดตอบ เป็นการสอนเรา โดยเปรียบหมาว่าเป็นเช่นคนพาล หรือคนไม่ดี ถ้าคนเช่นนี้มาหาเรื่องกับเรา เราก็ไม่ควรไปตอแยหรือมีเรื่องด้วย เพราะทำไปก็มีแต่เสียมากขึ้น และโดยธรรมชาติของคน ก็คงจะไม่ไปกัดกับสัตว์ ซึ่งเราถือว่าอยู่ต่ำกว่าเราอยู่แล้ว และถ้าทำจริง ก็คงเป็น “ ข่าว ” แน่ เพราะหลักของข่าว กล่าวว่า “ หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว ” เนื่องจากมันผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องแปลก แต่แปลกแบบนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเป็น เพราะน่าอาย มากกว่าดี ดังนั้น เขาถึงสอนมิให้มีเรื่องกับคนพาล คนไม่ดี เพราะยิ่งมีเรื่อง ยิ่งมีแต่เรื่องเสียหายเพิ่มขึ้น สู้หลีกเลี่ยงไปเสียจะดีกว่า ถือคติที่ว่า เสียน้อย ดีกว่าเสียมาก
-หมาขี้ไม่มีใครยกหาง เป็นคำพังเพย หมายถึง คนที่ชอบยกยอตัวเอง หรือคุยโอ้อวด เช่น นาย ข.เที่ยวบอกกับคนอื่นว่าตัวเองเป็นคนทำโครงนี้จนประสบความสำเร็จ เพราะจบด๊อกเตอร์มาทางนั้น คนเขาก็อาจจะว่า โธ่เอ้ย ! หมาขี้ไม่มีใครยกหาง คล้ายว่า นายข.ขี้คุย เพราะจริงๆแล้ว ลูกน้องของนายข.ช่วยกันทำจนสำเร็จต่างหาก นั่นคือ เป็นการนำธรรมชาติของหมาที่เวลามันจะขี้ มันจะยกหางตัวเองขึ้น โดยไม่มีใครต้องช่วยมันยก เขาจึงนำมาเปรียบกับคนที่มีดีหรือมีความสามารถจริง ว่าเขาไม่ต้องโอ้อวดว่าเขาเก่งจริง ทำจริงหรอก เพราะใครเก่งจริง คนเขาก็รู้เอง มีแต่คนที่ชอบยกยอตัวเอง เพราะไม่ดีจริง ไม่เก่งจริงเท่านั้นแหละ ที่ต้องโอ้อวด เพื่อให้คนอื่นเขารู้
-หมาถูกน้ำร้อน เป็นสำนวน หมายถึง คนที่มีความเดือดร้อน กระวนกระวาย วิ่งพล่านไปหาที่พึ่งต่างๆ เช่น นางค.วิ่งพล่านเป็นหมาถูกน้ำร้อน เพราะบ้านกำลังจะถูกยึด เป็นการเปรียบเทียบคนกับอาการของหมาเมื่อถูกน้ำร้อนลวก เนื่องจากสมัยก่อนบ้านเรือนไทย มักมีใต้ถุนสูง และหมาชอบไปขุดคุ้ยของกินใต้ถุนครัว บางครั้งไล่ไม่ไป คนรำคาญก็เลยเทน้ำร้อนราดลงไป หรือบางทีหมากัดกัน คนจะแยกหมา ก็สาดน้ำร้อนเข้าใส่ หมาที่ถูกน้ำร้อนสาดหรือลวกก็จะปวดแสบปวดร้อน จึงร้องเสียงดังและวิ่งพล่านไปมาด้วยความเจ็บปวด เขาจึงนำมาเปรียบกับคนที่ประสบความเดือดร้อน ว่ามีลักษณะต้องวิ่งวุ่นวายดังกล่าว
-เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด เป็นภาษิต หมายถึง การทำตามหรือประพฤติเลียนแบบผู้ใหญ่จะปลอดภัย ไม่ผิดพลาด เช่น ครูเขาสอนให้ทำสิ่งใด ก็ควรทำตาม เพราะเดินตามผู้ใหญ่ หมาย่อมไม่กัด ภาษิตนี้เป็นการเปรียบให้เราเห็นว่า หากเราเดินตามหลังผู้ใหญ่แล้ว หมามักจะไม่กัดเรา ทั้งนี้ เนื่องจากหมาอาจจะกลัวผู้ใหญ่ที่มีอาวุธที่จะไล่ตีมัน หากมันจะเข้ามาใกล้ หรือหมาอาจจะคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ จึงไม่กัดเราที่มากับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คือเป็นการสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน และมีมากกว่า ดังนั้น จึงสามารถให้คำแนะนำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์ต่อเราได้ และช่วยให้เราไม่ต้องไปลองผิดลองถูกใหม่ เพราะท่านทำมาแล้ว
-ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ เป็นคำพังเพย หมายถึง ถ้าไม่มีอะไรเป็นเค้ามูลอยู่ ก็ย่อมไม่มีเรื่องเกิดขึ้น เช่น ที่เขาลือว่านาง ร.เป็นเมียน้อยนาย ฉ.น่าจะจริง เพราะไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้หรอก คำพังเพยนี้มาจากธรรมชาติอีกอย่างของหมาที่ชอบขี้ในบริเวณที่สกปรก หรือมีขยะมูลฝอย หากเป็นที่สะอาด มันมักไม่ไปขี้ ดังนั้น เขาจึงเปรียบ “ มูลฝอย ” กับ เค้ามูลที่น่าจะมีอยู่จริงหรือมีอยู่ก่อน ส่วน “ หมาขี้ ” ก็เปรียบกับเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า เรื่องที่เกิดขึ้น หรือที่คนเขาพูดกันอยู่นั้น น่าจะต้องมีเค้ามูลอยู่บ้าง หาไม่แล้วคนคงไม่เอามาพูดกัน (ส่วนข้อเท็จจริงจะจริงหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป) ซึ่งสำนวนนี้ บางทีก็พูดกันเต็มๆว่า “ ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้ ไม่มีหนี้ เขาก็ไม่ทวง ”
-หมาหยอกไก่ เป็นสำนวน ที่เรียก อาการที่ชายหยอกล้อหญิงในทำนองชู้สาวเป็นทีเล่นทีจริง ตัวอย่าง เช่น หัวหน้า จ. ทำหมาหยอกไก่ กับเสมียน ส.อยู่เป็นประจำ สำนวนนี้ก็มาจากธรรมชาติของหมา ที่เห็นไก่ทีไร ก็มักจะเข้าไปหยอกล้อ ไล่กัดไก่เล่นๆเพื่อความสนุกของมัน ดังนั้น เขาจึงเปรียบผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเหมือน หมา มาทำหยอกล้อกับเด็กผู้หญิงรุ่นสาวที่เปรียบเหมือน ไก่ เป็นทีเล่นทีจริง ด้วยการจับไม้จับมือในเชิงผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก แต่จริงๆแล้วก็แฝงเจตนาไม่ค่อยบริสุทธิ์นัก ซึ่งเป็นลักษณะที่เราพบเห็นได้บ่อยในสถานที่ทำงาน ที่มีเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่เจ้าชู้ แต่ปัจจุบัน หมา ที่ชอบหยอก ไก่ ควรจะสังวรไว้ เพราะอาจจะเจอ ไก่ที่เป็นไข้หวัดนก ที่อาจจะทำให้หมาถึงตายด้วยไวรัส (การฟ้องร้องต่อศาลปกครองหรือฟ้องทางสายด่วนที่รัฐบาลเปิดขึ้นได้)
-หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เป็นสำนวน หมายถึง การทำประชดหรือแดกดัน ที่ผู้ทำรังแต่จะเสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่น คุณยกสมบัติให้เขาแบบนี้ เหมือนหุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เขาก็ยิ่งชอบใจ เอาไปถลุงใช้เพลินไปเลย สำนวนนี้ มาจากความจริงที่ว่า โดยทั่วไปแล้วหมาชอบกินข้าว และแมวก็ชอบกินปลา ดังนั้น เมื่อหุงข้าวหรือปิ้งปลาให้ ทั้งหมาและแมวก็กินเพลิน มีความสุข แต่คนหุง คนปิ้งกลับเสียของเอง เปรียบเหมือนเราโกรธใคร แล้วให้ในสิ่งที่คนๆนั้นขอ เป็นการประชด ก็เท่ากับเข้าทางเขา และผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือ ตัวเราเอง เพราะไหนจะไม่หายโกรธแล้ว ยังต้องเสียของไปอีก เรียกว่าเป็นการประชด แดกดันอย่างไม่ถูกทาง และทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น
-หมาเดือนสิบสอง เป็นสำนวน เป็นคำค่อนขอด หรือแดกดันว่า ร่านในการประเวณี (ร่วมเพศ) ตัวอย่าง เช่น นางญ.ออกไปเที่ยวหาผู้ชาย ทำราวกับหมาเดือนสิบสอง สำนวนนี้มาจากการสังเกตธรรมชาติของหมาว่า มักจะติดสัด ผสมพันธุ์กันในเดือนสิบสอง ดังนั้น จึงนำมาเปรียบกับผู้ที่ชอบไปมาหาสู่กับเพศตรงข้ามอย่างขาดไม่ได้ว่า มีอาการเหมือนหมาเดือนนี้ ซึ่งใช้ว่าได้ทั้งหญิงและชาย
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=12&DD=7
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับความหมายของภาษิต สำนวน และคำพังเพยเสียก่อน ทั้งคำว่าภาษิต สำนวน และคำพังเพย ล้วนหมายถึง ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านาน แต่ถ้าเป็น “ ภาษิต ” จะหมายถึง ถ้อยคำที่มีความหมายเป็นคติ เช่น กงเกวียนกำเกวียน ส่วน “ สำนวน ” หมายถึง ถ้อยคำที่มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่ เช่น รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง และ “ คำพังเพย ” จะหมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นกลางๆ เพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่อง เช่น กระต่ายตื่นตูม เป็นต้น สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับ “ หมา ” ได้แก่
-หมาจนตรอก เป็นสำนวน หมายถึง คนที่ฮึดสู้อย่างสุดชีวิต เพราะจวนตัว และไม่มีทางหนีหรือหลบเลี่ยงต่อไปได้แล้ว เช่น ขโมยที่ถูกตำรวจล้อมจับ แล้วจนมุมไม่มีทางหนี จึงยิงต่อสู้แบบหมาจนตรอก ในที่สุดก็ถูกยิงตาย สำนวนนี้นำมาจากลักษณะของหมา ซึ่งส่วนมากเป็นหมาจรจัด เมื่อไปกินของชาวบ้าน แล้วถูกไล่ตีไปจนสุดตรอก มันไม่มีทางหนีต่อไปได้แล้ว มันก็จะหันกลับมาสู้แทน ดังนั้น เขาจึงเปรียบกับคนที่ตกอยู่ในสภาวะคับขัน เสี่ยงอันตรายจนไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือหลบหนีต่อไปได้แล้ว ต้องหันกลับมาสู้อย่างเต็มที่เพื่อป้องกันตัวเอง และเอาตัวรอด แม้จะไม่อยากทำก็ตามจะเรียกว่าสถานการณ์บังคับก็ว่าได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่หรือคนโบราณจึงมักสอนลูกหลานว่าอย่าไปเอารัดเอาเปรียบ หรือทำร้ายร่างกาย/จิตใจใคร กระทั่งเขาอับจนหนทาง หรือทนไม่ไหว เพราะถึงที่สุดแล้ว คนๆนั้น จากที่เคยหงอ กลัวเราก็อาจจะฮึดสู้ เพราะมันเหลืออดเหลือทนอีกต่อไปแล้ว และแม้แต่การตีหมา ไล่หมาจริงๆก็ตาม ก็ต้องเหลือทางให้มันได้หนีบ้าง มิฉะนั้น จะกลายเป็นเราเองที่ตกอยู่ในอันตรายแทน
-หมากัด อย่ากัดตอบ เป็นภาษิต หมายถึง อย่าลดตัวลงไปต่อสู้หรือต่อปากต่อคำกับคนพาลหรือคนที่มีศักดิ์ต่ำกว่า หรือ หากคนพาล คนไม่ดีมาด่าว่าหรือทำร้าย ก็ไม่ควรโต้ตอบกลับ เช่น คนขี้เหล้า มาขอเงิน แล้วเราไม่ให้ เขาก็มาด่าเราอย่างสาดเสียเทเสีย เราก็ถือเสียว่า หมากัด อย่ากัดตอบ เป็นการสอนเรา โดยเปรียบหมาว่าเป็นเช่นคนพาล หรือคนไม่ดี ถ้าคนเช่นนี้มาหาเรื่องกับเรา เราก็ไม่ควรไปตอแยหรือมีเรื่องด้วย เพราะทำไปก็มีแต่เสียมากขึ้น และโดยธรรมชาติของคน ก็คงจะไม่ไปกัดกับสัตว์ ซึ่งเราถือว่าอยู่ต่ำกว่าเราอยู่แล้ว และถ้าทำจริง ก็คงเป็น “ ข่าว ” แน่ เพราะหลักของข่าว กล่าวว่า “ หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว ” เนื่องจากมันผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องแปลก แต่แปลกแบบนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเป็น เพราะน่าอาย มากกว่าดี ดังนั้น เขาถึงสอนมิให้มีเรื่องกับคนพาล คนไม่ดี เพราะยิ่งมีเรื่อง ยิ่งมีแต่เรื่องเสียหายเพิ่มขึ้น สู้หลีกเลี่ยงไปเสียจะดีกว่า ถือคติที่ว่า เสียน้อย ดีกว่าเสียมาก
-หมาขี้ไม่มีใครยกหาง เป็นคำพังเพย หมายถึง คนที่ชอบยกยอตัวเอง หรือคุยโอ้อวด เช่น นาย ข.เที่ยวบอกกับคนอื่นว่าตัวเองเป็นคนทำโครงนี้จนประสบความสำเร็จ เพราะจบด๊อกเตอร์มาทางนั้น คนเขาก็อาจจะว่า โธ่เอ้ย ! หมาขี้ไม่มีใครยกหาง คล้ายว่า นายข.ขี้คุย เพราะจริงๆแล้ว ลูกน้องของนายข.ช่วยกันทำจนสำเร็จต่างหาก นั่นคือ เป็นการนำธรรมชาติของหมาที่เวลามันจะขี้ มันจะยกหางตัวเองขึ้น โดยไม่มีใครต้องช่วยมันยก เขาจึงนำมาเปรียบกับคนที่มีดีหรือมีความสามารถจริง ว่าเขาไม่ต้องโอ้อวดว่าเขาเก่งจริง ทำจริงหรอก เพราะใครเก่งจริง คนเขาก็รู้เอง มีแต่คนที่ชอบยกยอตัวเอง เพราะไม่ดีจริง ไม่เก่งจริงเท่านั้นแหละ ที่ต้องโอ้อวด เพื่อให้คนอื่นเขารู้
-หมาถูกน้ำร้อน เป็นสำนวน หมายถึง คนที่มีความเดือดร้อน กระวนกระวาย วิ่งพล่านไปหาที่พึ่งต่างๆ เช่น นางค.วิ่งพล่านเป็นหมาถูกน้ำร้อน เพราะบ้านกำลังจะถูกยึด เป็นการเปรียบเทียบคนกับอาการของหมาเมื่อถูกน้ำร้อนลวก เนื่องจากสมัยก่อนบ้านเรือนไทย มักมีใต้ถุนสูง และหมาชอบไปขุดคุ้ยของกินใต้ถุนครัว บางครั้งไล่ไม่ไป คนรำคาญก็เลยเทน้ำร้อนราดลงไป หรือบางทีหมากัดกัน คนจะแยกหมา ก็สาดน้ำร้อนเข้าใส่ หมาที่ถูกน้ำร้อนสาดหรือลวกก็จะปวดแสบปวดร้อน จึงร้องเสียงดังและวิ่งพล่านไปมาด้วยความเจ็บปวด เขาจึงนำมาเปรียบกับคนที่ประสบความเดือดร้อน ว่ามีลักษณะต้องวิ่งวุ่นวายดังกล่าว
-เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด เป็นภาษิต หมายถึง การทำตามหรือประพฤติเลียนแบบผู้ใหญ่จะปลอดภัย ไม่ผิดพลาด เช่น ครูเขาสอนให้ทำสิ่งใด ก็ควรทำตาม เพราะเดินตามผู้ใหญ่ หมาย่อมไม่กัด ภาษิตนี้เป็นการเปรียบให้เราเห็นว่า หากเราเดินตามหลังผู้ใหญ่แล้ว หมามักจะไม่กัดเรา ทั้งนี้ เนื่องจากหมาอาจจะกลัวผู้ใหญ่ที่มีอาวุธที่จะไล่ตีมัน หากมันจะเข้ามาใกล้ หรือหมาอาจจะคุ้นเคยกับผู้ใหญ่ จึงไม่กัดเราที่มากับผู้ใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คือเป็นการสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งในที่นี้อาจจะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เพราะคนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน และมีมากกว่า ดังนั้น จึงสามารถให้คำแนะนำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์ต่อเราได้ และช่วยให้เราไม่ต้องไปลองผิดลองถูกใหม่ เพราะท่านทำมาแล้ว
-ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้ เป็นคำพังเพย หมายถึง ถ้าไม่มีอะไรเป็นเค้ามูลอยู่ ก็ย่อมไม่มีเรื่องเกิดขึ้น เช่น ที่เขาลือว่านาง ร.เป็นเมียน้อยนาย ฉ.น่าจะจริง เพราะไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้หรอก คำพังเพยนี้มาจากธรรมชาติอีกอย่างของหมาที่ชอบขี้ในบริเวณที่สกปรก หรือมีขยะมูลฝอย หากเป็นที่สะอาด มันมักไม่ไปขี้ ดังนั้น เขาจึงเปรียบ “ มูลฝอย ” กับ เค้ามูลที่น่าจะมีอยู่จริงหรือมีอยู่ก่อน ส่วน “ หมาขี้ ” ก็เปรียบกับเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น สำนวนนี้จึงมีความหมายว่า เรื่องที่เกิดขึ้น หรือที่คนเขาพูดกันอยู่นั้น น่าจะต้องมีเค้ามูลอยู่บ้าง หาไม่แล้วคนคงไม่เอามาพูดกัน (ส่วนข้อเท็จจริงจะจริงหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป) ซึ่งสำนวนนี้ บางทีก็พูดกันเต็มๆว่า “ ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้ ไม่มีหนี้ เขาก็ไม่ทวง ”
