วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เพลงปลุกใจ


ต้นตระกูลไทย

(สร้อย) ต้นตระกูลไทยใจท่านเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลาน สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน เพื่อถนอมบ้านเมืองไว้ให้เรา ลุกขึ้นเถิดพี่น้องไทย อย่าให้ชีวิตสูญเปล่า รักชาติยิ่งชีพของเรา เหมือนดังพงศ์เผ่าต้นตระกูลไทย
(สร้อย)ท่านพระยารามผู้มีความแข็งขัน สู้รบป้องกันมิได้ยอมแพ้พ่าย พระราชมนูทหารสมัยกู้ชาติ แสดงความสามารถได้ชัยชนะมากหลายเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ท่านเป็นแม่ทัพชั้นเอกของสมเด็จพระนารายณ์ สีหราชเดโช ผจญสงครามใหญ่โตต่อตีศัตรูแพ้พ่าย เจ้าคุณพิชัยดาบหัก ผู้กล้าหาญยิ่งนัก ล้วนเป็นต้นตระกูลไทย
(สร้อย)หมู่บุคคลสำคัญ หัวหน้าชาวบางระจัน ที่เราหาชื่อได้ นายแท่น นายดอก นายอินทร์ นายเมือง ขุนสวรรค์พันเรือง นายทองแสงใหญ่ นายโชติ นายทองเหม็น ท่านพวกนี้ล้วนเป็นผู้กล้าหาญชาญชัย นายจันหนวดเขี้ยว กับ นายทองแก้ว ทำชื่อเสียงเพริดแพร้ว ไว้ลายเลือดไทย ชาวบางระจันสำคัญยิ่งใหญ่ เป็นต้นตระกูลไทย เป็นต้นตระกูลของไทยที่ควรระลึกตลอดกาล
(สร้อย)องค์พระสุริโยทัย ยอดยิ่งหญิงไทย สละพระชนม์เพื่อชาติ ท้าวเทพสตรี ท้าวศรีสุนทร ป้องกันกลางนคร ไว้ด้วยความสามารถ ท้าวสุรนารี ผู้เป็นนักรบสตรีกล้าหาญองอาจ ป้องกันอีสานต้านศัตรูของชาติ ล้วนเป็นสตรีสามารถ ต้นตระกูลไทย

ตื่นเถิดชาวไทย

(สร้อย) ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับไหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลายถ้ามัวหลับมัวหลง เราก็คงมลายเราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทย บ้านเมือง ยามเฟื่องฟุ้งรุ่งเรือง ก็อย่าลืมขวนขวาย เราจะพากันตาย จำไว้เถอะสหาย ตื่นเถิดชาวไทย(สร้อย) ...............................ชาติไทย เราไม่น้อมยอมใคร จะสู้จนชีพสลาย หวังผดุงแหลมทอง เราพี่น้องหญิงชาย อย่าให้ชาติสูญหาย ตื่นเถิดชาวไทย(สร้อย) ...............................


ตื่นเถิดไทย
(หมู่ ช.) เราเผ่าไทย ต่างคนจากแดนไกล ต่างมารวมใจสามัคคีทุกหมู่เหล่า พวกเราพร้อมพรั่ง
(หมู่ ญ.) งานถิ่นเรา ถิ่นไทยในแดนทอง แหล่งดีคนปอง ไทยเข้าครองต้องรวมกัน ผูกพันรักเก่า
(หมู่ ช.) โบราณนานมาชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น
(หมู่ ญ.) พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี
(หมู่ ช. + ญ.) ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง ตื่นเถิดไทย จงพร้อมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่ายศัตรูร้ายมุ่ง(หมู่ ช.) โบราณนานมาชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น
(หมู่ ญ.) พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี
(หมู่ ช. + ญ.) ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง ตื่นเถิดไทย จงพร้อมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่ายศัตรูร้ายมุ่ง(หมู่ ช. + ญ.) ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง ตื่นเถิดไทย จงพร้อมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่ายศัตรูร้ายมุ่ง



ไทยรวมพลัง

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง มายึดแย่งก็จะพินาศไป ขอแต่เพียง ไทยเรา อย่าผลาญชาติ ร่วมชาติ ร่วมจิต เป็นข้อใหญ่ ไทยอย่า มุ่งร้าย ทำลายไทย จงพร้อมใจ พร้อมกำลัง ระวังเมือง ให้นานา ภาษา เขานิยม ชมเกียรติยศ ฟูเฟื่อง ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรื่อง ให้ชื่อไทย กระเดื่อง ทั่วโลกา ช่วยกัน เต็มใจ ใฝ่ผดุง บำรุง ทั้งขาติ ศาสนา ให้อยู่ จนสิ้นดินฟ้า วัฒนา เถิดไทย ไชโย (ร้องซ้ำทั้งเพลง)