-หมาหยอกไก่ เป็นสำนวน ที่เรียก อาการที่ชายหยอกล้อหญิงในทำนองชู้สาวเป็นทีเล่นทีจริง ตัวอย่าง เช่น หัวหน้า จ. ทำหมาหยอกไก่ กับเสมียน ส.อยู่เป็นประจำ สำนวนนี้ก็มาจากธรรมชาติของหมา ที่เห็นไก่ทีไร ก็มักจะเข้าไปหยอกล้อ ไล่กัดไก่เล่นๆเพื่อความสนุกของมัน ดังนั้น เขาจึงเปรียบผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเหมือน หมา มาทำหยอกล้อกับเด็กผู้หญิงรุ่นสาวที่เปรียบเหมือน ไก่ เป็นทีเล่นทีจริง ด้วยการจับไม้จับมือในเชิงผู้ใหญ่เอ็นดูเด็ก แต่จริงๆแล้วก็แฝงเจตนาไม่ค่อยบริสุทธิ์นัก ซึ่งเป็นลักษณะที่เราพบเห็นได้บ่อยในสถานที่ทำงาน ที่มีเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่เจ้าชู้ แต่ปัจจุบัน หมา ที่ชอบหยอก ไก่ ควรจะสังวรไว้ เพราะอาจจะเจอ ไก่ที่เป็นไข้หวัดนก ที่อาจจะทำให้หมาถึงตายด้วยไวรัส (การฟ้องร้องต่อศาลปกครองหรือฟ้องทางสายด่วนที่รัฐบาลเปิดขึ้นได้)
-หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เป็นสำนวน หมายถึง การทำประชดหรือแดกดัน ที่ผู้ทำรังแต่จะเสียประโยชน์ ตัวอย่างเช่น คุณยกสมบัติให้เขาแบบนี้ เหมือนหุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว เขาก็ยิ่งชอบใจ เอาไปถลุงใช้เพลินไปเลย สำนวนนี้ มาจากความจริงที่ว่า โดยทั่วไปแล้วหมาชอบกินข้าว และแมวก็ชอบกินปลา ดังนั้น เมื่อหุงข้าวหรือปิ้งปลาให้ ทั้งหมาและแมวก็กินเพลิน มีความสุข แต่คนหุง คนปิ้งกลับเสียของเอง เปรียบเหมือนเราโกรธใคร แล้วให้ในสิ่งที่คนๆนั้นขอ เป็นการประชด ก็เท่ากับเข้าทางเขา และผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือ ตัวเราเอง เพราะไหนจะไม่หายโกรธแล้ว ยังต้องเสียของไปอีก เรียกว่าเป็นการประชด แดกดันอย่างไม่ถูกทาง และทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น
-หมาเดือนสิบสอง เป็นสำนวน เป็นคำค่อนขอด หรือแดกดันว่า ร่านในการประเวณี (ร่วมเพศ) ตัวอย่าง เช่น นางญ.ออกไปเที่ยวหาผู้ชาย ทำราวกับหมาเดือนสิบสอง สำนวนนี้มาจากการสังเกตธรรมชาติของหมาว่า มักจะติดสัด ผสมพันธุ์กันในเดือนสิบสอง ดังนั้น จึงนำมาเปรียบกับผู้ที่ชอบไปมาหาสู่กับเพศตรงข้ามอย่างขาดไม่ได้ว่า มีอาการเหมือนหมาเดือนนี้ ซึ่งใช้ว่าได้ทั้งหญิงและชาย
http://www.culture.go.th/knowledge/study.php?&YY=2548&MM=12&DD=7
นานาสัตว์ในสำนวนไทย 1
เริ่มที่ ควาย ปรากฎอยู่ในสำนวน “ฆ่าควายเสียดายพริก”บางทีก็ว่า “ฆ่าควายเสียดายเกลือ” สำนวนนี้มาจากการล้มวัวล้มควาย (ฆ่าวัวฆ่าควาย) เพื่อนำเนื้อและอวัยวะต่างๆ ของมันมาทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน เช่น งานบวช งานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เจ้าภาพหรือเจ้าของงานอุตส่าห์ลงทุนลงแรงล้มวัวล้มควายเพื่อนำเนื้อของมันมาทำอาหารเลี้ยงแขกเหรื่อ ถ้ามัวแต่เสียดายเครื่องปรุงรสอย่างพริกและเกลือเสียแล้ว อาหารที่ทำก็คงมีรสชาติไม่อร่อย สำนวนว่า ฆ่าควายเสียดายพริก หรือ ฆ่าควายเสียดายเกลือ จึงหมายความว่า ทำงานใหญ่โตหรือจัดงานใหญ่โต ถ้ามัวแต่ตระหนี่ถี่เหนียวกลัวหมดเปลืองหรือเสียดายเงินก็จะทำให้งานเกิดความเสียหายได้
ส่วน กระต่าย ปรากฎอยู่ในสำนวน “กระต่ายตื่นตูม” และ “กระต่ายหมายจันทร์” สำนวนกระต่ายตื่นตูมมีที่มาจากนิทานที่เล่ากันต่อๆ มา ชาวกรมประชาสัมพันธ์คงจำนิทานเรื่องนี้ได้ เรื่องมีอยู่ว่า กระต่ายนอนหลับอยู่ใต้ต้นตาล ลูกตาลหล่นจากต้นลงมาที่พื้นดินเสียงดังตูมกระต่ายตกใจตื่นและออกวิ่งสุดชีวิตเพราะคิดว่าฟ้าถล่ม คนโบราณจึงนำสำนวนว่า กระต่ายตื่นตูม มาเปรียบเทียบกับคนที่ตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ถ้าเราได้ยินข่าวรือว่าจะเกิดสงครามโลกบ้าง น้ำมันจะหมดโลกบ้าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนหวาดกลัววิตกกังวลเกินเหตุตระหนกตกใจกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเปรียบได้กับพฤติกรรมของกระต่ายในนิทาน สำนวนกระต่ายตื่นตูมนี้ จึงใช้ในความหมายเชิงตำหนิ คนที่หวาดกลัว วิตกกงวลกับเหตุการณ์หรือเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น
กระต่ายปรากฎตัวอยู่ในอีกสำนวนหนึ่ง คือ สำนวน “กระต่ายหมายจันทร์” ธรรมชาติของกระต่ายชอบหากินตอนกลางคืน ส่วนกลางวันจะนอนเล่นตามร่มไม้ เพราะเหตุที่กระต่ายชอบหากินตอนกลางคืนนี้เอง ก็เลยทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า มันชอบแสงจันทร์ชอบแหงนดูพระจันทร์ จึงนำเอาพฤติกรรมของกระต่ายมาเปรียบกับผู้ชายว่าเหมือนกระต่ายที่มีฐานะต่ำต้อยอยู่บนพื้นดิน หมายปองผู้หญิงซึ่งเปรียบเหมือนพระจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้ามีฐานะสูงไม่มีวันที่ผู้ชายต่ำต้อยจะสมหวังกับผู้หญิงสูงศักดิ์ได้ สำนวนกระต่ายหมายจันทร์ ใช้เปรียบคู่รักชายหญิงที่ไม่คู่ควรกัน ฝ่ายชายต่ำต้อยกับฝ่ายหญิงสูงศักดิ์ ซึ่งคล้ายกับสำนวนดอกฟ้ากับหมาวัด
มาถึง กระรอก ปรากฎตัวในสำนวน “ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้”ชีวิตความเป็นอยุ่ของคนเดินป่าหรือพวกนายพรานนั้น เมื่อจะออกเดินป่าก็ต้องตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกน้ำติดตัวเวลาเดินทางและต้องนำหน้าไม้ติดตัวไปด้วย (หน้าไม้ เป็นเครื่องยิงชนิดหนึ่ง มีคันและราง ยิงด้วยลูกหน้าไม้) แต่คนเดินป่าหรือนายพรานบางคนก็ไม่ชอบตัดไม้ไผ่ทำกระบอกน้ำติดตัวไป แต่จะไปหาเองข้างหน้าระหว่างเดินทาง จะเอาเฉพาะหน้าไม้ติดตัวไปเท่านั้น เมื่อพบแหล่งน้ำแล้วจึงค่อยตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกน้ำ ถ้ายังไม่พบแหล่งน้ำยังไม่ตัดไม้ไผ่มาทำกระบอกซึ่งอาจจะเหนื่อยเปล่าเพราะไม่มีแหล่งน้ำก็ได้ เช่นเดียวกับการโก่งหน้าไม้ที่ยังไม่เห็นกระรอกให้ยิง การโก่งหน้าไม้ก็เสียเวลาเปล่า สำนวนไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกโก่งหน้าไม้จึงหมายถึง รีบทำไปทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม หรือยังไม่ถึงเวลาที่สมควร
ปิดท้ายกับ เต่าและตุ่น ที่อยู่ในสำนวน “โง่เง่าเต่าตุ่น” เต่า เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำลักษณะเด่น คือ มีกระดอง ซึ่งเป็นสัตว์ที่รู้จักกันดี ส่วนตุ่น เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รูปร่างคล้ายหนูตะเภา ขุดรูเป็นที่อยู่อาศัย สำนวน “โง่เง่าเต่าตุ่น” นี้ ใช้ทั่วไปในความหมายของ คนโง่คนเซ่อ
นานาสัตว์ในสำนวนไทย หมาสัตว์สี่ขา
สุนัข ตามศัพท์แปลว่า ผู้มีเล็บงาม เป็นคำสุภาพของหมา แต่สำนวนไทยส่วนใหญ่ใช้คำว่า “หมา” เมื่อกล่าวถึงสัตว์เลี้ยงชนิดนี้ ถ้าใครรู้สึกว่า “หมา” ไม่สุภาพแล้วเปลี่ยนมาใช้คำว่า “สุนัข” แทนจะฟังขัดหู จะมีก็เพียงสำนวน “หมาจนตรอก” เท่านั้นที่บางครั้งใช้ว่า “สุนัขจนตรอก” ซึ่งหมายถึงคนที่จำต้องฮึดสู้อย่างไม่คิดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดเพราะไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อจวนตัวหมดทางก็ต้องหันมาต่อสู้กันจนสุดฤทธิ์ สำนวนนี้มาจากพฤติกรรมของสุนัขเมื่อถูกไล่ต้อนวนอยู่ในตรอกที่ตันไม่มีทางหนีต่อไปก็มักจะหันมาฮึดสู้ การที่สำนวนนี้ใช้คำว่า “สุนัข” โดยไม่ขัดหูคงเป็นเพราะมีการใช้คู่กับสำนวน “เสือสิ้นตวัก” หมายถึง เสือที่เล็บหักหายเมื่ออาวุธสำคัญสำหรับใช้ตะปบคู่ต่อสู้หายไปก็ตกอยู่ในภาวะฮึดสู้เหมือนกัน จึงเกิดสำนวน “เสือสิ้นตวัก สุนัขจนตรอก” เพราะคำว่า “เสือ” กับ “สุนัข” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ “ส” เหมือนกัน และคำว่า “ตวัก” ก็มีเสียสัมผัสกับคำว่า “นัข” เมื่อใช้ด้วยกันจึงมีเสียงคล้องจอง ฟังไพเราะ เมื่อแยกกล่าวเฉพาะสำนวนที่เกี่ยวกับสุนัขจึงพบว่ามีการใช้ทั้งสำนวน “หมาจนตรอก” และ “สุนัขจนตรอก”
สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านที่ใกล้ชิดคน บางคนรักและทะนุถนอมสุนัขมากถึงกับนำมากอดจูบอุ้มชู บางคนถึงกับให้นอนด้วย คนโบราณจะรักสุนัขมากขนาดนี้หรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ แต่ถ้าสังเกตจากสำนวนไทยจะเห็นว่าพฤติกรรมและเรื่องราวต่าง ๆ ของสุนัขที่นำมาเป็นสำนวนนั้น ไม่ค่อยจะบ่งบงถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของสุนัขสักเท่าไหร่เลย เช่น นิสัยของสุนัขที่ชอบเลีย ถ้าอุ้มหรือก้มหน้าลงไปใกล้สุนัข สุนัขก็จะเลียแสดงอาการรักใคร่ประจบประแจง คนไทยในสมัยก่อนไม่ได้มองในทางน่าเอ็นดู แต่กล่าวเป็นสำนวนว่า “เล่นกับหมา หมาเลียปาก” บางครั้งก็ต่อด้วยสำนวนว่า “เล่นกับสาก สากต่อยหัว” โดยสังเกตจากสากขนาดใหญ่ที่ใช้ตำข้าวซึ่งมักจะวางพิงไว้เวลาไม่ใช้งาน ถ้าใครอยู่ไม่สุขไปจับเล่น สากอาจจะเลื่อนล้มมาทับเอาได้สำนวนไทยที่มักจะใช้ต่อเนื่องกันว่า “เล่นกับหมา หมาเลียปาก เล่นกับสาก สากต่อยหัว” จึงหายถึงความว่าลดตัวลงไปพูดจาเล่นหัวกับบุคคลชั้นต่ำกว่าหรือเด็กกว่าเป็นการวางตัวที่ไม่เหมาะสม ก็จะถูกตีเสมอหรือถูกลามปามได้ ปกติสุนัขที่ถูกปล่อยให้เดินเพ่นพ่านกลางถนน เรียกว่า สุนัขจรจัด แต่ถ้าสุนัขที่มีเจ้าของเลี้ยงดูอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะมีปลอกคอ คือ สายรัดรอบคอใช้สำหรับล่ามจูงให้จับง่ายและในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องหมายว่า สุนัขตัวนี้ไม่ใช่สุนัขกลางถนนหรือที่เรียกกันว่า “หมากลางถนน” แต่เป็นสุนัขที่มีเจ้าของ ดังนั้นสำนวน “หมามีปลอกคอ” จึงหมายถึงคนที่มีผู้ทรงอิทธิพลหรือผู้ทีอำนาจคอยคุ้มครองคอยสนับสนุนช่วยเหลืออยู่
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของสุนัข คือ เมื่อสุนัขตัวใดตัวหนึ่งเข้าจู่โจมคนสัตว์ชนิดอื่นหรือแม้แต่สุนัขด้วยกันแล้ว สุนัขตัวอื่น ๆ จะกรูกันเข้ามาร่วมเห่าร่วมกัดด้วยสำนวน “หมาหมู่” จึงหมายถึง กลุ่มคนที่กลุ้มรุมทำร้ายคนคนเดียว มักใช้ในกรณีของพวกนักเลงที่มีพรรคพวกมาก ร่วมกันรุมทำร้ายผู้มีกำลังน้อยกว่า พูดถึงหมาหมู่แล้วขอพูดถึงหมาที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวบ้าง ไทยเรามีสำนวน “หมาหัวเน่า” หมายถึงผู้ซึ่งเป็นที่รังเกียจของผู้อื่น เข้ากับใครไม่ได้ ไม่มีใครครบหาด้วยส่วน “หมาหางด้วน” นั้นเป็นสำนวน หมายถึงผู้ที่ทำอะไรผิดพลาดจนได้รับความอับอาย แล้วพยายามชักชวนผู้อื่นให้เห็นว่าสิ่งที่ตนทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีควรทำตาม เพื่อจะได้มีพวกที่ทำผิดอย่างเดียวกัน บ้านของคนไทยสมัยก่อนมักยกพื้นสูงจึงมีใต้ถุนบ้าน ถ้าเป็นบ้านของคนธรรมดาพื้นกระดานจะไม่ปูชิดกันจนสนิทจะมีร่องอยู่บ้างโดยเฉพาะพื้นครัว ซึ่งครัวมักจะอยู่มุมชานบ้านเมื่อทำอาหารอาจจะมีเศษอาหารหล่นลงร่องไปสุนัขมักจะมาหาอะไรกินแถว ๆ ใต้ถุนครัว บางครั้งสุนัขมากันหลายตัวแย่งเศษอาหารกันกัดกันส่งเสียงเห่าน่ารำคาญ คนทำครัวอยู่ก็รำคาญ จึงเอาน้ำร้อนเทราดลงไป สุนัขถูกน้ำร้อนราดก็วิ่งพล่านจึงเป็นสำนวน “หมาถูกน้ำร้อน” ใช้กับคนที่มีธุระร้อนต้องดิ้นรน เที่ยววิ่งพล่านไปทำธุระนั้น ๆ เรื่องของสุนัขกับน้ำร้อนยังมีคนท้องถิ่นนำไปเป็นสำนวนเปรียบอีกสำนวนหนึ่ง คือ “ทำงานเหมือนหมาเลียน้ำร้อน” เพราะปกติเวลาสุนัขกินน้ำจะใช้ลิ้นเลียและตวัดน้ำเข้าปากอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อน้ำนั้นร้อนสุนัขจะไม่ค่อยกล้า จะเลียบ้าง หยุดบ้างหรือหนีไปเลย สำนวนทำงานเหมือนสุนัขเสียน้ำร้อนจึงหมายถึงคนที่ทำงานไม่เรียบร้อยไว้ใจไม่ได้ รางเป็นภาชนะรูปยาวมีร่องตรงกลาง อาจจะนำไม้เป็นแผ่นยาวมาต่อกันหรือนำท่อนไม้มาขุดเป็นร่องยาวตรงกลางก็ได้ ชาวบ้านจะนำอาหารมาเทในรางเพื่อให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้เช่นหมูได้กิน สุนัขที่วิ่งไปกินอาหารรางนั้นทีรางนี้ทีจึงเรียกว่า “หมอสองราง” เป็นสำนวนที่หมายถึงผู้ที่ทำตัวเข้ากับทั้งสองฝ่ายบางครั้งใช้สำนวนว่า “ตีสองหน้า หมาสองราง” ปกติสุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ กินหญ้า แต่มีนิทานเล่าถึงสุนัขในรางหญ้าว่า แม้คนจะไม่กินหญ้า แต่เมื่อสัตว์กินหญ้า เช่น โคกระบือ จะเข้ามากินหญ้าสุนัขจะไม่ยอม เป็นสำนวน “หมาในรางหญ้า” หรือ “หมาหวงราง” หมายถึงผู้ซึ่งหวงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และไม่ยอมให้ผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์คล้ายกับ “หมาหวงก้าง” แต่สำนวน “หมาหวงก้าง” มีนัยในทำนองกันท่าคนอื่นในสิ่งที่ตนได้ประโยชน์ไปแล้วหรือใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว เหมือนสุนัขที่กินเนื้อปลาหมดไปแล้ว แต่ยังคอยระวังไม่ให้สัตว์อื่นมาแย่งก้างปลาไป จะรวมไว้หมดทั้งเนื้อปลาทั้งก้างปลาไม่ยอมให้ใคร ๆ มามีส่วนเกี่ยวข้อง