บ้านเกิดเมืองนอน

บ้านเมืองเรารุ่งเรืองพร้อมอยู่ทุกหมู่เหล่า พวกเราล้วนพงศ์เผ่าศิวิไลเพราะฉนั้นชวนกันยินดีเปรมปรีดิ์ดีใจ เรียกว่าคนไทย แดนดินผืนใหญ่มิใช่ทาสเขาก่อนนี้มีเขตแดนนับว่ากว้างใหญ่ ได้ไว้พลีเลือดเนื้อแลกเอารบ ๆ ๆ ๆ ไม่หวั่นใครมอบความเป็นไทยให้พวกเรา แต่ครั้งนานกาลเก่าชาติเราเขาเรียกชาติไทยบ้านเมืองควรประเทืองไว้ดั้งแต่ก่อน แน่นอนเนื้อและเลือดพลีไปเพราะฉนั้นเราควรมีความยินดีมีความภูมิใจ แดนดินถิ่นไทยรวบรวมไว้ได้แสนจะยากเข็ญยากแค้นเคยกู้แดนไว้อย่างบากบั้น ก่อนนั้นเคยแตกสานซ่านเซ็นแม้กระนั้นยังร่วมใจช่วยกันรวมไทยให้ร่มเย็น บัดนี้ไทยดีเด่นร่มเย็นสมสุขเรื่อยมาอยู่กินบนแผ่นดินท้องถิ่นกว้างใหญ่ ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพามา ๆ เข้าเราดูธงไทยใจจงปรีดา ว่าไทยอยู่มาด้วยผาสุกถาวรสดใสบัดนี้ไทยเจริญวิสุทธิ์ผุดผ่อง พี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทยรักกันไว้ให้มั่นคงเทิดธงไตรรงค์ให้เด่นไกล ชาติเชื้อเรายิ่งใหญ่ชาติไทยบ้านเมืองนอน

แหลมทอง

(สร้อย) แหลมทองไทยเข้าครองเป็นแดนไทย รักกันไว้เราพวกไทยในแดนทองแหลมทองเข้าครองเป็นแดนไทย แล้วย้ายแยกแตกกันไปเป็นสาขาไทยสยามอยู่แม่น้ำเจ้าพระยา และปิงวังยมน่านนที
(สร้อย)โขงสาครไทยก็จองครองที่ดิน สาละวินไทยใหญ่อยู่เป็นที่ไทยอิสลามอยู่ลำน้ำตานี ต่อลงไปไทยก็มีอยู่เหมือนกัน
(สร้อย)ขอพวกเราชาวไทยของแดนทอง หมายใจปองผู้กรักสมัครมั่นไทยสยามมุ่งจิตคิดสัมพันธ์ ผู้ไมตรีทั่วกันในแหลมทอง
(สร้อย)

รักกันไว้เถิด
( ช + ญ) (สร้อย) รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณีไทย ไม่มีขีดกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย
(หมู่ ช + ญ ) ท้องถิ่นแหลมทอง เหมือนทองของแม่ เกิดถิ่นเดียวกันแท้ เหมือนแม่เดียวกันใช่ไหมยามฉันมองตาคุณ อบอุ่นดวงใจ เห็นสายเลือดไทย ในสายตาบอกสายสัมพันธ์
(หมู่ ช + ญ )(สร้อย) รักกันไว้เถิด..............
(หมู่ ญ. )ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา พืชพันธุ์ดื่นดาษดา ไร่นารวงทองไสว สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้ เราลูกหลานไทย จงร่วมใจรักษาให้มั่น
(หมู่ ช + ญ )(สร้อย) รักกันไว้เถิด...
(หมู่) แหลมทองโสภา ด้วยบารมี ปกเกล้าเราไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรีผ่องใส ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชันย์
(หมู่ ช + ญ )(สร้อย)... รักันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหนๆ ก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณีไทย ไม่มีขีดกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย (ซ้ำ.. )เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย


หนักแผ่นดิน
(สร้อย) หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดินคนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกันได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลายคนใดให้ไทยเป็นทาส ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทยแต่ยังฝังทำกินกอบโกยสินไทยไป เหยียดคนไทยเช่นทาษของมัน
(สร้อย)คนใดยุยงปลุกปั่นไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจายปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเองคนใดหลงชมชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหงได้สินทรัพย์เจือจางประหารไทยกันเอง ที่ชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน
(สร้อย)คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรูเข้าทลายพลังไทยให้สลายมางสู้ เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมันคนใดคิดร้ายราวี ประเพณีของไทยไม่ต้องการเกื้อหนุนอคติเชื่อลัทธิอันทะพาล แพร่นำมันมาบ้านเมืองเรา

เพลงรักเมืองไทย
(สร้อย) รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสมเป็นเมืองของไทยเราชาวไทยเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (ซ้ำ)
ไม่เคยอ่อนน้อมเราไม่ยอมแพ้ใคร ศัตรูใจกล้ามาแต่ทิศใด ถ้าข่มเหงไทย คงจะได้เห็นดี

(สร้อย)เราชาวไทยเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (ซ้ำ)
เรารักเพื่อนบ้าน เราไม่รานรุกใคร แต่รักษาสิทธิ์ อิสระของไทย ใครทำซ้ำใจ ไทยจะไม่ถอยเลย

(สร้อย )เราชาวไทยเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย (ซ้ำ)
ถ้าถูกข่มเหงเราไม่เกรงผู้ใด ดังงูตัวนิดมีพิษเหลือใจเรารักเมืองไทย ยิ่งชีพเราเอย


http://kamponn.multiply.com/journal/item/44/44

ประวัติเพลงปลุกใจ


เพลงปลุกใจ รวมอยู่ในประเภทบทเพลงหรือดนตรีที่ให้คุณต่อมนุษย์ด้านสังคมเกี่ยวข้องในด้านสังคม มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน โดยใช้เครื่องดนตรีจำพวกเครื่องเป่าทั้งเครื่องลมไม้และเครื่องทองเหลือง รวมถึงกลุ่มเครื่องกระทบ ได้แก่ เครื่องดนตรีที่ให้จังหวะทั้งหลาย โดยบรรเลงเพลงเดินแถวเพื่อปลุกใจทหาร ผ่านช่วงเวลาที่มีทั้งรุ่งเรืองและซบเซามากระทั่งถึงยุคสมัยของนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส มีการปรับปรุงให้มีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด เช่น พวกขลุ่ยผิว พวกปี่และแตร ซึ่งต่อมาเป็นต้นแบบของวงโยธวาทิต


พจนานุกรมให้ความหมายเพลงปลุกใจว่า คือเพลงที่เร้าใจให้เกิดความกล้าหาญและกระตือรือร้น จึงเป็นเพลงที่ฟังแล้วจะเหนื่อย ยิ่งร้องเองยิ่งเหนื่อย เหนื่อยด้วยความฮึกเหิมเอาชัย


สำหรับประเทศไทย วิทยานิพนธ์เรื่อง การสื่อความหมายในเพลงปลุกใจสี่เหล่าทัพ ของ วรรณลดา พิรุณสาร นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


อธิบายถึงเพลงปลุกใจของกองทัพว่าปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2452)


และเริ่มปรากฏเด่นชัดในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2456)ต่อมาเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.2475 กองทัพผลิตเพลงปลุกใจออกมามากขึ้น


กระทั่งเข้าสู่ ช่วงสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพลงปลุกใจของกองทัพยุคนี้จึงมีความเจริญสูงสุด เหตุผลประการหนึ่งมาจากการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และรัฐบาลต้องการจะปลุกเร้าจิตใจของทหารในกองทัพให้เกิดสำนึกรักชาติ ต่อมาเมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพลงปลุกใจของกองทัพกลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จวบจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย14 ตุลาคม 2516-2519


เพลงปลุกใจของกองทัพจึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยแรงจูงใจที่ผู้ประพันธ์นำมาใช้มากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย รองลงมาคือความต้องการเป็นที่ยอมรับนับถือยกย่องในวงสังคม และการอุทิศตัวเพื่อประเทศชาติ ตามลำดับ

ตัวอย่างเพลงปลุกใจ
· เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย
· เกียรติศักดิ์ทหารเสือ
· จากยอดดอย
· ชายชาญทหารไทย
· ดอกประดู่ (เพลง)
· ดุจบิดามารดร
· แด่ทหารหาญในสมรภูมิ
· ตื่นเถิดชาวไทย
· ตื่นเถิดไทย
· ต้นตระกูลไทย (เพลง)
· ถามคนไทย
· ทหารของชาติ
· ทหารพระนเรศวร
· แผ่นดินของเรา (เพลง)
· แผ่นดินของเรา (เพลงพระราชนิพนธ์)
· พลังสามัคคี
· เพลงมหาชัย
· รักกันไว้เถิด
· เราสู้
· เลือดสุพรรณ
· สยามานุสสติ
· หนักแผ่นดิน
· อนุสติไทย

ศึกบางระจัน


ศึกบางระจัน จำให้มั่นพี่น้องชาติไทยเกียรติประวัติสร้างไว้ แด่ชนชาติไทยรุ่นหลังแม้ชีวิตย่อมอุทิศคราชาติอับปาง เลือดไทยต้องมาไหลหลั่งทาทั่วผืนแผ่นดินทองไทยคงเป็นไทย มิใช่ชาติเป็นเชลยไทยมิเคยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจัน แม้สิ้นอาวุธจะสู้สองดาบฟาดฟันศัตรู สู้จนชีพตนมลายตัวตายดีกว่าชาติตาย เพียงเลือดหยาดสุดท้ายขอให้ไทยคงอยู่ แดนทองของไทยมิใช่ศัตรูแม้ใครรุกรานเราสู้ เพื่อกู้แหลมถิ่นไทย
เลือดสุพรรณมาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ เอยเลือดสุพรรณเข้าประจัญอย่าได้พรั่นเลย (ซ้ำ)

เลือดสุพรรณเหิมหาญในการศึกเหี้ยมฮึกกล้าสู้ไม่รู้หนีไม่ครั่นคร้ามครามใจต่อไพรีมาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ เอยเลือดสุพรรณเข้าประจัญอย่าให้พรั่นเลย (ซ้ำ)
อยู่ไม่สุขเขารุกแดนกระหน่ำให้ชิดซ้ำแสนอนาถชาติไทยเอยเขาเฆี่ยนฆ่าเพราะเขาเห็นเป็นเชลย อย่านิ่งเฉยอยู่ทำไมพวกไทยเรามาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณ เอยเลือดสุพรรณเข้าประจัญอย่าได้พรั่นเลย
(ซ้ำ)อันเมืองไทยเป็นของไทยใช่ของอื่น มาต่อสู้กู้คืนเถอะเรา เอยถึงตัวตายอย่าเสียดายชีวิตเลย มาเถอะเอยพวกเรามากล้าประจัญมาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเลือดสุพรรณเข้าประจัญอย่าได้พรั่นเลย (ซ้ำ)