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ก.ไก่ ปีระกา
ปีระกา ถ้าเรียกอย่างชาวบ้านก็คือ ปีไก่ ไก่ เป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดคนไทยมา เป็นเวลานาน ดังนั้น คนไทยจึงสังเกตพฤติกรรมของไก่และนำมาเป็นสำนวนหลายสำนวนด้วยกัน เมื่อไก่โก่งคอส่งเสียงเราเรียกว่า ไก่ขัน คนต่างชาติต่างภาษา ต่างสังคม ฟังเสียงไก่ขันแตกต่างกันไป คนเยอรมันฟังเสียงไก่ขันเป็น "กิ๊กกะริกกี้" คนอังกฤษฟังเป็น "ค้อกอะดูเดิ้ลดู" แต่คนไทยกลับฟังเป็น "เอ็กอี่เอ็กเอ้ก"
สัตว์อีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมเลี้ยงเช่นเดียวกันกับไก่จนพูดกันติดปากว่าเป็น "เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่" จนเป็ดกับไก่ดูจะเป็นสัตว์ที่คู่กัน ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน จะด้อยกว่ากันก็ตอนขัน เพราะเป็ด ขันไม่ได้เหมือนไก่ จึงเกิดสำนวนว่า "เป็ดขันประชันไก่" ซึ่งหมายถึง การเอาสิ่งที่ด้อยกว่าไปประชัน กับสิ่งที่ดีกว่า อาจจะเป็นเพราะว่าหาสิ่งที่ดีเลิศไม่ได้ก็ต้องเอาสิ่งที่ด้อยกว่าไปประชัน เป็นการแก้ขัด ให้คนอื่นเห็นว่าเราก็มีเหมือนกัน
ไก่เป็นสัตว์ตื่นเช้า ดังนั้นจึงมีการเอาพฤติกรรมของไก่มาเป็นการบอกเวลาในสมัยก่อน ไก่ จะขันตั้งแต่เวลาเช้ามืดพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น จึงเกิดสำนวนบอกเวลาไก่ขัน คือเวลาเช้าตรู่ หรือรุ่ง สาง แต่ถ้าจะพูดให้ได้อารมณ์และเห็นภาพมักใช้สำนวน "ไก่โห่" ความหมายเช่นเดียวกัน มาแต่ไก่โห่ คือมาแต่เช้าตรู่นั่นเอง
อีกสำนวนคือ "มาก่อนไก่" น่าจะยิ่งเช้ามากกว่าก่อนเวลาไก่ขัน ในนิทานพื้นบ้านเรื่อง ศรี ธนญชัย ซึ่งรู้จักกันดีกล่าวถึงตัวเอกของเรื่อง คือ ศรีธนญชัย ใช้ไหวพริบแก้ตัวกับพระเจ้าแผ่นดิน เวลาที่มาเข้าเฝ้าสาย โดยเอาไก้ผูกก้นให้ไก่เดินตามหลังมาและกราบทูลว่า ตนมาก่อนไก่ จึงเกิด สำนวนล้อแกมประชดประชันคนที่มาสายว่า "เอาไก่ผูกก้นมาหรือเปล่า"
พฤติกรรมของไก่ไม่ได้มีแต่การขันตอนเช้าตรู่เท่านั้น เวลากลางวันไก่จะคุ้ยเขี่ยหากินตาม พื้นดิน พอตกเย็นพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า ไก่มักบินขึ้นไปนอนบนที่สูงบางตัวอาจจะเกาะกิ่งไม้ ใช้กิ่งไม้เป็นรัง หรือคนเลี้ยงอาจจะสร้างรังให้ไก่ในที่ยกพื้นสูง เมื่อเวลาหมดแสงอาทิตย์ และไก่บิน ขึ้นไปบนรัง จึงเกิดสำนวนบอกเวลา "ไก่ขึ้นรัง" ซึ่งหมายถึงเวลาพลบค่ำนั่นเอง
ปกติไก่จะคุ้ยเขี่ยอาหารทั้งวัน หากดูบนพื้นดินบริเวณที่ไก่หากินจะมีรอยเท้าที่ไก่ย้ำและ รอยการคุ้ยเขี่ยหาอาหารยุ่งเหยิงไปหมด จึงมีสำนวนเปรียบเทียบคนที่เขีนยนหนังสือหวัดลายมือยุ่ง เหยิงอ่านยากหรืออ่านไม่ออกว่า "ลายมือเหมือนไก่เขี่ย" อาหารที่ไก่คุ้ยเขี่ยหากินบนพื้นดินก็คือ เมล็ดพืช ข้าวเปลือก ข้าวสาร หรือแมลงตัวเล็กๆ แต่ถ้าไก่บังเอิญคุ้ยเขี่ยไปพบของมีค่าเช่น เพชร พลอย ที่ตกจากร่องกระดานของบ้านเรือนลงมาอยู่ที่พื้นดินใต้ถุนบ้าน ไก่จะเห็นว่าไร้ค่าไม่สามารถใช้ เป็นอาหารได้จึงเกิดสำนวน "ไก่ได้พลอย"
ไก่ชอบกินข้าวเปลือกเป็นอาหาร จึงเกิดสำนวน "ตราบใดที่ไก่ยังกินข้าวเปลือก ตราบนั้น คุณก็ยังกินสินบน" เมื่อตัดข้อความให้สั้นเข้าเหลือเป็นสำนวนว่า "ไก่กินข้าวเปลือก" จึงหมายถึงการ กินสินบนไปโดยปริยาย พฤติกรรมที่น่าสนใจของไก่อีกอย่างหนึ่งคือ ไก่สามารถบินได้ แต่ก็ไม่ สามารถบินได้สูงหรือไกลเหมือนนก การที่ไก่บินได้ในระยะสั้นๆ นี้เองทำให้เกิดสำนวนว่า "ไก่บินไม่ ตก" เป็นการกล่าวถึงบริเวณที่ปลูกบ้านกันอย่างหนาแน่นหลังคาบ้านแต่ละหลังชนกัน เกยกัน จนไก่ ซึ่งบินได้ในระยะสั้นๆ ก็ยังบินไม่ตก
นอกจากจะเลี้ยงไก่เพื่อกินเนื้อกินไข่แล้ว คนไทยยังสังเกตพฤติกรรมของไก่พื้นบ้านตัวผู้ว่ามักมีการจิกตีต่อสู้กันอยู่บ่อยๆ อาจเป็นเพราะต้องการอำนาจเป็นจ่าฝูง ต้องการครอบครองตัวเมีย ต้องการครอบครองอาณาจักรหาอาหารของตน หรือจะเขม่นกันเองเป็นการส่วนตัวก็เหลือจะเดา ด้วยความที่ไก่พื้นเมืองตัวผู้มีเลือดนักสู้เข้มข้นนี้เอง คนจึงหาความสนุดสนานด้วยการจับไก่มาชนกันเกิดเป็นกีฬาชนไก่ และมักมีการพนันขันต่อว่าไก่ตัวใดจะชนะ เมื่อเป็นเรื่องของการพนันก็ต้องมีการฝึกไก่ของตนให้แข็งแรงและเชี่ยวชาญในการต่อสู้แล้วนำไก่ไปยังสถานที่ซึ่งจัดขึ้นเพื่อประลองความสามารถของไก่เรียกว่า "บ่อน" ก่อนชนจะต้องนำไก่มาเปรียบกันก่อน การเปรียบจะดูกันหลายอย่าง เช่น ขนาดตัว ข้อลำ น้ำหนัก และเดือย เป็นต้น ต้องดูว่าพอเหมาะพอสมกัน เจ้าของไก่จึงจะพอใจให้ไก่ชนกัน แต่ถ้าเปรียบแล้วหาคู่ชนไม่ได้ หากต้องการให้มีการแข่งขันก็อาจนำไก่ของทางบ่อนลงชน จึงเกิดสำนวนว่า "ไก่รองบ่อน" ซึ่งย่นย่อมาจาก "ไก่สำรองบ่อน" หมายถึง การเป็นตัวสำรองนั่นเอง
ในการชนไก่ นอกจากไก่จะใช้ปากจิก ปีกกระพือตีกันแล้ว ยังมีการกระพือปีกยกตัวแล้วเอาหน้าแข้งตี อาวุธที่สำคัญคือ เดือยที่แข้งไก่ ซึ่งจะใช้แทงคู่ต่อสู้จนบาดเจ็บ ถ้าแทงถูกตาโดยตรงตาจะแตก ไก่ตัวที่ตาแตกมักยืนงง อาจจะเป็นเพราะมองไม่เห็น หรือเจ็บปวดบาดแผลที่ตาก็ตามแต่ จึงเกิดเป็นสำนวนว่า "งงเป็นไก่ตาแตก" เปรียบเทียบกับอาการของคนที่ทำอะไรไม่ถูกเมื่อตกอยู่ในสถาณการณ์ใดสถาณการณ์หนึ่ง เมื่อไก่ตาแตกบางครั้งก็จะมีการเย็บเปลือกตาให้บาดแผลปิด ไม่ให้ร่องแร่งเหวอะหวะ "การสู้เย็บตา" จึงเป็นสำนวน หมายถึง สู้จนถึงที่สุด ไม่ถอย ไม่ย่อท้อ ต่อมาสำนวนนี้ได้แปรมาเป็น "สู้ยิบตา" ในปัจจุบันจะได้ยินสำนวน "สู้ยิบตา" มากกว่า "การสู้เย็บตา" แบบดั้งเดิม สำนวนคาวมเปรียบเทียบกับไก่ยังมีที่น่าสนใจอีกหลายสำนวน อย่าง "ไก่อ่อน" หมายถึงผู้อ่อนหัดยังไม่ชำนาญ ยังสู้เขาไม่ใคร่ได้ เมื่อมีสำนวนเกี่ยวกับ "ไก่อ่อน" แล้ว ก็มีสำนวนเกี่ยวกับไก่แก่ คือ "ไก่แก่แม่ปลาช่อน" ใช้เปรียบกับหญิงมีอายุที่ช่ำชอง มีมารยาเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ นานา สำนวนนี้ กาญจนาคพันธุ์ ได้สันนิษฐานไว้ว่า เดิมน่าจะเป็น "กระต่ายแก่แม่ปลาช่อน" เพราะมีกล่าวอยู่ในวรรณกรรมเก่าๆ หลายเรื่อง เช่น บทพระราชนิพนธ์คาวีในรัชกาลที่สองกล่าวไว้ว่า "ไม่พอทีตีวัวกระทบคราด สัญชาติกระต่ายแก่แม่ปลาช่อน แสร้งสบิ้งสะบัดตัดรอน จะช่วยสอนให้ดีก็มิเอา" หรือในเรื่องพระอภัยมณีก็กล่าวว่า " กระต่ายแก่แต่ละคนล้วนกลมาก ทั้งฝีปากเปรื่องปราชญ์ฉลาดเฉลียว"
เมื่อสังเกตธรรมชาติของกระต่าย ยามเล็กจะดูร่าเริงน่ารัก แต่พออายุมากเข้าจะดุ เช่นเดียวกับแม่ปลาช่อนตามธรรมชาติไม่ทำอันตรายคน แต่ถ้าเป็นแม่ปลาวางไข่จะดุมากถึงกับกัดคนตาย จึงเปรียบหญิงที่อายุมากและมีเล่ห์เหลี่ยมมากว่า "กระต่ายแก่แม่ปลาช่อน" ต่อมาเพี้ยนจากกระต่ายเป็นไก่ อาจจะเป็นเพราะเสียงคล้ายกัน และคำว่า "ไก่" ออกเสียงสั้นกว่าก็เป็นได้
ไก่เป็นสัตว์ตัวเล็ก จึงเชื่อว่าไก่มีน้ำลายน้อยมาก น้อยเหลือเกิน คนโบราณจึงใช้สำนวนเปรียบว่าเท่า "น้ำลายไก่" แม้น้ำลายไก่จะน้อยมากจนแทบไม่มีใครเห็น แต่ขี้ไก่เป็นสิ่งที่คนเห็นกันทั่วไป เพราะไก่จะคุ้ยเขี่ยหากินตามพื้นดิน ขณะเดียวกันก็ถ่ายของเสียไปเรื่อยๆ ขี้ไก่มีขนาดไม่ใหญ่โต บางครั้งเมื่อคนเดินผ่านอาจไม่ทันสังเกตเห็นจึงเหยียบไปโดยไม่รู้ตัว สำนวน "ไม่ใช่ขี้ไก่" จึงเกิดขึ้นหมายถึงไม่ใช่สิ่งที่เหยียบย่ำได้ง่ายๆ เหมือนขี้ไก่ ไม่ใช่สิ่งเลวทรามต่ำช้า ไม่ใช่สิ่งที่เลว จะถูกดูหมิ่นไม่ได้ง่ายๆ
นานาสัตว์ในสำนวนไทย งูเงี้ยวเขี้ยวขอ
สำนวนไทยที่พูดถึงงูนั้นไม่ได้แยกไว้ว่าสำนวนไหนเป็นงูใหญ่หรืองูเล็ก จึงขอพูดถึงสำนวนที่เกี่ยวกับงูอย่างรวม ๆ กันไป สำนวนที่กล่าวถึงมะโรงมะเส็งโดยตรงคือ สำนวน “โกงมะโรงมะเส็ง” หรือ “ขี้โกงมะโรงมะเส็ง” กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาได้สันนิษฐานไว้ว่า สำนวนนี้ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้งกับปีมะโรงและปีมะเส็ง แต่น่าจะมาจากคำโบราณว่า “เกเรเร็งเส็ง” คำว่า “เร็ง” (ร-เรือสระเอะ-ง –งู) แปลว่าเร็วหรือถี่ คำว่า “เส็ง” แปลว่าพาลเกเรแกะกะ มีอีกคำหนึ่งที่คล้ายกันคือคำ “เส็งเคร็ง” แปลว่าเลว ไม่ดี คำว่า “เร็งเส็ง” อาจจะเป็นคำที่พูดกันมาแต่โบราณ หมายถึง เลว เมื่อนำมารวมกับคำ “เกเร” ก็เป็นคำว่า “เกเรเร็งเส็ง” หมายความว่า ประพฤติเกเร เลวมาก ต่อมาคำว่า “เร็งเส็ง” คงนำมาใช้ในความหมายว่า “โกง” ซึ่งมีเสียงคล้องจองกับคำว่า “โรง” ในคำว่า “ปีมะโรง” จึงกลายเป็นสำนวน “โกงมะโรงมะเส็ง” หมายถึงคดโกงกลับกลอกที่สุด
แม้งูบางชนิดจะไม่มีพิษ แต่ขึ้นชื่อว่างูแล้ว เรามักจัดมันอยู่ในพวกสัตว์อันตรายคนไทยชอบพูดซ้ำคำ บางครั้งซ้ำรูปคำ บางครั้งซ้ำความหมาย “เงี้ยว” หมายถึงงู เมื่อพูดถึงงูบางครั้งจึงพูดว่า “งูเงี้ยว” นอกจากนั้นเรายังพูดต่อด้วยถ้อยคำคล้องจองเป็นสำนวนว่า “งูเงี้ยวเขี้ยวขอ” หมายถึงสัตว์มีพิษเช่น งู เป็นต้น
การเล่นคำเล่นจังหวะและเล่นเสียงสัมผัส ยังมีปรากฎอีกสำนวนว่า “งูพิษมิตรคด” มิตร หมายถึงเพื่อน แต่บางครั้งเพื่อนก็คิดคดทรยศต่อเพื่อนได้ เพื่อนที่คิดคด จึงเปรียบเสมือนงูพิษ สำนวนว่างูพิษมิตรคดจึงหมายถึงคนชั่วไม่ควรไว้วางใจ นอกจากนั้น ยังมีสำนวนที่กล่าวเป็นการเตือนใจไว้ว่า “อย่าลากงูตามหลัง” หมายถึงอย่าคบคนชั่วเป็นเพื่อนนั่นเอง
งูเป็นสัตว์ร้าย เมื่อพบงูเราจึงหาทางกำจัด วิธีการกำจัดงูที่มักทำกันทั่วไป คือ การตี คนโบราณสอนไว้ว่า “อย่าตีงูข้างหาง” หรือ “อย่าจับงูข้างหาง” เพราะงูอาจหันมาฉกกัดเอาได้ สำนวนว่าตีงูข้างหาง จึงหมายถึง ทำอะไรไม่เหมาะไม่ควรจะเกิดอันตรายได้ นอกจากนั้นคนโบราณท่านยังสอนไว้อีกว่า ตีงูต้องตีให้ตาย เพราะเชื่อกันว่า งูเป็นสัตว์ที่มีความอาฆาตพยาบาทรุนแรง ถ้าทำให้บาดเจ็บแต่ไม่ถึงตาย มันจะกลับมาแก้แค้นภายหลัง ดังสำนวนว่า “ตีงูให้หลังหัก” หมายถึงการทำสิ่งใดแก่ศัตรูโดยไม่เด็ดขาด จริงจัง ย่อมจะได้รับผลร้ายภายหลัง
นอกจากนั้นยังมีสำนวนเกี่ยวกับการตีงูอีกสำนวนหนึ่ง คือ การตีงูจนตายแต่เป็น “ตีงูให้กากิน” ขยายความได้ว่า เมื่อเราตีงู งูอาจจะกัดผู้ตี การตีงูให้ตายเป็นการทำบาป ซากงูก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ต้องตกเป็นอาหารของแร้งกา สำนวนนี้จึงหมายถึง การลงแรงทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ตนซ้ำบางครั้งอาจเกิดโทษด้วย แต่ประโยชน์ที่ได้จากการกระทำนั้นกลับไปตกแก่ผู้อื่น การขว้างสิ่งต่าง ๆ เป็นการปาสิ่งนั้นออกไปให้พ้นตัว แต่การขว้างสิ่งของที่มีความยาว เช่น เชือกให้ออกไปไกลตัวจะทำให้ลำบาก เพราะปลายเชือกอาจตวัดมาโดนตัวได้ ยิ่งเป็นการขว้างสิ่งมีชีวิต เช่น งูด้วยแล้ว ยากที่จะขว้างให้พ้นไปได้ง่าย ๆ ปกติเมื่อนึกถึงงู เรามักจะนึกถึงความดุร้าย ความชั่วร้าย ความไม่ดี ดังนั้นสำนวนว่า “ขว้างงูไม่พ้นคอ” จึงหมายถึงปัดเรื่องร้ายออกไปไม่พ้นตัว หรืออาจหมายถึง ทำอะไรแล้วผลร้ายย้อนกลับมาสู่ตนเองได้
งูเป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาว ปกติหัวงูกับหางงูจะอยู่กันคนละทาง แต่เมื่อหัวงูหันมาทางหางภาพที่เห็นคือเส้นของลำตัวงูที่มาต่อกันเป็นวง เกิดเป็นสำนวนว่า “งูกินหาง” ซึ่งหมายถึงวนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น บางครั้งอาจหมายถึง พัวพันกันยุ่งเหยิง หรือเกี่ยวโยงกันไปเป็นทอด ๆ
บางคนเชื่อว่าตาของงูมีอำนาจ เมื่องูมองเหยื่อ เช่น กบ เขียด จะเหมือนมีพลังสะกดสัตว์เหล่านั้นให้อยู่กับที่ หรืออาจเป็นเพราะสัตว์เหล่านั้น ตกใจ ตกตะลึง ไม่แน่ใจว่างูที่กำลังจ้องเป๋งมาที่ตนเองนั้นจะมาไม้ไหน งูก็ใช้โอกาสนั้นฉกกัดเหยื่อได้โดยง่าย บางคนจึงเปรียบงูกับการมีเล่ห์เหลี่ยม พลิกแพลง เจ้าเล่ห์เพทุบาย ความหมายในแง่นี้ปรากฏอยู่ในสำนวน “เฒ่าหัวงู” ซึ่งใช้ในความหมาย คนแก่เจ้าเล่ห์ หรือคนอายุมากที่มีเล่ห์กลมีอุบายในการหลอกเด็กสาว ๆ ส่วนมากสำนวนเฒ่าหัวงูใช้ในเชิงชู้สาว เมื่อพูดถึงงูงู ทำให้นึกถึงสำนวนไทยอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งเราไม่ค่อยนำมาใช้บ่อยนัก คือ “งูเห่านอนซ่อนเศียร” เป็นการเปรียบงูกับคนชั่ว ซ่อนเศียร คือ ซ่อนพิษร้าย ซ่อนความชั่วร้ายเอาไว้ สำนวนนี้จึงหมายถึงคนชั่วซ่อนความร้ายกาจเอาไว้
มีคำเกี่ยวกับงูที่คนไม่ค่อยรู้จักกันอยู่คำหนึ่งคือ “เฆาะงอกับงู” เฆาะ (ฆ ระฆังสระเอาะ) เป็นลายสักโบราณมีตัวอักษร ฆ ระฆัง และง งู มีลายอุณาโลม ๙ (คล้ายเลขเก้าไทย) อยู่ข้างบนลักษณะของรูปอุณาโลมเป็นลายขดคล้ายงู การสักตัวอักษร ฆง (ฆ ระฆัง ง งู มีลายอุณาโลมอยู่ข้างบน)นี้ จึงเรียกกันทั่วไปว่า เฆาะงอกันงูเชื่อกันว่าเป็นการสักเพื่อให้อยู่ยงคงกระพัน