สุดแผ่นดิน

สุดดินคือถิ่นน้ำ เขตคามไทยสุดแนวเราถอยไม่ได้อีกแล้ว ฟื้นดินสิ้นแนวทะเลกว้างใหญ่ชาติไทยในเก่ากาล ถูกเขารานย้ำใจเคยเสียน้ำตามากเพียงไหน เสียเนื้อเลือดเท่าไรชาวไทยจำได้ดีเราถอนมาอยู่แสนไกล รวมเผ่าไทยอยู่อย่างเสรีพระสยามทรงนำโชคดี ผืนดินถิ่นนี้คือแผ่นทองไม่มีที่แห่งไหน ให้ไทยไปจับจองเราถอยไปไม่ได้พี่น้อง ใครคิดมาแย่งครองผองไทยจงสู้ตาย

เพลงถามคนไทย
หัวใจถูกแทงกี่ขั้ว ตามตัวถูกฟันกี่แผลปู่ไทยตายไปกี่คนแน่ ไทยจึงได้แผ่มาถึงแหลมทองกระดูกไทยกระเด็นไปกี่ท่อน เชิงตะกอนเผาไปกี่หนคอขาดกันไปกี่คน ไทยทุกคนจึงได้ไทยครอบครองเสียเลือดกันไปเท่าไหร่ เสียใจกันไปกี่ครั้งน้ำตาของไทยไหลหลั่ง ทุกๆครั้งที่ถูกเฉือนขวานทองเข่นฆ่ากันทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผองไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครองวิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไรไทยฆ่าไทยให้ชาติอื่นครองวิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไรวิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร


อยุธยารำลึก

อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อนจิตใจอาวรณ์มาเล่าสู่กันฟังอยุธยาแต่ก่อนนี้ยังเป็นดังเมืองทอง ของพี่น้องเผ่าพงศ์ไทยเดี๋ยวนี้ซิเป็นเมืองเก่าชาวไทยแสนเศร้า ถูกข้าศึกรุกรานชาวไทยทุกคนหัวใจร้าวรานข้าศึกเผ่าผลาญ แหลกลาญวอดวายเราชนชั้นหลังมองแล้วเศร้าใจอนุสรณ์เตือนให้ชาวไทยจงมั่นสมัครสมานร่วมใจกันสามัคคีคงจะไม่มีใครกล้ามาราวีชาติไทย(ซ้ำทั้งเพลง)

สามัคคีชุมนุม

พวกเราเหล่ามาชุมนุม ต่างภูมิใจรักสมัครสมาน ล้วนมิตรจิตชื่นบาน สราญเริงอยู่ทุกผู้ทุกนาม (สร้อย)
อันความกลมเกลียว กันเป็นใจเดียวประเสริฐศรี ทุกสิ่งประสงค์จงใจ จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี กิจใด ธ ประสงค์มี ร่วมใจภักดีแด่พระจอมสยาม พร้อมจิตดังมือเดียวยาม ยากเย็นเห็นง่ายบ่หน่ายบ่จาง (สร้อย)
ที่หนักก็จักเบาคลาย ที่อันตรายก็ขจัดขัดขวาง ฉลองพระเดชบ่จาง กตเวทีคุณพระกรุณา (สร้อย)
สามัคคีนี่แหละล้ำเลิศ จักชูชาติเชิดพระศาสนา สยามรัฐจักวัฒนา ปรากฏเกียรติฟุ้งเฟื่องกระเดื่องแดนดิน (สร้อย)


http://gotoknow.org/blog/boomya1/217529?page=1

http://kamponn.multiply.com/journal/item/44/44

ประวัติแตรวงชาวบ้าน


แตรวงเป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงในกิจกรรมของชาวบ้าน แตรวงใช้สำหรับการประโคมและการแห่ในงานต่างๆ อาทิ งานศพ งานบวช งานแต่งงาน งานสมโภชและงานสังสรรค์รื่นเริง แตรวงนิยมใช้ทั่วไปในประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมการประโคมและการแห่ของภาคกลาง


แตรวงเป็นวงดนตรีที่เริ่มจากกองดุริยางค์ของทหาร ซึ่งทหารแตรชุดแรกจากอังกฤษเข้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2395 โดยมีครูแตร ร้อยเอกน๊อกซ์ (Thomas Gerge Knox) และร้อยเอกอิมเปย์ (Impey) เป็นครูฝึกทหารแตรที่อยู่ที่วังหลวงและวังหน้า โดยใช้เพลงกอดเสฟเตอะควีน (God save the Queen) ทหารแตรส่วนใหญ่เป็นนักดนตรีปี่พาทย์ เล่นดนตรีในวงต่างๆเมื่อเป่าแตรได้ ก็นำแตรไปเป่าเพลงปี่พาทย์ด้วย จึงกลายเป็นแตรวงผสมปี่พาทย์เล่นในงานต่างๆกระจายไปสู่ชาวบ้านทั่วไป


เครื่องดนตรีของแตรวงที่นิยมใช้ประกอบด้วย เครื่องเป่า และเครื่องจังหวะเป็นหลัก อาทิ ทรัมเป็ต ทรอมโปน คอร์เน็ต บาริโทน(ยูโฟเนียม) ทูบา ฮอร์น คลาริเนต แซกโซโฟน และเครื่องจังหวะกลองมริกัน (กลองใหญ่) ฉิ่งฉาบ กรับ นิยมบรรเลงคู่กับปี่พาทย์ เมื่อใช้แห่ก็นิยมผสมกับวงกลองยาว แตรวงได้พัฒนาอยู่ในสังคมชาวสยามร่วม 150 ปี


ปัจจุบันกิจกรรมของแตรวงซบเซาและเล่นกันน้อยลง เนื่องจากสังคมเปลี่ยนไปตามงานต่างๆ ไม่ค่อยนิยมการแห่อีกต่อไป งานบวช งานศพมีการแห่น้อยลง งานประโคมนาค งานประโคมศพ มีกิจกรรมอื่นๆแทน หากมีงานราชการก็มีวงโยธวาทิตของโรงเรียนเข้ามาทำหน้าที่ทดแทน ทำให้แตรวงมีงานน้อยจึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อย่างไรก็ตามในต่างจังหวัดชาวบ้านก็ยังมีแตรวงประโคมและแห่อยู่บ้าง


ประวัติเพลงลูกทุ่ง


ประวัติเพลงลูกทุ่ง

ถ้าจะพิจารณาถึงกำเนิดของเพลงลูกทุ่งแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเพลงลูกทุ่งถือกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานเท่ากับเพลง ไทยสากล เนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีนั้น ยังไม่มีการแยกประเภทเพลงไทยสากลออกเป็นลูกทุ่งหรือลูกกรุง ถือว่าเป็นเพลง กลุ่มเดียวกัน นักแต่งเพลงและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีหลายท่านในช่วงต้นล้วนแล้วแต่ไม่ประสงค์ให้แบ่งแยกเพลงไทยสากล ออกเป็นเพลงลูกทุ่งและ เพลงลูกกรุง อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในยุคแรกมีนักร้องเพลงไทยสากลที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งนิยมร้องเพลงที่มีสาระบรรยาย ชีวิตชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนาและความยากจน ชาวบ้านเรียกเพลงกลุ่มนี้ว่า "เพลงตลาด" หรือ "เพลงชีวิต"



เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลานี้ มีนักร้อง แนวเพลงตลาดอยู่หลายคนที่แต่งเพลงเองด้วย อาทิ ไพบูลย์ บุตรขัน,ชลอ ไตรตรองสอน,พยงค์ มุกดา,มงคล อมาตยกุล,เบ็ญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) ,สุรพล สมบัติเจรฺญ เป็นต้น ส่วนวงดนตรีที่เด่น ๆ ของเพลงแนวนี้ ได้แก่ วงดนตรี "จุฬารัตน"' ของ มงคล อมาตยกุล วงดนตรี "พยงค์ มุกดา" และวงดนตรี "สุรพล สมบัติเจริญ" นับได้ว่าวงดนตรีทั้งสามนี้ เป็นแหล่งก่อกำเนิดแยกตัวเป็นวงดนตรีเพลงลูกทุ่ง จำนวนมากในกาลต่อมา


นักร้องที่ร้องเพลงแนวดังกล่าวในระยะต้นยังไม่เรียกกันว่า 'นักร้องลูกทุ่ง' นักร้องชายที่รู้จักชื่อกันดี เช่น คำรณ สัมบุณณานนท์, ชาญ เย็นแข, นิยม มารยาท, ก้าน แก้วสุพรรณ, ชัยชนะ บุณยโชติ, ทูล ทองใจ ฯลฯ ส่วนนักร้องหญิง ที่มีชื่อเสียงเด่น ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช, ศรีสอางค์ ตรีเนตรเพลงลูกทุ่งแยกออกเป็นเอกเทศชัดเจนจากเพลงลูกกรุงนับตั้งแต่ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ โดยตั้งชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง" เมื่อปลายปี พ.ศ.2507 และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 มีการ จัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทานครั้งที่ 2 ปรากฎว่า สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในฐานะ นักร้องลูกทุ่ง ชายยอดเยี่ยม จากเพลงชื่อ "ยอดทิพย์รวงทอง" (ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2507 ยังไม่มีเพลงลูกทุ่งส่งเข้าประกวด)ผู้ที่ทำให้เพลงลูกทุ่งพุ่งผงาดอยู่ในความนิยมของวงการเพลงด้วยลีลาและรูปแบบเฉพาะตนคือ สุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งแต่งเพลง ร้องเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มชีวิตจากการร้องเพลงจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ สุรพลชอบใช้เพลงจังหวะ รำวงในเพลงที่เขา แต่ง ผลงานเพลงของเขามีลีลาสนุกสนานครึกครื้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เพลง "เสียวไส้" "ของปลอม" ฯลฯ


ยุคของสุรพล สมบัติเจริญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งพัฒนามาถึงจุดสุดยอดเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2506 - 2513 เป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมากมาย


นักแต่งเพลงรุ่นนี้สืบทอดการแต่งเพลง มาจากครู เพลงในยุคต้น ตัวอย่างเช่น พีระ ตรีบุปผา เป็นศิษย์ของสมยศ ทัศนพันธ์ ส่วนศิษย์ของวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้แก่ พร ภิรมย์, สุชาติ เทียนทอง และ ชาย เมืองสิงห์ นักแต่งเพลงที่สำคัญท่านอื่นๆ มีอาทิ เพลิน พรหมแดน, จิ๋ว พิจิตร, สำเนียงม่วงทอง, ฉลอง การะเกด, ชาญขัย บัวศร,สมเสียร พานทอง ฯลฯ