เมื่ออยู่ยงคงกระพันแล้วจะกลัวอะไร บางคนอาจไม่กลัวตายกล้าไปล้วงคองูเห่า สำนวนว่า “ล้วงคองูเห่า” หมายถึง อุกอาจ ล่วงล้ำ กล้าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเอาสิ่งของต่าง ๆ ของผู้มีอำนาจโดยไมเกรงกลัว พูดง่าย ๆ ก็คือ การกระทำการล่วงอำนาจของผู้ที่เหนือกว่าได้
เมื่อเห็นของที่มีลักษณะหลายแบบหลายอย่างปนกันอยู่ดูไม่เข้ากัน เป็นคนละพวกกัน เรามักจะเรียกว่า “หัวมังกุฏท้ายมังกร” แต่สำสวนนี้เป็นสำนวนที่ใช้กันผิดเพี้ยนจนเป็นความเคยชินและคิดว่าถูกต้อง อันที่จริงควรใช้ว่า “หัวมังกุท้ายมังกร” เพราะมังกุเป็นสัตว์ในนิยาย แต่จะมีรูปร่างอย่างไรไม่มีหลักฐานบ่งบอกไว้ ทราบกันแต่เพียงว่าสมัยโบราณมีเรือมังกุ ซึ่งกาญจนาคพันธุ์นักปราชญ์ทางภาษาสันนิษฐานว่า คงเป็นเรือที่มีการทำหัวเรือเป็นมังกุซึ่งเป็นสัตว์ในนิยายส่วนท้ายเรือทำเป็นรูปมังกร เรียกเรือลักษณะแบบนี้ว่า เรือหัวมังกุท้ายมังกร ต่อมาสำนวนนี้จีงหมายถึง สิ่งที่มีลักษณะผสมของแบบที่แตกต่างกันไม่เข้ากัน ไม่กลมกลืนกัน อักษราก็เลยขอนำสำนวนนี้มาอยู่ในกลุ่มของสำนวนที่เกี่ยวกับงูไปด้วยเลย
ชึ้นชื่อว่างู ไม่ว่าจะเป็นงูตัวเล็กหรืองูตัวใหญ่ ก็ล้วนแต่เป็นอันตราย ต้องระมัดระวัง ต้องบอกว่า ขออย่าได้พบพานงูเงี้ยวเขี้ยวขอเห็นจะดีที่สุด
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ม.ม้าคึกคัก
ม้าควบกั๊บกั๊บเดี๋ยวเดียวลับพาเราไป ม้าวิ่งเร็วไวเร็วทันใจ ควบกั๊บกั๊บกั๊บเพลงร้องเล่นสั้น ๆ ที่ชาวกปส. หลายคนยังคงจำได้ร้องได้ ม้า สัตว์สัญลักษณ์ปีมะเมียมาแล้ว มาพร้อมกับความคึกคัก พูดไทยเขียนไทยฉบับนี้ อักษรานำสำนวนไทยที่เกี่ยวกับม้า มาเขียนให้ชาวกปส ได้นึกถึงกัน
ม้าเป็นสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะมาแต่โบราณ การขี่ม้าไม่ใช่ของง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้ ม้าบางตัวไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่คุ้นเคยขี่ได้ตามสบาย ยิ่งถ้าเป็นม้าพยศด้วยแล้ว ผู้ที่ไม่สามารถ ปราบให้มันละพยศได้ ก็อย่าหวังว่าจะขึ้นขี่มันได้โดยสะดวก วัวก็เช่นกัน แม้จะไม่พยศเหมือนม้า แต่ถ้าไม่รู้หลักไม่คุ้นเคยก็ไม่สามารถขี่ได้โดยง่าย แต่ถ้าคุ้นเคยรู้อัธยาศัยกันดี จะขี่จะบังคับให้ทำเช่นใดก็ได้ ดังนั้นสำนวนว่า “วัวเคยขา ม้าเคยขี่” จึงหมายความว่า คุ้นเคยกันอย่างดีรู้ท่าที เข้าใจท่วงทำนอง ของกันและกัน ส่วนมากใช้ในความหมาย ของคนที่เคยเป็นสามีภรรยากัน
ในปัจจุบันถ้าจะว่าไปแล้ว วัวกับม้าเป็นสัตว์ที่มีค่ากับเจ้าของไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะวัวที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ดี ๆ ซื้อชายกันในราคาเป็นแสนเป็นล้าน เช่นเดียวกับม้าแข่งพันธุ์ดีๆ ซื้อขายกันในราคาเป็นแสนเป็นล้าน เช่นเดียวกับม้าแข่งพันธุ์ดีฝีเท้าดี เจ้าของคอกก็รักและหวงแหน ซื้อขายในราคาแพงเช่นกัน แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดา ม้าจะมีค่าน้อยกว่าวัว เพราะวัวควายเป็นสัตว์ที่เป็นแรงงาน หลักในการทำมาหากินของชาวบ้าน ดังนั้นสำนวนว่า “ขายวัวไป ซื้อม้า” จึงใช้กันในความหมายว่าเสียของที่มีค่ามากไป ทำของที่มีค่าน้อย
เรามักพูดกันติดปากว่าควรหลีกเลี่ยง “สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร” แม้การแข่งม้าจะเป็นกีฬาอย่างหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันการแข่งม้าก็เป็นการพนันที่ได้เสียกันทีละมาก ๆ หากติดเข้าก็จะวิบัติล่มจมได้เช่นเดียวกับการเล่นการพนันชนิดอื่น ๆ เช่น การเล่นไพ่ที่เรียกกันว่ากีฬาบัตร ส่วนสุราหรือเหล้า เป็นสิ่งเสพติดซึ่งนอกจากจะให้โทษต่อตนเองคือเสียเงินเสียทองทรัพย์สินแล้ว ยังทำให้เสียสุขภาพ ขาดสติ ก่อให้เกิดอุบัติเป็นอันตรายต่อผุ้อื่นอีกด้วย นอกจากนั้นผู้ชายที่เสเพลคบหาผู้หญิงไม่ดีก็มีแต่ทางเสีย ดังนั้นการเล่นพนันม้าแข่ง การเล่นไพ่ การดื่มสุรา และการเที่ยวผู้หญิง ทั้ง 4 อย่างนี้ แม้จะทำให้ได้รับความสนุกสนานหรือมีความสุขแต่ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ผลสุดท้าย ที่ติดสิ่งเหล่านี้จนถอนตัวไม่ขึ้นต่างก็พบกับความหายนะทั้งสิ้นสำนวน “สุรา พาชี นารี กีฬาบัตร” จึงหมายถึง อบายมุขเป็นสิ่งที่ให้โทษควรหลีกเลี่ยงให้ไกล
ในการแข่งม้าเพื่อพนันขันต่อ ผู้เล่นมักคาดว่าม้าตัวใด จะเข้าเส้นชัยก่อน การคาดคะเนก็ดูจากประวัติของม้าว่า ม้าตัวใดมีฝีเท้าดีเคยแข่งชนะมาแล้ว ส่วนใหญ่ผู้เล่นจะแทงม้าตัวที่คาดคะเนว่าจะชนะ แต่บางครั้งม้าตัวที่ไม่มีใครคาดคะเนว่าจะชนะ แต่บางครั้งม้าตัวที่ไม่มีใครคาดหมายว่าจะชนะ กลับวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นตัวแรก เรียกว่าม้ามืด สำนวนว่า “ม้ามืด” มักใช้ในการแข่งขันหรือการประกวดประชันและหมายถึงผู้ที่ชนะโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน หรืออาจหมายถึง สิ่งที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นอย่างไม่ได้คาดหมายหรือนึกฝันมาก่อน
ผู้หญิงสมัยก่อนจะได้รับการอบรมให้มีกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย ผู้ที่มีกิริยาท่าทางไม่เรียบร้อย มักถูกตำหนิติเตียน และถูกเปรียบเทียบเป็นสำนวนว่า “ม้าดีดกะโหลก” ซึ่งหมายถึง มีกิริยาท่าทางกระโดกกระเดก ผลุบผลับลุกลี้ลุกลน ไม่เรียบร้อย สำนวนม้าดีดกะโหลกนี้มักใช้ในการตำหนิผู้หญิง
มีการนำกิริยาที่ไม่น่าดูมาเทียบกับม้าอีกอย่างหนึ่ง คือ หน้าเป็นม้าหมากรุก เป็นการนำเอาตัวหมากที่ใช้ในการเล่นหมากรุก ซึ่งแกะเป็นรูปส่วนหัวของม้าขดงอให้อยู่ในท่าเหมาะที่จะเป็นตัวหมาก ดูลักษณะเป็นม้าหน้างอจึงเปรียบคนที่โกรธและทำอาการหน้างอว่า “หน้าเป็นม้าหมากรุก” ใช้ได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง สำนวนเกี่ยวกับม้าที่มาจากการเล่นหมากรุกอีกสำนวนหนึ่งคือ “ไม่ดูตาม้าตาเรือ” การเล่นหมากรุกคล้ายการจำลองการสู้รบมาแข่งขันกันบนกระดานที่ตีเป็นตารางใช้ตัวหมากที่จำลองมาจากสิ่งหลักๆ ที่เป็นส่วนสำคัญของการต่อสู้ เช่น ตัวขุน ตัวม้า ตัวเรือ เป็นต้น หมากแต่ละตัวมีวิธีการเดินที่แตกต่างกัน เช่น ตัวม้าเดินทะแยง ส่วนเรือเดินตายาวไปได้จนสุดกระดาน ในขณะเล่นหมากรุกถ้าไม่สังเกตตาซึ่งตัวม้าหรือตัวเรือที่อีกฝ่ายหนึ่งเดินให้ดีเสียก่อน เดินหมากของตนในถูกตาที่ตัวม้าหรือตัวเรือของฝ่ายตรงข้ามสกัดอยู่ ก็ต้องเสียตัวหมากของตนไป การเล่นหมากรุกจึงต้องดูตาม้าตาเรือของกันและกันให้ดี จึงเกิดเป็นสำนวน “ดูตาม้าตาเรือ” หมายถึง ต้องสังเกตระมัดระวังพินิจพิเคราะห์ให้ดีก่อนที่จะทำสิ่งใด และขยายความไปถึงการพูดด้วย หากไม่ระมัดระวังคำพูดอาจพลาดพลั้งได้สำนวนนี้ใช้ได้ทั้งกรณีเตือนให้ดูตาม้าตาเรือและในกรณีของการกล่าวว่า “ไม่ดูตาม้าตาเรือ” ก็ได้
ม้าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในสนามรบ สนามแข่งขัน ผู้อยู่บนหลังม้าจะใช้อาวุธ เช่น ดาบ ทวน ต่อสู้กันเป็นเพลงในพจนานุกรมให้ความหมายของเพลงไว้อย่างหนึ่งว่ากระบวนวิธีระดาบรำทวน กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาไทยได้ขยายความเรื่องนี้ไว้ว่าเรื่องกระบวนรบที่นับเป็นเพลงหนึ่งเพลงนั้นกำหนดได้หลายแบบ เช่น อาจเป็นการที่ฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธตีแทงหรือฟันลงไปทีหนึ่งและอีกผ่ายรับถือเป็นเพลงหนึ่งเพลง หรืออาจมีการกดอาวุธผลัดกันพลิกไปมาแล้วแต่ใครจะมีกำลังข้อดีกว่ากัน ในขณะรบใครตี ฟัน แทง ได้ครั้งหนึ่งก็นับเป็นเพลงหนึ่ง คู่ต่อสู้ที่มีฝีมืออาจรบกันเป็นร้อยเพลง แต่ผู้ไร้ฝีมือจะสู้กันเพียงสองสามเพลงก็ถูกฟันถูกแทงตกจากหลังม้า จึงเกิดสำนวนว่า “สองเพลงตกม้าตาย” หรือ “สามเพลงตกม้าตาย” หมายความว่า แพ้งาย สู้กัน ประเดี๋ยวประด๋าวก็แพ้เสียแล้ว เป็นการต่อสู้ที่แพ้เร็วยุติเร็วไม่ยืดเยื้อ
ยังมีสำนวนสั้น ๆ เกี่ยวกับม้าอยู่อีกสองสามสำนวนคือ “หน้าม้า” ซึ่งเป็นคนละสำนวนกับ “หน้าเป็นม้าหมากรุก” หน้าม้า หมายถึง ผู้แสร้งแสดงอาการชื่นชอบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อทำให้ผู้อื่นมีความรู้สึกคล้อยตาม ทำหน้าที่คล้ายนายหน้าในธุรกิจต่าง ๆ ใช้ในความหมายไม่ค่อยดีนัก อีกสำนวนหนึ่งคือ “ม้าอารี” หมายถึง ผุ้ที่ใจดีช่วยเหลือผู้อื่นจนตนเองได้รับความเดือดร้อน ส่วนสำนวน “ม้าเร็ว “ หมายถึง คนส่งข่าว ในสมัยโบราณมักใช้ม้าเร็วในการส่งข่าวเกี่ยวกับการศึก และอีกสำนวนหนึ่งคือ “ม้าใช้” หมายถึง คนรับใช้ มักใช้ในความหมายไม่ดีนัก
สำนวนว่า “ปล่อยม้าอุปการ” ที่มีมาวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ภาคปลาย เมื่อพระมงกุฎโอรสของพระรามกับนางสีดา และพระลบกุมารที่ฤาษีชุบขึ้นมา ทั้งสองพากันไปลองยิงศร โดยยิงต้นรังใหญ่ล้มลงเกิดเสียงดังสนั่น พระรามได้ยินก็เข้าใจว่าจะมีผู้มาแข่งฤทธิ์ด้วยโหรแนะนำให้พระรามปล่อยม้าอุปการ โดยแขวนกล่องพระราชสารไว้ที่คอม้าปล่อยม้าให้วิ่งไปและให้หนุมานซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาอนุชิตพร้อมทั้งพระพรตและพระสัตรุดสะกดรอยตามไป ข้อความในพระราชสารเขียนไว้ว่า นี้เป็นของพระรามหากใครพบและจงรักภักดีต่อพระราม ก็ให้นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาแต่ถ้าใครบังอาจขึ้นข้าก็ให้สะกดรอยตามจับมาประหารเสีย สำนวนปล่อยม้าอุปการ จึงหมายถึง ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ใช้คนออกเที่ยวพาลหาเรื่องหรือก่อให้เกิดเรื่องเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของตน
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ควั่นเชือกวัวควายสายไปจนถึงเกวียน
วัว...สัตว์สัญลักษณ์ของปีฉลูยังเป็นพระเอกต่อจากฉบับที่แล้ว พระเอกรอเข้าฉากพร้อมแล้ว แอคชั่น...เริ่มเรื่องเลยดีกว่า หลายคนอาจชินกับคำว่า “ควั่น” เชือก มากกว่า ”ฟั่น” เชือกในความหมายที่ถูกต้อง “ควั่น” เป็นคำกริยา หมายถึง การทำให้เป็นรอยด้วยคมมีดโดยรอบ เช่น ควั่นอ้อย เป็นการใช้มีดทำให้ลำต้นอ้อยเป็นรอยโดยรอบและเมื่ออ้อยขาดหลุดออกมาเป็นข้อๆ ก็เรียกว่าอ้อยควั่น เราจึงไม่ใช้ ”ควั่นเชือก” แต่ใช้ ”ฟั่นเชือก” เพราะการฟั่นเป็นการทำสิ่งที่เป็นเส้นให้เข้าเกลียวกันเป็นเชือก
เชือกเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการเลี้ยงวัว เพราะใช้ในการสนตะพายและผูกวัวไว้กับหลัก สำนวนที่ว่า “ไม่พบวัวอย่าฟั่นเชือก” จึงเป็นการเตือนสติว่าม่ให้หวังแต่จะได้เอาข้างหน้า เหมือนยังไม่ทันพบวัวก็ฟั่นเชืกเตรียมจะผูกวัวเสียแล้ว อาจจะไม่พบวัวและเตรียมไว้เก้อก็ได้
บางครั้งก็มีการกล่าวเป็นสำนวนคล้องจองกันว่า ”ไม่พบวัวอย่าฟั่นเชือก ไม่พบเรือกอย่าตั้งร้าน” เรือก คือ ไม้ไผ่ที่ผ่าอกกเป็นซีกๆ แล้วถักด้วยหวายสำหรับฟั่นหรือทำเป็นรั้วเมื่อยังไม่มีเรือกก็ใช้เป็นที่นั่งที่นอนไม่ได้ สำนวนนี้จึงใช้ในความหมายเช่นเดียวกันว่า ทำอะไรต้องมีเหตูผลหรือสมควรจะทำไม่หวังแต่จะได้ข้างหน้าอย่างเดียว
เวลาชาวบ้านผูกวัวไว้กับหลัก มักใช้เชือกที่มีความยาวพอสมควร เพื่อให้วัวสามารถเดินกินหญ้ารอบๆ หลักได้เป็นบริเวณกว้างพอสมควร แต่วัวบางตัวก็เดินวนรอบหลัก พอวนหลายๆ รอบเชือกก็จะสั้นเข้าทุกทีๆ ในที่สุดลำตัวของวัวก็จะเข้าไปติดกับหลักจึงเกิดสำนวน”วัวพันหลัก” หมายถึง อาการที่วกกลับไปหาจุดเริ่มต้น ใช้กับคำพูดหรือการกระทำที่ย้อนกลับไปตกอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เริ่มเรื่องหรือต้นตอของเรื่อง
อีกสำนวนหนึ่งมักใช้ในการชักนำหญิงชายให้ได้รู้จักกันว่า ”แม่สื่อแม่ชักไม่ได้เจ้าตัวเอาวัวพันหลัก” หมายถึง ชายที่ใช้แม่สื่อไปติดต่อหญิงที่ตนชอบ ครั้นไม่ได้ตัวหญิงนั้น ก็เลยได้แม่สื่อเป็นภรรยาเสียเอง คนโบราณจึงมักเตือนว่า “อย่าริเป็นแม่สื่อแม่ชัก” เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมในที่สุดก็ลงเอยที่ตัวแม่สื่อเอง คือกลับไปได้กับคนที่ตัวเป็นสื่อให้เสียเอง ชาวกรมประชาสัมพันธ์คงเคยได้ยินสำนวนว่า “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” เพราะช้างที่มีขนปลายหางเป็นสีขาวหรือช้างเผือกเป็นช้างที่มีลักษณะดี เช่นเดียวกับผู้หญิงที่มีแม่เป็นกุลสตรี กิริยามารยาทเรียบร้อย ก็มักได้รับการอบรมให้มีคุณลักษณะเดียวกัน
การเปรียบเช่นนี้มิได้มีการเปรียบกับช้างอย่างเดียวแต่มีสำนวนทำนองนี้ที่เกี่ยวกับวัวเช่นกัน คือ “ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” เพราะเชื่อกันว่าวัวที่มีลักษณะดีจะมีขนปลายหางเป็นพู่เหมือนใบโพ เมื่อทราบวิธีการดูแล้วก็จะสามารถเลือก “ช้าง” เลือก “นาง” และเลือก “วัว” ซึ่งมีลักษณะดีได้ถูกต้อง สำนวนทั้งสองสำนวนนี้จึงเป็นนความเปรียบให้รู้จักพิจารณาลักษณะของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ผู้ชายเลือกมาเป็น”คู่ครอง”