ในช่วงยุคทองของเพลงลูกทุ่งนี้ มีนักร้องเกิดขึ้นใหม่หลายคนนักร้องเด่นของยุคนี้ได้แก่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลิน พรหมแดน, พร ภิรมย์, ชาย เมืองสิงห์, ศรคีรี ศรีประจวบ ฯลฯ


คำจำกัดความของเพลงลูกทุ่งคืออะไรในหนังสือกึ่งศตวรรษ เพลงลูกทุ่งไทย ก็ให้คำจำกัดความไว้ว่า "เพลงลูกทุ่ง หมายถึงเพลง ที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง"



ประวัติเพลงลูกกรุง


เพลงไทยลูกกรุง และเพลงลูกทุ่ง” หมายถึง เพลงที่มีความหมายคล้ายกับเพลงไทยสากล แต่มาแตกต่าง แยกรายละเอียด ลงลึกในเนื้อร้อง เรื่องราว และการขับร้อง การถ่ายทอดบทเพลงตลอดถึงบุคลิกของนักร้องจะมี หรือหาเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งน้ำเสียง เพื่อจะทำให้รูปแบบในการนำเสนอเข้าถึงผู้ฟังได้ความรู้สึกการตอบสนองแตกต่างกันออกไปตามที่ศิลปินอยากจะให้เป็นตามแนวเพลงแรกๆ จากอดีต ตั้งแต่การดนตรีเริ่มพัฒนานำเอาเครื่องดนตรีต่างประเทศเข้ามาผสมผสานกับการดนตรีไทย เริ่มใหม่ๆ แนวเพลงยังไม่มีความชัดเจนแยกประเภทของเพลงแทบจะไม่ออกว่าเป็นเพลงลูกทุ่ง ลูกกุรง เพลงมาร์ชเพลงปลุกระดม หรือเพลงแนวใด นักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง เล่นดนตรีเพลิดเพลินไปกับอุปกรณ์แนวใหม่ ตอบสนองความฝัน และจินตนาการไปตามเหตุการณ์ของตัวเอง และสังคมเมือง ต่อๆ มาเมื่อแนวเพลง และบทเพลงมีมากมายหลากหลาย ทั้งเพลงประกอบการแสดงละคร เพลงประกอบภาพยนตร์ และเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อชีวิตประจำวันตามประเพณีนิยม และกลับกลายมาเป็นเพื่ออาชีพ
ฉะนั้นแนวเพลงจึงเริ่มแยกออกมาชัดเจน ทั้งตามกลุ่มผู้ฟัง และผู้ทำเพลงเพลงลูกกรุง มีความหมายว่าอย่างไรเป็นคำตอบที่ค่อนข้างจะลำบาก แต่ถ้าหากจะตอบแบบไม่เป็นจริงเป็นจัง ก็ตอบได้ง่ายๆ สบายๆ ง่ายนิดเดียวว่า “เพลงลูกกรุง คือเพลงที่ร้องโดยวงสุนทราภรณ์ คุณสุเทพ คุณชรินทร์ คุณธานินทร์ ฯลฯ จบ ... เพลงลูกทุ่ง คือเพลงที่ร้องโดยคุณสุรพล สมบัติเจริญ คุณเพลิน พรมแดน คุณไวพจน์ เพชรสุพรรณ คุณศรคีรี ศรีประจวบ ฯลฯ จบ ...”แต่ความหมายในเชิงวิเคราะห์กึ่งวิชาการ และทางด้านการบันทึกเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิง ความหมายของเพลงลูกกรุงนั้น ค่อนข้างยาก และลำดับได้ลำบาก เพราะต่างให้ความหมาย และคำตอบที่แตกต่างกันออกไปในรูปแบบต่างๆ ไม่มีบทนิยามที่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะว่าศิลปะแขนงนี้เป็นศิลปะที่ยังไม่มีหลักการ และทฤษฎีมารองรับ
แหล่งข้อมูลบางแหล่งบอกมีเพลงลูกกรุงกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2474 ระหว่างช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองฯ ในรัชกาลที่ 7 บางแหล่งบอกปลาย รัชกาลที่ 6 ประมาณ พ.ศ. 2455 โดยการจ้างครูจากอิตาลีนำเครื่องสายสากลเข้ามาสอน แต่ความชัดเจนเพลงลูกกรุงเริ่มเด่นขึ้นมา เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2475 โดยเริ่มมีแนวเพลง เนื้อร้อง ทำนอง และเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบเป็นไทย ทำนองไทยที่นำเอาบทเพลงของ รัชกาลที่ 6 ที่นำมาเรียบเรียงเสียงประสานใช้เครื่องดนตรีสากลบรรเลงประกอบ เป็นเพลงในกิจการลูกเสือ
และต่อมามีเพลงของขุนวิจิตรมาตรา "ลาทีกล้วยไม้" เป็นเพลงในจังหวะรุมบ้าเพลงแรกของไทย บทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ และอื่นๆ ซึ่งแต่ง และใช้เครื่องดนตรีสากลบรรเลงประกอบ นั่นคือหลักฐานการกำเนิดเพลงลูกกรุง แต่ความหมายของเพลงลูกกรุงกลับไม่ได้อธิบายเป็นบทนิยามไว้ชัดเจนว่ามีความหมายอย่างไร สำหรับความหมายเพลงลูกกรุงของ 500 บันทึกเมือง จะขออธิบายตามความเข้าใจ และแยกประเภทตามรูปแบบไว้เป็นดังนี้
เพลงลูกกรุง หมายถึง “บทเพลงที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของ สังคม และคนเมืองหลวง รวมถึงเรื่องราว ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การถ่ายทอดอารมณ์ การขับร้อง น้ำเสียง ของกลุ่มนักร้อง นักแต่งเพลง และนักดนตรีจะมีรูปแบบ ประณีต ละเอียดอ่อน ออกมานุ่มนวล ความรู้สึกของผู้ฟัง ฟังแล้วเกิดจินตนาการตาม เนื้อร้องของบทประพันธ์ออกมาเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง มีความหมายสลับซับซ้อน ยอกย้อน ผู้ประพันธ์ นักร้อง นักดนตรี
และผู้ฟังอาจเข้าถึงบทเพลงไปตามจินตนาการแตกต่างกันไป”คำว่า “เพลงลูกกรุง” ได้แยกกลุ่มผู้ฟังอย่างเด่นชัดขึ้นมาตามลำดับ โดยนำเอาความเป็นอยู่ (Lifestyle) ของผู้ฟัง ศิลปิน นักร้อง นักดนตรี เป็นผู้กำหนดทิศทาง วงสุนทราภรณ์เป็นวงแรก ก่อตั้งเป็นวงดนตรีวงใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2482 ซึ่งทำให้สังคมเมืองในยุคนั้น เริ่มตื่นตัวการฟังเพลง ผู้ฟังและค่ายเพลงต่างๆ เริ่มจัดประเภทเพลง สร้างนักร้องให้มีรูปแบบความเป็นคนเมืองหลวง นักดนตรี นักแต่งเพลง นักร้องต่างมีรูปแบบ หาแฟชั่นนำสังคม ทั้งเรื่องการแต่งตัวการออกกินข้าวนอกบ้าน มีคลับมีบาร์ แถวถนนราชดำเนิน ตามย่านชุมชน โรงแรมใหญ่ๆ มีห้องบอลรูม เพื่อให้มีการจัดแสดงดนตรีประกอบ กลุ่มคนฟังจึงเริ่มรับแนวเพลงลูกกรุง เกิดการเปรียบเทียบระหว่างแนวเพลงลูกทุ่ง กับเพลงลูกกรุงขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
นักร้องลูกกรุงที่ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่กำหนดแนวเพลงลูกกรุงไว้ชัดเจนมีดังต่อไปนี้เอื้อ สุนทรสนาน สุเทพ วงศ์กำแหง ชรินทร์ นันทนาครม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ สมยศ ทัศนพันธุ์ นริศ อารีย์นพดฬ ชาวไร่เงิน วินัย จุลละบุษปะ ชาญ เย็นแขกำธร สุวรรณปิยะศิริ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี มัณฑนา โมรากุลอ้อย อัจฉรา จินตนา สุขสถิตย์ บุษยา รังสีรวงทอง ทองลั่นธม สวลี ผกาพันธุ์ สมศรี ม่วงศรเขียว