นอกจากหางวัวแล้ว ยังมีสำนวนที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนต่างๆ ของวัวอีก ได้แก่ “วัวเขาเกก” “วัวลืมตีน” และ “วัวสันหลังหวะ” “เกก” หมายถึง เก ใช้รียกเขาวัวควายที่ปลายเฉออกไม่เข้ารูปกันว่า “เขาเกก” สำนวน “วัวเขาเกก” จึงหมายถึง คนพาลเกเร
สำนวนว่า “วัวลืมตีน” ใช้ในความหมาย ๒ อย่าง อย่างแรกไม่ค่อยมีใครใช้กันบ่อยนัก หมายถึง ใจลอย หลงๆ ลืมๆ เผอเรอ คนส่วนมากจะใช้ในความหมายที่สอง คือ เหลิง เหิม ไม่เจียมตัว มักหมายถึงคนที่ได้ดีแล้วลืมฐานะเดิมของตน บางครั้งใช้เป็นสำนวนคล้องจองว่า “ข้าลืมตัว วัวลืมตีน”
ส่วนสำนวน “วัวสันหลังหวะ” มาจากวัวที่มีบาดแผลที่หลัง เมื่ออีกาบินผ่านก็ระแวงว่าอีกาจะมาจิกกินตรงแผล บางทีพูดคล้องจองว่า “วัวสันหลังขาด เห็นกาบินผาดก็ตกใจ” หมายถึง คนที่มีความผิดติดตัวมักมีอาการหวาดระแวง เกรงคนอื่นจับพิรุธได้
“คราด” เป็นเครื่องมือทำไร่ทำนา ทำเป็นซี่ๆ มีคันยาวให้วัวหรือควายลาก ใช้สำหรับกวาดลาดขี้หญ้าและทำให้ดินที่ไถแล้วร่วนซุย เมื่อตีวัววัวคงเจ็บและออกเดิน คราดก็จะถูกลากไปด้วย สำนวน “ตีวัวกระทบคราด” จึงหมายถึง ต้องการทำอะไรกับสิ่งหนึ่งแต่ทำไม่ได้ก็หันไปทำกับสิ่งอื่นให้มีผลกระเทือนถึงสิ่งที่ต้องการจะทำ เช่น โกรธคนคนหนึ่งแต่ทำอะไรเขาไม่ได้ก็ไปรังควานอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องและเราสามารถทำได้เพื่อให้กระทบถึงคนที่เราโกรธ
นอกจากคราดแล้ว ช้าวบ้านยังใช้วัวลากเกวียนอีด้วย เมื่อวัวเดินไปทางใด ล้อเกวียนจะหมุนตามไปทางเดียวกัน จึงเกิดสำนวน “รอยโครอยเกวียน” หมายถึง สิ่งที่หมุนเวียนตามกัน คล้ายกับสำนวน “กงเกวียนกำเกวียน” ย่อมเวียนตามกัน ใช้ฝากแง่คิดสอนใจว่า ใครทำสิ่งใดไว้ผลที่ตามมาก็จะเป็นไปตามเหตูที่ได้กระทำไว้นั่นเอง
วัวกับควายเป็นสัตว์ที่คนไทยชอบพูดควบคู่กันไปคนมักมองวัวควายเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้สำหรับใช้แรงงาน เป็นสัตว์ที่ไม่ค่อยฉลาดนัก จึงเกิดสำนวนว่า “โตเป็นวัวเป็นควาย” หมายถึง โตแต่ตัวแต่ไม่มีความคิด อักษราว่าสำนวนนี้ดูจะไม่เป็นธรรมกับวัวและควายนัก เพราะถ้าได้เลี้ยงและอยู่ใกล้ชิดแล้วจะพบว่า วัวควายบางตัวก็มีความฉลาดแสนรู้ไม่น้อยเหมือนกัน
สำนวนที่เกี่ยวกับวัวและควายอีกสำนวนหนึ่งคือ “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” หมายความว่า มีเรื่องยุ่งยากเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น และยังไม่ทันเสร็จเรื่องก็มีเรื่องยุ่งยากอีกเรื่องหนึ่งเกิดซ้อนขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังแก้ปัญหาเดิมเรื่องเดิมไม่สำเร็จ
เด็กสมัยก่อนไม่มีของเล่นหลายชนิดเหมือนเดี๋ยวนี้เพียงผู้ใหญ่นำดินเหนียวมาปั้นเป็นวัวควายหรือสิ่งต่างๆ ให้ก็ถือเป็นของเล่นทีใช้เล่นกันสนุกได้แล้ว เมื่อเด็กยังไม่มีฝีมือในการปั่น มักจะรบเร้าคนในบ้านให้ปั่นให้ ดังนั้น ถ้าเราไปอาศัยอยู่บ้านใครก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระเจ้าของบ้าน ถ้าช่วยงานอย่างอื่นไม่ได้ก็ช่วยทำของเล่นให้ลูกหลานในบ้านนั้นเล่นก็ยังดี จึงเกิดเป็นสำนวนว่า “อยู่บ้านท่านอย่าดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” หมายความว่า เมื่อไปอาศัยอยู่บ้านใครก็ไม่ควรอยู่เฉยๆ ควรช่วยทำงานหรือทำอะไรต่างๆ เท่าที่จะทำได้เป็นการสอนให้เป็นคนมีน้ำใจ ไม่เกียจคร้าน กตัญญูรู้คุณ และตอบแทนความเอื้ออารีของผู้อี่นเท่าที่จะทำได้
นานาสัตว์ในสำนวนไทย กระต่ายเต้นชมจันทร์
สัตว์ดุร้ายอย่างเสือเยื้องย่างผ่านไปแล้ว สัตว์น่ารักอย่างกระต่ายก็กระโดดหยองแหยงเยี่ยมหน้าเข้ามา ปีขาลเคลื่อนผ่านไป ปีกระต่ายก็คืบคลานเข้ามา ถ้าเสือเจอกับกระต่ายก็คงจับกระต่าบกินอย่างแน่นอน หูยาวๆ ตัวขาวๆ ขนฟูๆ เป็นความน่ารักของกระต่าย สัตว็สัยลักษณ์ประจำปีเถาะ อักษราขอนำสำนวนไทยที่เกี่ยวกับกระต่ายมาเขียนให้ชาวกรมประชาสัมพันธ์ได้อ่านกันในฉบับนี้
อย่างที่บอกไปแล้วว่าเสือเป็นสัตว์ดุร้าย กินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร กระต่ายก็อยู่ในข่ายอาหารของเสือด้วย สำนวนว่า "กระต่ายแหย่เสือ" จึงหมายถึงการล้อเล่นกับอันตราย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้วกระต่ายเป็นสัตว์ขี้ขลาดขี้ตกใจ ตามนิทานที่เล่ากันถึงกระต่ายซึ่งอยู่ใต้ต้นมะพร้าว เพียงลูกมพร้าวหล่นกระต่ายก็ตื่นตระหนกตกใจ ไม่ทันดูให้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เที่ยววิ่งไปบอกใครว่าฟ้าถล่ม สำนวนว่า "กระต่ายตื่นตูม" จึงหมายถึง การตื่นเต้นในเรื่องไร้เหตุผล ใช้เปรียบเทียบกับคนที่แสดงอาการตื่นตกใจง่าย ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันสำรวจหรือพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อน เป็นการกระทำที่ขาดสติ ไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด
กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดไม่โตมากนัก หูยาว ขนปุย มี ๔ ขา มีนิทานที่เล่าถึงศิษย์วัดที่ขโมยกินขากระต่ายไป ๓ ขา พอถูกสอบสวนก็ยืนยันว่ากระต่ายมีขาเดียว แต่บางครั้งก็เล่ากันว่าขโมยไปเพียง ๑ ขา จึงยืนยันว่ากระต่ายมี ๓ ขา ไม่มีหลักฐานยืนยันว่านิทานดังกล่าวทำให้เกิดสำนวน หรือเป็นนิทานที่คิดขึ้นมาเพื่ออธิบายที่มาของสำนวนดังกล่าว หรือนิทานและสำนวนมาพ้องกันโดยบังเอิญก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้งสำนวนว่า "กระต่ายขาเดียว" และ "กระต่ายสามขา" ล้วนหมายถึงยืนกรานไม่ยอมรับ หรือบางครั้งหมายถึงพูดยืนยันอยู่คำเดียว ยืนยันความคิดเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ความหมายหลังนี้ "กาญจนาคพันธุ์" สันนิษฐานไว้ว่า"กระต่าย" ที่ปรากฎอยู่ในสำนวนน่าจะเป็นจากกระต่ายขูดมะพร้าว ซึ่งมีขาหน้าขาเดียว ยืนทรงตัวอยู่ได้ด้วยขาเดียว คำว่า "ยืน" อาจหมายถึง ยั่งยืน คงที่ บางครั้งจึงใช้เป็นสำนวนว่า "ยืนกระต่ายขาเดียว" หมายความว่า พูดยืนยันอยู่อย่างเดียวไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น
ธรรมชาติของกระต่ายมักอาศัยอยู่ตามชายป่า ชายทุ่ง บางครั้งก็ออกมาหากินเวลากลางคืน เมื่อเดือนหงายเราจะเห็น กระต่ายออกมาวิ่งเล่น คนสมัยก่อนจึงจินตนาการว่า กระต่ายหลงแสงจันทร์ แต่กระต่ายเป็นสัตว์เดินดิน ไม่มีความสามารถที่จะโผบินเข้าไปใกล้ดวงจันทร์ได้แม้แต่น้อย ดวงจันทร์จึงเป็นสิ่งสูงส่ง ที่แม้กระต่ายจะชื่นชอบสักเพียงไดก็ไม่มีโอกาสใกล้ชิด กวีโบราณจึงมักเปรียบดวงจันทร์กับผู้ญิงสูงศักดิ์ และเปรียบกระต่ายกับชายต่ำศักดิ์ สำนวนว่า"กระต่ายหมายจันทร์" จึงหมายถึงชายที่หมายปองหญิงสูงศักดิ์หรือหญิงที่มีฐานะดีกว่า
สำนวนที่จะกล่าวถึงเป็นการส่งท้ายปีเถาะ คือ สำนวน "หนวดเต่าเขากระต่าย" คงไม่มีใครเคยเห็นเต่ามีหนวดและกระต่ายมีเขา สำนวนนี้จึงหมายถึง ของที่ไม่มี ของที่หาไม่ได้ มักใช้ในกรณีที่หมายถึงของดีของวิเศษกว่าของธรรมดา ย่อมหาไม่ได้
นานาสัตว์ในสำนวนไทย อย่าแหย่เสือ
โฮก...โฮก...เสียงร้องของสัตว์สัญลักษณ์ปีขาลดังมาแล้ว เสือน่ะไม่น่าจะใช่พระเอก น่าจะเป็นผู้ร้ายเสียล่ะมากกว่า เห็นได้จากนิทานส่วนใหญ่ที่มักจะแสดงพฤติกรรมความดุร้ายของเสือ คนไทยสังเกตอากัปกิริยาของเสือ และระแวดระวังภัยที่มาจากความดุร้ายของสัตว์สัญลักษณ์ปีขาลตัวนี้ เกิดเป็นสำนวนไทยที่เกี่ยวข้องกับเสือมากมายทีเดียว
วัวกับเสือ แม้จะเป็นปีนักษัตรติดกัน แต่ธรรมชาติของสัตว์ทั้งสองชนิดต่างกันมาก วัวเป็นสัตว์กินหญ้า แต่เสือเป็นสัตว์กินเนื้อ วัวจึงเป็นอาหารของเสือด้วย วัวจึงกลัวเสือ เพียงได้กลิ่นสาบเสือก็ตกใจแล้ว ถ้าเผชิญหน้ากันก็จะยิ่งตื่นตระหนกหนักขึ้นไปอีก สำนวน “เขียนเสือให้วัวกลัว” จึงหมายความว่า ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายเสียขวัญหรือเกรงขาม เป็นการข่มขู่ให้ให้เกิดความเกรงกลัวนั่นเอง และในทำนองเดียวกันคนก็อาจจะขู่เสือให้กลัวได้ ดังสำนวนที่ว่า “ตีป่าให้เสือกลัว” ซึ่งมีความหมายว่าขู่ให้กลัวเช่นเดียวกัน
ป่าเป็นที่อยู่ของเสือ แต่ในขณะเดียวกัน ป่ายังคงสภาพเป็นป่าอยู่ได้เพราะมีเสืออาศัยอยู่ในป่า เพราะหากไม่มีสิ่งที่คนเกรงกลัวอาศัยอยู่ คนก็คงบุกรุกเข้าไปทำลายป่าได้ง่าย และคงทำลายป่าเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แสดงว่าทั้งเสือและป่าต้องพึ่งพาอาศัยกัน เช่นเดียวกับเรือและแม่น้ำลำคลอง การที่เรือต้องพึ่งน้ำเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด แต่น้ำก็ต้องพึ่งเรือเหมือนกัน เพราะถ้าลำคลองใดไม่มีการขุดลอก ต้นไม่ใบหญ้าก็จะขึ้นปกคลุมจนรก เมื่อไม่มีการขุดลอกเพื่อให้เรือแล่นได้สะดวก นานๆ เข้าลำน้ำลำคลองสายนั้นก็อาจตื่นเขินได้ สำนวน “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” จึงมีความหมายว่า สรรพสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน บางครั้งก็มีการพูดต่อสำนวนออกไปอีกว่า “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ข้าพึ่งเจ้าบ่าวพึ่งนาย” หรือ “เสือมีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี” สำนวนที่กล่าวทำนองนี้ยังมีอีกมาก แต่มีความหมายอย่างเดียวกันคือ ล้วนแสดงถึงการพึ่งพาอาศัยกันทั้งสิ้น
นอกจากสำนวน “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” แล้ว สำนวนไทยที่กล่าวถึงเสือยังมีอีกหลายสำนวน อย่างสำนวน “ไล่เสือเข้าป่า” หมายถึงการยุยงส่งเสริมให้ทำสิ่งที่ชอบ แต่ถ้าเป็นสำนวนว่า “ปล่อยเสือเข้าป่า” มักจะใช้ในความหมายว่า ปล่อยสิ่งที่ร้ายกลับไปสู่ถิ่นเดิม ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ สิ่งนั้นอาจจะย้อนกลับมาทำความเดือดร้อนให้ได้ในภายหน้า จะเห็นได้ว่าป่ากับเสือเป็นสิ่งที่มักพูดถึงคู่กัน เพราะป่าเป็นที่อยู่ของเสือ เมื่อเสืออยู่ในป่าเสือก็เป็นเจ้าถิ่น ใครเข้าใกล้ก็อาจถูกทำร้ายได้ จึงมีสำนวนไทยอีกสำนวนหนึ่งว่า “เข้าป่าหาเสือ” หมายถึงหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว เพราะเขาอยู่ในถิ่นของเขาดีๆ ก็เข้าไปหาเขาเอง สำนวนนี้บางครั้งมีการกล่าวเป็นสำนวนคล้องจองกันว่า “เข้าป่าหาเสือ ถ่อเรือหาความ” เป็นการรนหาความเดือดร้อนให้ตัวเองเช่นกัน
เสือเป็นสัตว์ดุร้าย จึงมีสำนวนเตือนสติไว้ว่า “อย่าเอาไม้ไปแหย่เสือ” หมายถึง อย่าอุตริไปสะกิดคนดุร้าย หรือไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจ เพราะอาจเกิดอันตรายได้ เช่นเดียวกับสำนวนเชิงเตือนที่ว่า “อย่าขี่เสือเล่น” ซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกันคือ อย่าล้อเล่นกับสิ่งที่เป็นอันตราย สำนวนที่มีความหมายคล้ายคลึงกันอีกสำนวนหนึ่งคือ “ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอดเอาเรือเข้ามาขวาง” หากพิจารณาตามตัวอักษรก็คือ เมื่อพายเรือไปและแวะจอดบริเวณที่เป็นป่าโดยไม่รู้ว่าบริเวณนี่นมีเสืออาศัยอยู่อาจโดนเสือกัดได้ เช่นเดียวกับตัวมอดซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กชอบเกาะและกัดกินวัสดุต่างๆ โดยเฉพาะไม่จนเป็นรูพรุนไปหมด ถ้าเอาไม้ไปวางบริเวณที่มอดอาศัยอยู่ ไม้ก็เป็นอาหารอันโอชะของมอดเช่นกัน สำนวนนี้บางทีก็ใช้ว่า “ไม่รู้จักเสือเอาเรือเข้ามาจอด ไม่รู้จักมอกเอาไม้มาแหย่” ซึ่งทั้งสองสำนวนหมายถึงทำสิ่งที่ไม่รู้ จะมีภัยเกิดขึ้นแก่ตนเอง เมื่อสัตว์ที่ดุร้ายเช่นเสือนอนหลับ แม้ดูภายนอกจะเห็นว่าไม่มีพิษสง แต่เสือก็ยังคงเป็นเสือ ความดุร้ายของเสือยังคงมีอยู่ในตัวของมัน จึงมีสำนวนว่า “เสือนอนว่าเสือกลัว” ซึ่งพูดเป็นถ้อยคำธรรมดาให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเสือนอนหลับอย่าคิดไปว่าเสือกลัว เป็นการเตือนสติว่า ผู้ที่ทำท่าสงบเสงี่ยมดูเหมือนไม่มีพิษสงก็อาจทำร้ายเอาได้ นอกจากนั้นยังมีสำนวนไทยที่เตือนไว้ว่า “เสือนอนอย่าเอาไม้ไปแหย่” และ “อย่าแหย่เสือหลับ” หมายถึง อย่าก่อเรื่องกับผู้ดุร้ายหรือผู้มีอำนาจ เพราะแม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ถ้าผู้นั้นโกรธหรือไม่พอใจขึ้นมาก็สามารถทำร้ายหรือทำให้เกิดอันตรายแก่เราได้ ยิ่งถ้าเสือไม่ได้นอนหรือไม่ได้หลับ ถ้าเอาไม้ไปแหย่เข้าก็ยิ่งเกิดอันตรายได้ง่ายขึ้น จึงมีสำนวนว่า “เอาไม้ไปแหย่เสือ” หมายถึง ล้อเล่นกับสิ่งที่เป็นอันตราย แม้ไม่ได้เป็นสำนวนเชิงห้ามปรามเหมือนสำนวนต้นๆ แต่ก็เป็นการเตือนให้ตระหนกถึงภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน
สำนวนว่า “ชาติเสือไม่ทิ้งลาย” ตีความได้ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ในทางไม่ดีมุ่งไปที่ความดุร้ายและความร้ายกาจของเสือ จึงหมายถึง ผู้ที่เคยเกะกะเกเรเป็นอันธพาลก็ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นผู้ประพฤติดีไม่ได้ แต่ความหมายในทางที่ดีอาจหมายความว่า เชื้อสายคนเก่งย่อมมีความเก่งหรือมีฝีมือ บางครั้งมีสำนวนต่อท้ายอีกเป็น “เสือไม่ทิ้งลาย ควายไม่ทิ้งเหล่า” หรืออาจจะเป็นการนำเสือมาเปรียบเทียบกับคนที่เก่งกล้าสามารถย่อมทำตัวให้สมกับความเก่งนั้น โดยมากมักเปรียบกับผู้ชายที่เก่ง จึงมีสำนวนว่า “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” หมายถึง เกิดเป็นผู้ชายต้องรักษาชื่อเสียงเหมือนเสือต้องรักลายของมัน นอกจากจะนำเรื่องราวของ “เล็บเสือ” มากล่าวเชิงเปรียบเทียบแล้ว คนไทยยังนำ “เล็บเสือ” มากล่าวเชิงเปรียบในสำนวนอีกด้วย ธรรมชาติของเสือจะมีเล็บหดเก็บไว้ในระหว่างซอกเนื้อที่อุ้งเท้าของมัน เมื่อเสือจะล่าเหยื่อหรอต่อสู้กับศัตรูจึงจะกางเล็บออกมาให้เห็นความแหลมคมน่ากลัว จึงมีสำนวน “เสือซ่อนเล็บ” ซึ่งสามารถตีความได้เป็นสองนัยทั้งทางดีและทางไม่ดี คือ อาจหมายถึงผู้ที่มีความเก่งกล้าสามารถ มีฝีมือแต่นิ่งขรึมเก็บไว้ไม่โอ้อวดหรือแสดงท่าทีให้ผู้อื่นรู้ หรืออาจหมายถึงผู้ที่เก็บความรู้สึกไว้ได้ดี การตีความดังกล่าวเป็นการตีความในทางที่ดี ส่วนการตีความในทางที่ไม่ดี อาจหมายถึงผู้ที่มีเลห์กลอยู่ในใจแสร้งแสดงว่าไม่มีพิษสง แต่รอจังหวะที่จะตระครุบเหยื่ออยู่ก็ได้ เรื่องของเล็บเสือยังมีการนำมาใช้ในสำนวน “เสือสิ้นตวัก สุนัขจนตรอก” ซึ่งหมายถึงคนที่ฮึดสู้จนสุดฤทธิ์ และยังนำเล็บเสือมากล่าวถึงในสำนวน “ถอดเขี้ยวถอดเล็บ” หมายถึง ละทิ้งลักษณะเก่งกาจหรือร้ายกาจที่มีอยู่ประจำตัวไม่แสดงลักษณะดังกล่าวอีกต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ขออย่าพบพานเสือร้าย
บางครั้งพฤติกรรมของสัตว์หลายชนิดอาจคล้ายกัน ทำให้เกิดสำนวนที่คล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของสัตว์เท่านั้น เช่น สำนวนว่า “เสือสองตัวอยู่ถ่ำเดียวกันไม่ได้” ซึ่งคนสมัยนี้เติมข้อยกเว้นของสำนวนนี้ไว้ว่า ยกเว้นจะเป็นเสือตัวผู้และเสือตัวเมีย แต่คนโบราณคงละไว้ในฐานที่เข้าใจจึงไม่กล่าวให้ยืดยาวเยิ่นเย้อ นอกจากนั้นคนสมัยก่อนยังเฝ้ามองพฤติกรรมของสัตว์อื่นแล้วได้ข้อสรุปว่า สัตว์มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันนี้ได้แก่ เสือ ราชสีห์ และจรเข้ จึงมีสำนวนที่มีความหมายที่คล้ายคลึงกันว่า “ราชสีห์สองตัวอยู่ถ่ำเดียวกันไม่ได้”และ “จรเข้สองตัวอยู่ถ่ำเดียวกันไม่ได้” ทั้ง ๓ สำนวนนี้ หมายถึงคนมีอำนาจหรือมีอิทธิพลพอๆ กัน เป็นใหญ่เสมอกัน อยู่ร่วมกันไม่ได้ เหมือนสัตว์ทั้งสามชนิด ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย เชื่อมั่นในความยี่งใหญ่ของตนไม่มีใครยอมให้ผู้อื่นเป็นใหญ่เหนือตน
เสือกับแมวเป็นสัตว์ที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายคลึงกันเพียงแต่แมวตัวเล็กและดุร้ายน้อยกว่าเสือ หากแต่ดูภาพภายนอกเวลาเสือทำท่าสงบนิ่งจะดูไม่น่ากลัวถ้าไม่รู้จักพฤติกรรมที่ดุร้ายของมัน สำนวนว่า “เสือเฒ่าจำศีล” เป็นการนำพฤติกรรมของเสือแก่ที่ทำท่าสงบเงี่ยมเหมือนคนถือศีลทำให้สัตว์ทั้งหลายตายใจว่าไม่มีพิษสง แต่เสือก็คือเสือ เมื่อได้จังหวะก็ยังตะครุบเหยื่อจับสัตว์กินเป็นอาหารเช่นเดิม สำนวนเสือเฒ่าจำศีลจึงหมายถึงคนที่ทำท่าสงบเสงี่ยม แต่อันที่จริงเจ้าเลห์เพทุบายมีเลห์เหลี่ยมมาก ความสงบเสงี่ยมที่เห็นภายนอกแป็นเพียงการกระทำตบตาให้ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้นเอง นอกจากนั้นบางครั้งสำนวน“เสือเฒ่าจำศีล” อาจหมายถึงคนแก่ที่มีพิษสงแต่ไม่แสดงออกก็ได้
บางครั้งมีการนำเสือกับสัตว์ที่มีพฤติกรรมคนละแบบมาสร้างเป็นสำนวน สัตว์ที่นำมากล่าวในที่นี้คือ สมัน สมันเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องคล้ายกวางป่า แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนสีน้ำตาล หางสั้น มีเขาแตกเขนงมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น แลดูสวยงามมาก สมันเป็นสัตว์ป่าสงวน เชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว สมันไม่ใช่สัตว์กินเนื้อเป็นอาหาร ไม่ดุร้าย ไม่มีพิษมีภัย ไม่เป็นที่เกรงกลัวเหมือนกับเสือ คนโบราณคิดเป็นสำนวนขึ้นมาว่า “เสือในร่างสมัน” หมายถึง คนร้ายที่ปลอมมาในร่างของคนดี ยังมีสำนวนที่เป็นเรื่องของเนื้อกับเสือ แต่มีความหมายต่างจากสำนวนแรก คือสำนวนว่า “หน้าเนื้อใจเสือ”หมายถึงมีหน้าตาที่แสดงความเมตตา แต่อันที่จริงแล้วใจร้าย ใจคอโหดเหี้ยม หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หน้าตาดีใจคอโหดร้าย นั่นเอง
ปกติเนื้อเป็นอาการของเสือ ดังนั้นการฝากเนื้อไว้กับเสือจึงเป็นการฝากของไว้กับผู้ที่อยากได้ของสิ่งนั้น เนื้อย่อมตกเป็นอาหารของเสือได้โดยง่าย สำนวน “ฝากเนื้อไว้กับเสือ” จึงมีความหมายทำนองเดียวกับ “ฝากปลาไว้กับแมว”หรือ “ฝากปลาย่างไว้กับแมว” ซึ่งหมายความว่า ฝากสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้น โอกาสที่จะสูญเสียของที่ฝากไว้ย่อมมีมาก หรือจะตีความให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ไว้วางใจคนที่ไม่ควรไว้วางใจนั่นเอง
สำนวนว่า “ฝากเนื้อไว้กับเสือ”และ “เนื้อเข้าปากเสือ” แม้จะดูคล้ายกันแต่มีความหมายต่างกันคือ “เนื้อเข้าปากเสือ” หมายความว่าตกอยู่ในที่อันตรายไม่มีทางที่จะรอดได้ มีแต่จะสูญเสียไป เหมือนเนื้อ (เนื้อสมัน) ที่อยู่ในปากเสือแล้วทางรอดมีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะต้องถูกเสือกัดกินเสมอ นอกจากเสือแล้ว หมีก็เป็นสัตว์ดุร้าย ดังนั้น จึงมีสำนวนว่า “อยู่ในปากเสือปากหมี” หมายความว่า อยู่ในที่คับขัน อยู่ท่ามกลางอันตรายหรือตกอยู่ในอันตรายก็ได้ สืบเนื่องจากที่เนื้อ (เนื้อสมัน) ย่อมตกเป็นเหยื่อของเสือเสมอ จึงมีสำนวนเปรียบเทียบเกี่ยวกับเนื้อ (เนื้อสมัน) และเสืออีกสำนวนหนึ่ง คือ “เอาเนื้อสู้เสือ” หมายถึงเอาคนที่ไม่มีอำนาจไปสู้กับคนที่มีอำนาจ หรือให้คนฝ่ายหนึ่งที่มีอะไรๆ ด่อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งไปสู้กับฝ่ายที่เหนือกว่าทุกกรณีย่อมไม่มีทางสู้กันได้ มีโคลงสุภาษิตเก่าแต่งเป็นกระทู้ เอา-เนื้อ-สู้-เสือ ไว้ว่า
เอา ตนปนด้วยเหล่า ตุโกง
เนื้อ ป่าเข้าปนโขลง พยัคฆ์ร้าย
สู้ พยัคฆ์จักตายโหง เองพ่อ เสือ
สบเนื้อจักย้าย ห่อนร้ายร้าย ฤๅมี
โคลงสุภาษิตบทนี้เข้าใจง่าย กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาของไทยนำมายกเป็นตัวอย่างประกอบสำนวนไว้ในหนังสือสำนวนไทย การเปรียบเนื้อ (เนื้อสมัน) กับเสือ เป็นการเปรียบของคู่กรณีที่มีฝีไม้ลายมือแตกต่างกันอย่างลิบลับ แต่ถ้ากล่าวถึงผู้ที่มีฝีไม้ลายมือ มีความสามารถ มีชั้นเชิงพอๆ กัน ก็มีสำนวนเปรียบไว้อย่างชัดเจนอีกเช่นกันว่า “สิงห์พบเสือ” หรือ “เสือพบสิงห์”
ในสำนวนไทย เสือมักเป็นตัวแทนของความดุร้าย ความมีอำนาจ และหมายถึงคนใหญ่คนโตอีกด้วย เวลาเสือต่อสู้กันต้นไม้ใบหญ้าในบริเวณนั้นย่อมเสียหายไปด้วย โดยเฉพาะต้นหญ้าต้องโดนย่ำโดนเหยียบแล้วเหยียบอีก คนโบราณช่างคิดและช่างเปรียบ จึงเปรียบหญ้าแพรกกับผู้น้อยหรือคนธรรมดาสามัญ และกล่าวเป็นสำนวนว่า “เสือสูกันหญ้าแพรกแหลก”หรือ“เสือสู้กันหญ้าแพรกแหลกลาญ” สำนวนนี้มักใช้ในทางการเมืองการปกครอง คือถ้าผู้มีอำนาจ ผู้ยิ่งใหญ่ หรือผู้ปกครองประเทศวิวาทสู้รบหรือแย่งชิงอำนาจกัน บรรดาผู้น้อยหรือราษฎรก็พลอยได้รับผลกระทบ พลอยเดือดร้อนไปด้วย อันที่จริงแล้วสำนวนนี้ไม่เพียงใช้ได้ในวงการเมืองการปกครองเท่านั้น แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เตือนสติผู้บริหารระดับอื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน
ผู้ที่เคยเห็นและสังเกตอากัปกิริยาของเสือ ไม่ว่าจะเป็นเสือจริงๆ ที่อยู่ในกรง หรือเสือในภาพยนต์สารคดีต่างๆ จะเห็นการเดินของเสือที่เยื้องย่าง ดูสง่างาม มีหางลาดทอดยาวมันจะเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้แสดงอาการดุร้าย แต่พอได้จังหวะก็จะเข้าโจมตีเหยือทันที มีการนำเอาอาสกัปกิริยาเช่นนี้มากล่าวเป็นสำนวนว่า “เสือลากหาง”หมายถึงคนทีทำกิริยาเฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้เป็นอุบายทำให้คนอื่นตายใจ พอได้ทีก็จู่โจมเข้าทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยผู้อื่นไม่ทันรู้ตัว
นอกจากนั้นในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของสำนวน“เสือลากหาง” ไว้อีกอย่างหนึ่งว่าหมายถึงคนที่ทำท่าทางอย่างเสือลากหางขู่ให้ผู้อื่นกลัว ความหมายหลังนี้มีที่ใช้น้อย แต่ก็มีกล่าวไว้ในบทละครเรื่อสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แสดงท่าทางของเจ้าเงาะไว้ว่า
เห็นพี่เมียชำเลืองค้อน
ก็ฉุดเมียมาสออนให้ค้อนบ้าง
ถือไม้เท้าก้าวเดินเป็นท่าทาง
ทีเสือลากหางให้น่ากลัว
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ถ้าเจอเสือต้องใจดีสู้เสือ
ความช่างสังเกตของคนไทย ที่สังเกตเห็นอากัปกิริยาของเสือ จึงนำมาเปรียบเทียบในสำนวนต่างๆ ไว้มากมาย เป็นข้อคิดข้อเตือนใจในการดำเนินชีวิต พูดไทยเขียนไทยฉบับนี้อักษราขอปิดท้ายจบจบตอนสำนวนไทยที่เกี่ยวข้องกับเสือ สัตว์สัญลักษณ์ปีขาล
อาการหิวเป็นอากัปกิริยาอย่างหนึ่งของเสือที่สังเกตได้ เช่น เวลาเสือหิวมันจะล่าเหยื่ออย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าอะไรผ่านมาก็ล่าทั้งนั้น สำนวนว่า “เสือหิว” จึงหมายถึงอยากได้ไปหมดอยากได้ตลอดเวลา
เมื่อเสือได้เหยื่อมาแล้วหรือแย่งมาจากตัวอื่นก็ตามมันจะลากไปนอนกิน มองเผินๆ เหมือนกินอย่างสบายอารมณ์ สำนวน “เสือนอนกิน” จึงหมายความว่ามีส่วนได้ มีรายได้ในกิจการหรืองานใดๆ เพราะตนเองมีอิทธิพลเข้าไปควบคุมเฉยๆ โดยไม่ต้องทำงาน เป็นการรับผลประโยชย์หรือผลกำไรอย่างง่ายๆ อย่างสะดวกสะบายโดยไม่ต้องลงแรง
ยังมีสำนวนอีกสำนวนหนึ่งซึ่งมีความหมายคล้ายกันในแง่ของการได้ประโยชน์ แต่ใช้ในสถาณการณ์ต่างกัน คือสำนวนว่า “จับเสือมือเปล่า” เนื่องจากเสือเป็นสัตว์มีเขี้ยวเล็บและดุร้าย การจับเสือจึงต้องมีอาวุธและอุปกรณ์ในการจับ แต่ถ้าเราร่วมเดินทางไปจับเสือกับผู้อื่นโดยไปตัวเปล่าไม่นำสิ่งใดไปเลย พอเขาจับเสือกันได้ก็ได้ชื่อว่าร่วมจับกับเขาด้วย สำนวนว่า “จับเสือมือเปล่า” จึงหมายถึงแสวงหาผลประโยชน์โดยตนเองไม่ได้ลงทุนแต่อาจลงแรงบ้าง ไม่ได้อยู่เฉยๆ โดยใช้แต่เพียงบารมีหรืออิทธิพล และคอยรับผลประโยชน์อย่างเดียวอย่างเสือนอนกิน
กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาได้กล่าวถึงตำราท่ารำโบราณว่า มีท่ารำชื่อ “เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร กินนรเลียบถ่ำ หนังหน้าไฟ เสือทำลายห้าง ช้างทำลายโรง โจงกระเบนตีเหล็ก...” กาญจนาคพันธุ์สันนิษฐานว่า สำนวน “เสือทลายห้าง ช้างทลายโรง” อาจมีที่มาจากท่ารำในตำราเล่มนี้ คำว่า “ห้าง” ในสำนวนนี้น่าจะเป็นสถานที่ที่มีการนำไม้มาขัดไว้บนต้นไม้ใหญ่ในป่าไว้สำหรับคอยเฝ้าดูเหตุการณ์หรือดักยิงสัตว์ การทำลาย “ห้าง” ได้ คงต้องออกแรงกระโจนเต็มที่ สำนวนว่า “เสือทลายห้าง ช้างทลายโรง” จึงหมายถึงคนที่แสดงกิริยาเอะอะตึงตัง โครมคราม หรือมีกิริยาลุกลี้ลุกลนไม่เรียบร้อย
เนื่องจากเสือเป็นสัตว์ดุร้าย เป็นสัตว์ที่เก่ง โดยปริยายจึงเรียกคนเก่ง คนดุร้าย ว่าเป็น “เสือ” และเรียกโจรที่เก่งและดุร้ายว่า “ไอ้เสือ” การเหยียบถิ่นเสือ จึงหมายถึงเข้าไปในถิ่นนักเลง ส่วนสำนวนว่า “เสือเก่า” หมายถึงคนที่เคยมีฝีมือมาก่อน และสำนวนว่า “ลบลายเสือ” ก็หมายถึงเอาชนะผู้ที่มีฝีไม้ลายมือนั่นเอง “ฝีมือ” ในที่นี้มักใช้ในความหมายของนักเลงเสียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นการมองในแง่ของความเก่งกล้าผนวกกับความดุร้าย ไม่ว่าเสือจะเก่งจะดุร้ายสักเพียงใดก็ต้องมีเวลาสิ้นฤทธิ์ สำนวนว่า “เสือจนท่า ข้าจนทาง” จึงหมายความว่าไม่มีทางเลือก หมดทางไป และเมื่อเสือติดจั่น (เครื่องมือดักสัตว์รูปร้างคล้ายกรง) เสือจะเดินไปเดินมาเพื่อหาทางออก สำนวน “เสือติดจั่น” จึงหมายถึงคนเก่งเข้าที่คับขันหรือตกอยู่ในภาวะลำบาก บางครั้งใช้เปรียบกับกิริยาของคนที่เดินไปเดินมาในที่แคบๆ ด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านว่าเหมือนเสือติดจั่นก็ได้
แม้เสือจะมีพละกำลังล่าเหยื่อเก่ง แต่ก็มีบางครั้งที่ต้องอดจนผอมโซ มีการนำเอาเสือผอมโซมากล่าวไว้ในสำนวน “ให้เหยื่อเสือผอม” เมื่อเห็นเสือผอมหิวโซคนใจดีอาจสงสารให้อาหารด้วยความกรุณา พอเสือมีกำลังขึ้น สัญชาตญาณของสัตว์กินเนื้อก็มองเห็นคนเป็นเหยื่ออันโอชะ สำนวนให้เหยื่อเสือผอมจึงเป็นการเตือนสติผู้ที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูคนพาลสันดานหยาบว่า พอเขามีกำลังขึ้นมาก็คิดทำร้ายเอาได้ หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ทำคุณแก่คนพาลจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง มีอีกสำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับเสือผอม (โซ) ก็คือสำนวนว่า “เข้าผลักเสือผอม” หมายถึงทำอวดเก่งกับผู้ไม่มีทางสู้ เพราะเสือผอมเป็นเสือที่ไม่มีแรง บางครั้งมีการพูดเตือนสติเป็นคำคล้องจองกันว่า “คนล้มอย่าคร่อม เสือผอมอย่าผลัก” เป็นการเตือนไม่ให้ซ้ำเติมผู้ที่พลาดพลั้งไม่มีทางสู้ เพราะสักวันหนึ่งเขาอาจฟื้นตัวขึ้นมาก็ได้