ประวัติเพลงเพื่อชีวิต


เพลงเพื่อชีวิต คือประวัติศาสตร์ ในทุกช่วงของเวลาที่ต่างกัน ความหมายของบท เพลงเพื่อชีวิต ก็แตกต่างกัน แต่ยังคงไว้ด้วยแกนแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งมีทั้งเนื้อหาที่สุดขั้ว เรียบง่าย ฟังสบาย ให้กำลังใจ เดิมที่เพลง เพลงเพื่อชีวิต ถูกเรียกว่า " เพลงชีวิต " จากนั้นถูกบัญญัติชื่อใหม่ว่า " เพลงเพื่อชีวิต " ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2480 จุดเริ่มต้นของแนวเพลงชีวิตยุคบุกเบิกได้ถือกำเนิดขึ้น รวมทั้งเพลงเสียดสียั่วล้อสังคม นับได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ศิลปินมีบทบาทสะท้อนความทุกข์ยากของผู้คน รวมถึงการโกงกินของผู้แทนและนักการเมือง ออกมาในบทเพลงของพวกเขา โดยมีสภาพที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนในช่วงระหว่างสงครามและหลังสงครามผู้บุกเบิกแนวเพลงเพื่อชีวิตเป็นคนแรกนี้ นั่นก็คือ อาจารย์ แสงนภา บุญราศรี เป็นผู้ร้องเพลงที่สะท้อนภาพปัญหาของชีวิต และปัญหาของสังคมอยู่ในยุคแรกๆนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความทุกข์ยากของคนปาดตาลในเพลงที่มีชื่อว่า “คนปาดตาล” ในอดีต คนปาดตาลเป็นอาชีพหนึ่งที่ทุกข์ยาก มีหน้าที่ปีนต้นตาลขึ้นไปปาดเอาน้ำตาลลงมาแล้วมาทำน้ำตาล และอีกหลายๆบทเพลง ที่ไม่สามารถฟังได้ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใดๆ หรือจะกล่าวอีกนัยนึงได้ว่าเราจะฟังเพลงของอาจารย์แสงนภาได้จากผู้อาวุโสอายุ 60 ปีขึ้นไป บางท่านที่ยังพอจดจำเพลงชีวิตของนักเพลงผู้นี้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมากสำหรับบทเพลงที่มีความหมายและทรงคุณค่าอย่างนี้ ที่ปราศจากการเหลียวแลของคนยุคนั้นในช่วงทศวรรษ 2490 ความตื่นตัวของวงการเพลงที่มีสถานีวิทยุและธุรกิจแผ่นเสียงเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้รูปแบบและเนื้อ หาเพลงเพื่อชีวิต พัฒนาไปในทิศทางที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น มวลชนมีการรับรู้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นช่วงที่เพลงชีวิตซบเซาถึงขีดสุด
แต่ได้เกิดเพลงชีวิตอีกแนวหนึ่งโดยนักเขียนนาม “จิตร ภูมิศักดิ์” ขึ้นภายในกำแพงคุก ในช่วงที่ถูกจองจำเป็นนักโทษการเมือง และพัฒนาเป็นต้นแบบของ “เพลงเพื่อชีวิต” ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 โดยนิสิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยท่ามกลางความมืดมิดในยุคเผด็จการครองเมืองก่อน 14 ตุลา 2516 ณ ห้วงเวลานั้น จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนบทความที่เสนอแนวคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ขึ้นมา และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแนวเพลงใหม่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา นั่นก็คือ “เพลงเพื่อชีวิต” กล่าวได้ว่าเพลงเพื่อชีวิตคือ เพชรเม็ดงามทางด้านวัฒนธรรม อันเกิดจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516