เสือกับจระเข้ เป็นสัตว์ที่คนสมัยก่อนนำมาเป็นสำนวนเปรียบเทียบกันอยู่หลายสำนวน อาจเป็นเพราะว่าเสือได้ชื่อว่าเป็นสัตว์บกที่ดุร้าย ส่วนจระเข้เป็นสัตว์ดุร้ายที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำด้วยแล้ว จระเข้นับว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งทีเดียว การอยู่ตรงปากเสือปากจระเข้นับว่าเป็ฯภาวะที่น่ากลัวอย่างยิ่งทีเดียวเพราะอาจถูกงับได้ตลอดเวลา สำนวนว่า “ปากเสือปากจระเข้” จึงหมายถึงท่ามกลางอันตราย ในทำนองเดียวกัน สำนวนว่า “หนีเสือปะจระเข้” จึงหมายถึงหนีภัยอย่างหนึ่งแต่กลับมาพบภัยอีกอย่างหนึ่ง เป็นการหนีไปพบกับภัยอันตรายพอๆ กับของเดิม
ดังที่ทราบแล้วว่า เสือเป็นสัตว์บก การถ่อแพไล่เสือจึงเป็นสิ่งที่ป็นไปไม่ได้ ส่วนจระเข้แม้จะอยยู่บนบกได้ แต่เมื่อลงน้ำก็คล่องแคล่ว การถ่อเรือไล่จระเข้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก สำนวนว่า “ถ่อแพไล่เสือ ถ่อเรือไล่จระเข้” จึงหมายถึงทำสิ่งที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้โดยง่าย
สำนวนที่เกี่ยวกับเสือและจระเข้ยังมีอีกสำนวนหนึ่งคือ “เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้” เมื่อลูกเสือลูกจระเข้ยังเล็กอยู่ อาจดูน่ารักและไม่มีพิษสง แต่พอโตขึ้นผู้เลี้ยงอาจเดือดร้อน เพราะเสือและจระเข้เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติดุร้าย ไม่มีใครเลี้ยงเสือและจระเข้ให้เชื่องตลอดไปได้ สำนวนว่า “เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้” นี้จึงหมายถึงเลี้ยงเด็กที่มีสันดานชั่วร้าย พอเด็กนั้นโตขึ้นผู้เลี้ยงอาจได้รับความเดือดร้อนหรือมีเรื่องร้ายมาถึงตัวเองก็ได้ นอกจากนั้น สำนวนนี้ยังอาจหมายถึงการเลี้ยงลูกของคนไม่ดีพอเด็กโตขึ้นก็มักมีอุปนิสัยใจคอไม่ดีตามพ่อแม่ คนที่เลี้ยงจึงต้องได้รับความลำบาก
เมื่อไปสวนสัตว์ จะเห็นว่าคนเลี้ยงนำอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มาเลี้ยงเสือ เพราะเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่ถ้าอยู่ตามธรรมชาติเสือจะล่าเหยื่อเอง จึงเกิดสำนวนว่า “ชาติเสือจับเนื้อกินเอง” หมายถึงการมีศักดิ์ศรีไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น นอกจากจะมองว่าเสือมีศักดิ์ศรีแล้ว คนโบราณยังมองเสือว่าเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณมีไหวพริบในการเอาตัวรอด สำนวนว่า “เสือรู้” จึงหมายถึงคนที่มีไหวพริบ ฉลาดรู้เท่าทัน รู้รักษาตัวรอด ไม่เพลี้ยงพล้ำง่ายๆ มักใช้กับคนที่เป็นนักเลงเก่งกล้า เมื่อเราจำเป็นต้องสู้กับเสือ หมายถึงต้องต่อสู้กับสัตว์ที่น่ากลัวและเป็นอันตราย แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรวบรวมความกล้าเพื่อเผชิญกับมัน สำนวนว่า “ใจดีสู้เสือ” จึงหมายถึงทำใจให้เป็นปกติไม่ตื่นเต้นหวาดกลัวจนเกินไปเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว
http://thainews.prd.go.th/Misc/speakthai/08-2549.html
อาการหิวเป็นอากัปกิริยาอย่างหนึ่งของเสือที่สังเกตได้ เช่น เวลาเสือหิวมันจะล่าเหยื่ออย่างมุ่งมั่น ไม่ว่าอะไรผ่านมาก็ล่าทั้งนั้น สำนวนว่า “เสือหิว” จึงหมายถึงอยากได้ไปหมดอยากได้ตลอดเวลา
เมื่อเสือได้เหยื่อมาแล้วหรือแย่งมาจากตัวอื่นก็ตามมันจะลากไปนอนกิน มองเผินๆ เหมือนกินอย่างสบายอารมณ์ สำนวน “เสือนอนกิน” จึงหมายความว่ามีส่วนได้ มีรายได้ในกิจการหรืองานใดๆ เพราะตนเองมีอิทธิพลเข้าไปควบคุมเฉยๆ โดยไม่ต้องทำงาน เป็นการรับผลประโยชย์หรือผลกำไรอย่างง่ายๆ อย่างสะดวกสะบายโดยไม่ต้องลงแรง
ยังมีสำนวนอีกสำนวนหนึ่งซึ่งมีความหมายคล้ายกันในแง่ของการได้ประโยชน์ แต่ใช้ในสถาณการณ์ต่างกัน คือสำนวนว่า “จับเสือมือเปล่า” เนื่องจากเสือเป็นสัตว์มีเขี้ยวเล็บและดุร้าย การจับเสือจึงต้องมีอาวุธและอุปกรณ์ในการจับ แต่ถ้าเราร่วมเดินทางไปจับเสือกับผู้อื่นโดยไปตัวเปล่าไม่นำสิ่งใดไปเลย พอเขาจับเสือกันได้ก็ได้ชื่อว่าร่วมจับกับเขาด้วย สำนวนว่า “จับเสือมือเปล่า” จึงหมายถึงแสวงหาผลประโยชน์โดยตนเองไม่ได้ลงทุนแต่อาจลงแรงบ้าง ไม่ได้อยู่เฉยๆ โดยใช้แต่เพียงบารมีหรืออิทธิพล และคอยรับผลประโยชน์อย่างเดียวอย่างเสือนอนกิน
กาญจนาคพันธุ์ นักปราชญ์ทางภาษาได้กล่าวถึงตำราท่ารำโบราณว่า มีท่ารำชื่อ “เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร กินนรเลียบถ่ำ หนังหน้าไฟ เสือทำลายห้าง ช้างทำลายโรง โจงกระเบนตีเหล็ก...” กาญจนาคพันธุ์สันนิษฐานว่า สำนวน “เสือทลายห้าง ช้างทลายโรง” อาจมีที่มาจากท่ารำในตำราเล่มนี้ คำว่า “ห้าง” ในสำนวนนี้น่าจะเป็นสถานที่ที่มีการนำไม้มาขัดไว้บนต้นไม้ใหญ่ในป่าไว้สำหรับคอยเฝ้าดูเหตุการณ์หรือดักยิงสัตว์ การทำลาย “ห้าง” ได้ คงต้องออกแรงกระโจนเต็มที่ สำนวนว่า “เสือทลายห้าง ช้างทลายโรง” จึงหมายถึงคนที่แสดงกิริยาเอะอะตึงตัง โครมคราม หรือมีกิริยาลุกลี้ลุกลนไม่เรียบร้อย
เนื่องจากเสือเป็นสัตว์ดุร้าย เป็นสัตว์ที่เก่ง โดยปริยายจึงเรียกคนเก่ง คนดุร้าย ว่าเป็น “เสือ” และเรียกโจรที่เก่งและดุร้ายว่า “ไอ้เสือ” การเหยียบถิ่นเสือ จึงหมายถึงเข้าไปในถิ่นนักเลง ส่วนสำนวนว่า “เสือเก่า” หมายถึงคนที่เคยมีฝีมือมาก่อน และสำนวนว่า “ลบลายเสือ” ก็หมายถึงเอาชนะผู้ที่มีฝีไม้ลายมือนั่นเอง “ฝีมือ” ในที่นี้มักใช้ในความหมายของนักเลงเสียเป็นส่วนใหญ่ และเป็นการมองในแง่ของความเก่งกล้าผนวกกับความดุร้าย ไม่ว่าเสือจะเก่งจะดุร้ายสักเพียงใดก็ต้องมีเวลาสิ้นฤทธิ์ สำนวนว่า “เสือจนท่า ข้าจนทาง” จึงหมายความว่าไม่มีทางเลือก หมดทางไป และเมื่อเสือติดจั่น (เครื่องมือดักสัตว์รูปร้างคล้ายกรง) เสือจะเดินไปเดินมาเพื่อหาทางออก สำนวน “เสือติดจั่น” จึงหมายถึงคนเก่งเข้าที่คับขันหรือตกอยู่ในภาวะลำบาก บางครั้งใช้เปรียบกับกิริยาของคนที่เดินไปเดินมาในที่แคบๆ ด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านว่าเหมือนเสือติดจั่นก็ได้
แม้เสือจะมีพละกำลังล่าเหยื่อเก่ง แต่ก็มีบางครั้งที่ต้องอดจนผอมโซ มีการนำเอาเสือผอมโซมากล่าวไว้ในสำนวน “ให้เหยื่อเสือผอม” เมื่อเห็นเสือผอมหิวโซคนใจดีอาจสงสารให้อาหารด้วยความกรุณา พอเสือมีกำลังขึ้น สัญชาตญาณของสัตว์กินเนื้อก็มองเห็นคนเป็นเหยื่ออันโอชะ สำนวนให้เหยื่อเสือผอมจึงเป็นการเตือนสติผู้ที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูคนพาลสันดานหยาบว่า พอเขามีกำลังขึ้นมาก็คิดทำร้ายเอาได้ หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ ทำคุณแก่คนพาลจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง มีอีกสำนวนหนึ่งที่เกี่ยวกับเสือผอม (โซ) ก็คือสำนวนว่า “เข้าผลักเสือผอม” หมายถึงทำอวดเก่งกับผู้ไม่มีทางสู้ เพราะเสือผอมเป็นเสือที่ไม่มีแรง บางครั้งมีการพูดเตือนสติเป็นคำคล้องจองกันว่า “คนล้มอย่าคร่อม เสือผอมอย่าผลัก” เป็นการเตือนไม่ให้ซ้ำเติมผู้ที่พลาดพลั้งไม่มีทางสู้ เพราะสักวันหนึ่งเขาอาจฟื้นตัวขึ้นมาก็ได้
เสือกับจระเข้ เป็นสัตว์ที่คนสมัยก่อนนำมาเป็นสำนวนเปรียบเทียบกันอยู่หลายสำนวน อาจเป็นเพราะว่าเสือได้ชื่อว่าเป็นสัตว์บกที่ดุร้าย ส่วนจระเข้เป็นสัตว์ดุร้ายที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้ำด้วยแล้ว จระเข้นับว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งทีเดียว การอยู่ตรงปากเสือปากจระเข้นับว่าเป็ฯภาวะที่น่ากลัวอย่างยิ่งทีเดียวเพราะอาจถูกงับได้ตลอดเวลา สำนวนว่า “ปากเสือปากจระเข้” จึงหมายถึงท่ามกลางอันตราย ในทำนองเดียวกัน สำนวนว่า “หนีเสือปะจระเข้” จึงหมายถึงหนีภัยอย่างหนึ่งแต่กลับมาพบภัยอีกอย่างหนึ่ง เป็นการหนีไปพบกับภัยอันตรายพอๆ กับของเดิม
ดังที่ทราบแล้วว่า เสือเป็นสัตว์บก การถ่อแพไล่เสือจึงเป็นสิ่งที่ป็นไปไม่ได้ ส่วนจระเข้แม้จะอยยู่บนบกได้ แต่เมื่อลงน้ำก็คล่องแคล่ว การถ่อเรือไล่จระเข้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก สำนวนว่า “ถ่อแพไล่เสือ ถ่อเรือไล่จระเข้” จึงหมายถึงทำสิ่งที่ไม่อาจทำให้สำเร็จได้โดยง่าย
สำนวนที่เกี่ยวกับเสือและจระเข้ยังมีอีกสำนวนหนึ่งคือ “เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้” เมื่อลูกเสือลูกจระเข้ยังเล็กอยู่ อาจดูน่ารักและไม่มีพิษสง แต่พอโตขึ้นผู้เลี้ยงอาจเดือดร้อน เพราะเสือและจระเข้เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติดุร้าย ไม่มีใครเลี้ยงเสือและจระเข้ให้เชื่องตลอดไปได้ สำนวนว่า “เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้” นี้จึงหมายถึงเลี้ยงเด็กที่มีสันดานชั่วร้าย พอเด็กนั้นโตขึ้นผู้เลี้ยงอาจได้รับความเดือดร้อนหรือมีเรื่องร้ายมาถึงตัวเองก็ได้ นอกจากนั้น สำนวนนี้ยังอาจหมายถึงการเลี้ยงลูกของคนไม่ดีพอเด็กโตขึ้นก็มักมีอุปนิสัยใจคอไม่ดีตามพ่อแม่ คนที่เลี้ยงจึงต้องได้รับความลำบาก
เมื่อไปสวนสัตว์ จะเห็นว่าคนเลี้ยงนำอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มาเลี้ยงเสือ เพราะเสือเป็นสัตว์กินเนื้อ แต่ถ้าอยู่ตามธรรมชาติเสือจะล่าเหยื่อเอง จึงเกิดสำนวนว่า “ชาติเสือจับเนื้อกินเอง” หมายถึงการมีศักดิ์ศรีไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น นอกจากจะมองว่าเสือมีศักดิ์ศรีแล้ว คนโบราณยังมองเสือว่าเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณมีไหวพริบในการเอาตัวรอด สำนวนว่า “เสือรู้” จึงหมายถึงคนที่มีไหวพริบ ฉลาดรู้เท่าทัน รู้รักษาตัวรอด ไม่เพลี้ยงพล้ำง่ายๆ มักใช้กับคนที่เป็นนักเลงเก่งกล้า เมื่อเราจำเป็นต้องสู้กับเสือ หมายถึงต้องต่อสู้กับสัตว์ที่น่ากลัวและเป็นอันตราย แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรวบรวมความกล้าเพื่อเผชิญกับมัน สำนวนว่า “ใจดีสู้เสือ” จึงหมายถึงทำใจให้เป็นปกติไม่ตื่นเต้นหวาดกลัวจนเกินไปเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว
http://thainews.prd.go.th/Misc/speakthai/08-2549.html
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ป.ปลานั้นหายาก
สัตว์น้ำที่เป็นอาหารของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งแสดงความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราเมืองเรามาแต่อดีต ดังข้อความในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ว่า “...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว...” ปลาจึงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตคนไทยอย่างแยกไม่ออก รวมทั้งยังเข้ามาอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวนอีกด้วย เช่น ฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาหมอตายเพราะปาก งูๆ ปลาๆ จับปลาสองมือ เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ฯลฯ
เริ่มที่สำนวน ฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง มาจากฝนที่ตกลงมาก่อนที่จะหมดฤดูฝนและมักเป็นฝนที่ตกลงมาหนักเสียด้วย ส่วนปลาก็ต้องเตรียมย้ายจากหนองน้ำที่เคยอยู่เพราะน้ำกำลังจะแห้งไปอยู่หนองน้ำอื่น สำนวนฝนสั่งฟ้าปลาสั่งหนอง ใช้ในความหมายว่า การกระทำเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลาจากกัน
ถัดมาเป็นสำนวน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถ้าอธิบายแบบวิทยาศาสตร์ก็ต้องบอกว่า เป็นวงจรชีวิตของสัตว์ทั่วไปที่ปลาตัวใหญ่ย่อมต้องกินปลาตัวเล็กเป็นอาหารเพื่อความอยู่รอด แต่ถ้ามาเป็นสำนวนเปรียบเทียบกับคนแล้วกลับกลายเป็นการแสดงความเอาเปรียบข่มเหงรังแก คนที่ตัวใหญ่กว่าชอบข่มแหงรังแกคนที่ตัวเล็กกว่า สำนวนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใช้ในความหมายว่า คนที่มีอำนาจหรือผู้ใหญ่ที่ชอบข่มแหงหรือรังแกผู้น้อยหรือผู้ที่อ่อนแอกว่า
ต่อมาอีกสำนวน คือ ปลาหมอตายเพราะปาก สำนวนนี้มาจากธรรมชาติของปลาที่ชอบผุดจากน้ำขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ ปลาหมอเป็นปลาที่คนนิยมกินเพราะขนาดตัวกำลังดี และที่สำคัญปลาหมอชอบผุดขึ้นมาเล่นน้ำอย่างชุกชุมในบริเวณที่คนสังเกตเห็นได้ ก็เลยไม่ต้องเสียเวลามาก หย่อนเบ็ดที่ปลาหมอชอบผุดขึ้นมา ก็ได้ปลาหมอมาทำอาหารอย่างแน่นอน สำนวนปลาหมอตายเพราะปากนี้ จึงใช้เปรียบกับคนที่พูดมาก อาจตายเพราะปากได้ หรือ หมายถึง คนที่ชอบพูดพล่อยๆ จนตัวเองได้รับความเดือดร้อน
ส่วนสำนวน งูๆ ปลาๆ อาจจะเกิดจากลักษณะของงูกับปลาไหลที่มีลำตัวยาวๆ คล้ายกัน คนที่ไม่สังเกตก็อาจจะแยกความแตกต่างของงูกับปลาไหลไม่ค่อยได้หรืออาจจะแค่แยกได้ว่าตัวนี้เป็นงูตัวนี้เป็นปลาไหลเท่านั้นเอง จึงเรียกว่ารู้แบบงูๆ ปลาๆ รู้นิดหน่อยเท่านั้นเอง ส่วนสำนวนงูๆ ปลาๆ ใช้ในความหมายว่า มีความรู้เพียงเล็กน้อยหรือรู้ไม่จริงจะทำสิ่งใดทำอะไรก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่
สำหรับสำนวน จับปลาสองมือ สำนวนนี้มาจากการจับปลาที่หมายถึงการใช้มือทั้งสองข้างจับปลาตัวเดียวซึ่งจะจับได้แน่น ปลาก็ไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ แต่จับปลาสองมือ สำนวนนี้ หมายถึง ใช้มือขวาจับปลาหนึ่งตัวและใช้มือซ้ายจับปลาอีกหนึ่งตัว อาจจะเป็นเพราะความโลภที่อยากได้ปลาสองตัวพร้อมๆ กัน ท้ายที่สุดปลาก็ดิ้นหลุดมือไปทั้งสองตัว สำนวนจับปลาสองมือนี้ ใช้ในความหมายว่า การทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน อาจจะได้ผลไม่เต็มที่หรือออาจจะไม่ได้ผลเลย มักใช้ตำหนิคนที่จับงานโน้นทีจับงานนี้ที อาจเกิดความเสียหายกับงานได้ไม่มีงานใหนสำเร็จซักงานเดียว
ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับปลา เกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง มาจากบางคนที่ไม่ยอมกินปลาไหลเพราะเกลียดที่ปลาไหลมีลักษณะเหมือนงู แต่ถ้าเอาปลาไหลมาแกงก็สามารถตักน้ำแกงมาซดกินได้หน้าตาเฉย เพราะน้ำแกงจากปลาไหลนั้นรสชาติอร่อยแม้จะไม่ชอบตัวปลาไหลแต่ก็กินน้ำแกงปลาไหลได้ สำนวนนี้ใช้ในกรณีที่เกลียดหรือไม่ชอบสิ่งใด แต่ก็ยังไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เพราะตัดไม่ขาดจริงเหมื่อนเกลียดปลาไหลแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะซดน้ำแกงจากปลาไหล
นานาสัตว์ในสำนวนไทย เรื่อง แมว แมว
แมวปรากฏตัวอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวน เช่น ย้อมแมวขาย ที่เท่าแมวดิ้นตาย ปิดประตูตีแมว ชื่อเป็น (เหมือน) แมวนอนหวด ฝากเนื้อไว้กับเสือ ฝากปลา (ย่าง) ไว้กับแมว หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว ฯลฯ
เริ่มกันที่สำนวนแรก “ย้อมแมวขาย” สำนวนนี้น่าจะมาจากการเลี้ยงแมวของคนไทย เจ้าของแมวอาจจะเห็นว่าแมวของตนมีสีขนไม่สวย แมวมีลักษณะไม่ดี เจ้าของก็เลยนำแมวมาตกแต่งย้อมสี ให้เห็นว่า แมววของตนมีสีสันสวยงาม สำนวนย้อมแมวขาย ใช้ในความหมายว่า ตกแต่งสิ่งที่ไม่ดี ไม่สวยงาม โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเชื่อว่าเป็นของดี ส่วนใหญ่มักใช้พูดประชดประชันเสียดสีสาวงามที่ขึ้นประกวดเวทีต่างๆ ที่มักถูกปรับปรุงรูปโฉมให้สวยงามหลอกสายตาขณะกรรมการตัดสินการประกวด ยิ่งไปกว่านั้นสาวงามบางคนอาจจะไม่ใช่สาวบริสุทธิ์
ถัดมาคือสำนวน “ที่เท่าแมวดิ้นตาย” สำนวนนี้มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องศรีธนญชัย ชาวกรมประชาสัมพันธ์คงจำกันได้ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ศรีธนญชัยทูลขอที่ดินจากพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นที่ดินไม่มากมีขนาดเล็กเท่าแมวดิ้นตายคงมีขนาดเล็กแค่ตารางวาเดียว ก็ตกลงตกปากรับคำว่าจะยกที่ดินให้ แต่ศรีธนญชัยเจ้าปัญญา (ผสมกับเจ้าเล่ห์) เอาแมวตัวหนึ่งมาผูกเชือกไว้ แล้วใช้ไม่เฆี่ยนตีแมวให้ดิ้นไปเรื่อยๆ จนแมวตาย แมวดิ้นไปกว่าจะตายก็บริเวณกว้างมาก ศรีธนญชัยก็เลยได้ที่ดินมากมาย สำนวนวนที่เท่าแมวดิ้นตาย หมายถึง ที่ดินเพียงเล็กน้อยจริงๆ แต่ที่ดินเท่าแมวดิ้นตายตามอุบายของศรีธนญชัยกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม สำนวนที่เท่าแมวดิ้นตายใช้เปรียบเทียบว่าเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผืนเล็กๆ เท่านั้น
สำนวนต่อมาคือสำนวน “ปิดประตูตีแมว” อย่างที่บอกชาวกรมประชาสัมพันธ์ไว้แล้วว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของคนไทยที่นิยมเลี้ยงไว้ตามบ้านเหมือนสุนัข บ้านของอักษราเองที่ต่างจังหวัดก็เคยเลี้ยงแมวบางวันก็เห็นมันหายไปไม่มาเดินให้เห็น แม่ของอักษราเคยบ่นว่า มันชอบหนีเที่ยว คงจะเข้าไปในบ้านคนอื่นในละเวกนั้น แมวที่เข้าไปเร่ร่อนในบ้านคนอื่นนั้นคงทำความรำคาญให้เจ้าของบ้านอยู่ไม่น้อย ไล่มันแล้วเจ้าเหมียวก็ไม่ค่อยยอมจะไป อาจจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาด คือปิดประตูไล่ตีให้มันเข็ดหลาบ จะได้ไม่กล้าเข้ามาในบ้านอีก สำนวนปิดประตูตีแมว หมายความว่า รังแกหรือทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้และไม่มีทางหนีรอดไปได้
ส่วนสำนวนนี้ “ซื่อเหมือนแมวนอนหวด” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ คงรู้จักภาชนะที่เรียกว่า “หวด” ที่ใช้สำหรับนึ่งข้าวเหนียวของชาวอีสาน สำนวนนี้เกิดจากอาการของแมวที่ลงไปนอนในหวดนึ่งข้าวเหนียวซึ่งมีลักษณะโค้งงอ เวลาแมวลงไปนอนในหวดแล้วแมวต้องนอนงอตัวให้โค้งไปตามรูปร่างของหวด มองดูเผินๆ เหมือนว่าแมวนอนสบาย แต่จริงๆ แล้วแมวนอนในหวดอย่างลำบาก แต่แกล้งทำให้ดูเหมือนว่านอนสบาย สำนวนซื่อเหมือนแมวนอนหวด จึงหมายความว่า แกล้งทำเป็นซื่อ จริงใจ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ซื่อใช้เปรียบเปรยประชดประชันคนที่แกล้งทำเป็นคนซื่อตรง แต่ความจริงแล้วไม่ได้ซื่อเหมือนอย่างที่มองเห็นเลย ใครมีลักษณะแบบนี้คงคบหาสมาคมด้วยไม่ได้ เพราะขาดความจริงใจ
อีกสำนวนหนึ่งคือ สำนวน “ฝากเนื้อไว้กับเสือ ฝากปลา (ย่าง) ไว้กับแมว” ก็แหม... ไปฝากของชอบไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้นแล้วจะไปเหลืออะไร เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นของชอบของเสืออยู่แล้ว ส่วนปลา (ย่าง) ก็ของชอบของเจ้าแมวเหมียว ฝากแล้วจะไปเอาคืนน่ะเหรอ เสือก็กินเนื้อหมดแล้ว แมวก็กินปลา (ย่าง) หมดแล้วเหมือนกัน สำนวนนี้ใช้ในโอกาสที่ฝากสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้กับผู้ที่ชอบสิ่งนั้น แน่นอนว่าย่อมสูญหายไม่ได้คืน จึงเตือนใจไว้ว่า ไม่ควรฝากไว้เป็นอันขาด
ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับแมวกับสำนวน “หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” แมวนั้นชอบกินปลาอยู่แล้ว แม้เจ้าของจะให้กินปลาจนอิ่มแล้วก็ตาม แต่ถ้าเผลอมันก็แอบขโมยปลากินอีก และถ้าเจ้าของแกล้งเอาปลาย่างหรือปิ้งประชดให้มันกินอีก เพราะคิดว่ามันจะอายหรือกระดากใจไม่กล้ากินแต่มันก็กินจนหมดอีกนั่นล่ะ สำนวนนี้ใช้กับความหมายว่า ทำอะไรหรือทำสิ่งใดเป็นการประชดประชัน ทำกระทบกระแทกแดกดัน มีแต่จะเสียประโยชน์เปล่าๆ เพราะคนที่เราแกล้งประชดประชัน เขาไม่สนใจไม่รู้เรื่องที่เราทำประชดเขาหรอก
นานาสัตว์ในสำนวนไทย จระเข้และตุ๊กแก
สำนวนว่า “กินปูนร้อนท้อง” นั้น ว่ากันว่ามากจากตุ๊กแกที่เมื่อกินปูนเข้าไปแล้วร้อนในท้องจนต้องร้องออกมา ส่วนทำไมต้องกินด้วยล่ะ ก็ยังไม่มีใครตอบได้ สำนวนนี้ใช้ในโอกาสที่มีผู้เดือดเนื้อร้อนตัวเมื่อมีใครมาพูดถึงความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัวผู้ทำผิด แต่ผู้นั้นก็ร้อนตัว ออกมาปฏิเสธพัลวันจนทำให้เข้าใจว่าผู้นั้นเองเป็นผู้กระทำ
ส่วน จระเข้ มาพร้อมกับ เสือ ในสำนวนว่า “หนีเสือปะจระเข้” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่ติดตามคอลัมน์พูดไทยเขียนไทย มาตั้งแต่สำนวนไทยให้แง่คิด ชุด สำนวนไทยที่เกี่ยวกับสัตว์สิบสองราศีคงจำได้ว่า เสือ นั้นเคยปรากฏตัวมาแล้วครั้งหนึ่งเป็นสุตว์สัญลักษณ์ปีขาล ทั้งเสือและจระเข้เป็นสัตว์ทีทำอันตรายมนุษย์ทั้งคู่ สำนวนนี้จึงหมายความว่า หนีอันตรายอย่างหนึ่งแล้วต้องพบกับอันตรายอีกอย่างหนึ่ง
อีกสำนวนหนึ่งที่กล่าวถึงจระเข้ คือ “สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ” จระเข้นั้นเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ คืออยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบกจึงไม่จำเป็นตรงไปสอนในสิ่งที่จระเข้เก่งและชำนาญอยู่แล้ว สำนวนนี้หมายความว่า สอนในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วชำนาญอยู่แล้ว
ปิดท้ายกับสำนวน “จระเข้ขวางคลอง” ในสมัยก่อน แม่น้ำลำคลองยังมีจระเข้ชุกชุม ถ้าชาวบ้านพายเรือไปในคลองแล้วพบจระเข้นอนขวางอยู่ก็จำเป็นต้องหยุดเรืออยู่ตรงนั้น พายเรือต่อไปไม่ได้ สำนวนนี้จึงหมายถึง มีอุปสรรคมีสิ่งกีดขวางการทำงาน ใช้กล่าวตำหนิผู้ที่ชอบกันท่าผู้อื่นไม่ให้ทำงานทำการได้โดยสะดวก
นานาสัตว์ในสำนวนไทย ช.ช้างวิ่งหนี
ช้าง” สัตว์ที่มีบุญคุณและมีประโยชน์กับชาติไทยมาแต่โบราณ ช้างปรากฏตัวอยู่ในสำนวนไทยหลายสำนวน เช่น ขี่ช้างจับตั๊กแตน เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด ฆ่าช้างเอางา ฯลฯ ลองอ่านกันไปทีละสำนวนเชื่อว่าคงให้มุมมองแง่คิดกับชาวกรมประชาสัมพันธ์ได้ไม่น้อย ช้าง ในสำนวน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” มองเห็นความแตกต่างระหว่างช้างกับตั๊กแตนได้ชัดเจน ตั๊กแตนเป็นแมลงตัวเล็กจับยาก ถ้าจะจับต้องใช้สวิงขนาดเล็กผูกกับไม้ปลายยาว ไล่ครอบจึงจะจับได้ ถ้าใช้มือไม่มีทางที่จะจับได้ เพราะตั๊กแตนบินไปได้ไกลๆ และรวดเร็วมาก ส่วนช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่เทียบไม่ได้กับแมลงอย่างตั๊กแตน และถ้าเราต้องขี่ช้างไปจับตั๊กแตน จะสมควรแล้วหรือ เป็นเรื่องที่ต้องลงทุนลงแรงกันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ สำนวนขี่ช้างจับตั๊กแตนจึงหมายความถึงสิ่งที่เราทำใหญ่โตเกินความจำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ ใช้เปรียบเทียบเพื่อชี้ให้เห็นว่า การลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใหญ่โต แต่ไดผลประโยชน์หรือผลตอบแทนพียงนิดเดียวนั้น ไม่คุ้มค่า ไมสมควรที่จะทำ ช้าง ในสำนวนต่อมา คือ สำนวนว่า “เลี้ยงช้างกินขี้ช้าง” มีที่มาจาก คนเลี้ยงช้างของหลวงในสมัยโบราณที่เรียกว่า ตะพุ่น คือ คนเกี่ยวหญ้ามาให้ช้างกิน โดยเมื่อเกี่ยวหญ้าแล้วก็จะนำมาวางกองไว้ห่างๆ ไม่ให้ช้างเอางวงตวัดหญ้ากินเองได้ เมื่อช้างหิวก็ส่งเสียงร้องและฟวดงวงไปมา คนที่เดินผ่านมาก็เกิดความสงสัยถามว่าทำไมถึงไม่เอาหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงก็ตอบว่าถ้าอยากให้ช้างกินหญ้าก็ช่วยซื้อหญ้าให้ช้างกินหน่อยเถอะ ด้วยความสงสารคนที่เห็นดังนั้นก็เลยต้องซื้อหญ้าให้ช้างกิน คนเลี้ยงช้างก็เลยได้เงินค่าหญ้าไปฟรีๆ สำนวนเลี้ยงช้างกินขี้ช้างจึงหมายถึง หาประโยชน์จากงานที่ตนเองทำอยู่ ใช้เปรียบเทียบคนที่ทำงานชนิดใดแล้วพลอยมีส่วนได้ประโยชน์จากงานนั้น แต่เป็นประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องไม่บริสุทธิ์ อีกสำนวนหนึ่งที่มี ช้าง ปรากฏอยู่ คือ สำนวนว่า “ดูช้างให้ดูหน้าหนาว ดูสาวให้ดูหน้าร้อน” ชาวกรมประชาสัมพันธ์ที่เคยสงสัย คงได้หายสงสัยกันเสียที คนโบราณให้ดูช้างหน้าหนาวก็เพราะว่า หน้าหนาวเป็นเวลาที่ช้างตกมัน จะเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นดุร้ายอาละวาดคนที่เลี้ยงช้างเป็นเจ้าของช้างก็จะรู้ว่าช้างตัวไหนมีพละกำลังมากในการชักลากซุง ส่วนในหน้าร้อน หญิงสาวมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนผิวพรรณที่สวยงาม ชายหนุ่มจึงชอบดูหญิงสาวในหน้าร้อนนี่เอง สำนวนนี้เป็นคำกล่าวแนะนำให้สังเกตลักษณะของช้างและหญิงสาวที่เป็นไปตามธรรมชาติและสภาวะอากาศ สำนวนนี้ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่งที่เปรียบเทียบสิ่งใหญ่กับสิ่งเล็ก สำนวนว่า “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด” ช้างนั้นตัวใหญ่มากเมื่อเทียบกับใบบัว ใบบัวจะปิดช้างทั้งตัวได้อย่างไร เช่นเดียวกับความชั่วที่พยายามกลบเกลื่อนปกปิด ไม่สามารถปิดมิด ความจริงย่อมปรากฏออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง สำนวนนี้ใช้เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ยอมสารภาพรับผิด พยายามกลบเกลื่อนปิดบัง ปิดท้ายสำนวนไทยที่เกี่ยวกับช้างสำนวนนี้ คือ “ฆ่าช้างเอางา” ช้างเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มาก ทั้งลากซุง ทั้งเป็นยานพาหนะ ช้างไม่ได้มีประโยชน์ด้านแรงงานเท่านั้น แต่ช้างยังเป็นสัตว์ที่มีความสวยงามโดยเฉพาะงา เชื่อกันว่างาช้างเป็ของมงคล ทำให้คนอยากไดไว้ครอบครอง แต่การจะได้งาช้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยต้องล้มช้าง (ฆ่าช้าง) เสียก่อนจึงจะเอางามาได้ เป็นการทำลายสิ่งใหญ่โต (คือช้างทั้งตัว) เพื่อแลกกับสิ่งเล็กน้อย (คือ งาเพียงคู่เดียว) โดยไม่คำนึงว่าสมควรหรือไม่ สำนวนนี้ใช้เตือนสติให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่จะได้มา โดยต้องทำลายสิ่งที่มีค่ามากมายไป เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)