“สุรชัย จันทิมาธร” หรือที่รู้จักกันในนาม “หงา คาราวาน” ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ ก็ถือกำเนิดบทบาทของการเป็นศิลปินเพื่อชีวิตขึ้นมาในเหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ร่วมในการประท้วง และคอยแต่งบทกลอนต่างๆส่งให้โฆษกบนเวทีอ่านให้ประชา ชนฟัง เพื่อปลุกเร้าขวัญกำลังใจและรวบรวมความคิดให้เป็นหนึ่งเดียวกันในสมัยนั้น วงดนตรีเพื่อชีวิตวงแรกที่สร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นนั้นเป็นอย่างมาก ก็คือวงดนตรี “คาราวาน” ถือได้ว่าเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีต วงดนตรีคาราวานเป็นจุดเริ่มต้นการขยายตัวของดนตรีเพื่อชีวิต ได้มีการสร้างสรรค์ผลงานเพลงมากมาย โดยการเข้าร่วมกับขบวนการนักศึกษา ความโด่งดัง และความสามารถในเชิงดนตรีของพวกเขาส่งผลให้บทเพลงเพื่อชีวิตสามารถเปิดการแสดงร่วมกับวงดนตรีในเชิงธุรกิจได้ ผลงานชุดแรกของวงคาราวานมีชื่อว่า “คนกับควาย” ซึ่งปัจจุบันนี้หาฟังต้นฉบับจริงๆที่บันทึกเสียงไว้ในยุคนั้นได้ยากมาก มีเนื้อหาสาระสะท้อนความทุกข์ยากของชาวนา และชุดที่สองในชื่อ “อเมริกันอันตราย”เป็นบทเพลงที่ต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา วงดนตรีที่เล่นเพลงเพื่อชีวิต ในเมืองไทย ที่มีอยู่ตั้งเเต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มี ฅาราวาน, คาราบาว, อี๊ด ฟุตบาท, คนด่านเกวียน,ซูซู,เเฮมเมอร์,พงษ์สิทธิ์ คำภีร์,พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ,อินโดจีน,มาลีฮวนน่า เป็นต้น ซึ่งบางวงที่กล่าวมาก็เลิกเล่น หรือเล่นแบบงานเฉพาะกิจเท่านั้น

ประวัติบีบอย

ประวัติบีบอย

คำว่า B-Boying นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาของชนชาติแอฟริกัน คือ คำว่า “Boioing” หมายความว่า “ กระโดด, โลดเต้น” และถูกใช้ในแถบ 'Bronx River' ในการเรียก รูปแบบการเต้นเบรกกิ้งของกลุ่มชาวบีบอย ตัว B ในคำว่า Bgirl : Bboy นั้นย่อมาจาก Break-Girl : Break-Boy ( บางทีก็หมายถึง Boogie หรือ Bronx)

B-Boying นั้นยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “ เบรกกิ้ง” หรือ เบรคแด๊นซ์" ( อันหลังได้รับการบัญญัติโดยสื่อมวลชน)Breaking นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Rocking มาก่อน เป็นการสะท้อนของ อิทธิพลจากชนชาวแอฟริกัน อเมริกัน หรือวัฒนธรรมชาวลาติน(เปอโตริกัน) ซึ่งมาพร้อมกับการอพยพ และ ปักฐานที่กรุงนิวยอร์กในช่วงปลายยุค60 นั่นเอง "เบรกกิ้ง" เป็นการเต้นที่ได้รับอิทธิพลจากการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งท่วงท่าจากกีฬายิมนาสติก รวมถึงจากศิลปะการเคลื่อนไหวของโลกตะวัน ออกอีกด้วย เป็นที่คาดคิดกันว่า เบรคกิ้ง หรือเบรคแด๊นซ์นั้นมีรากฐานมาจากคาโปเอร่า หรือ 'Capoeira' คำว่า เบรค (Break) นั้นเป็นช่วงของจังหวะดนตรีที่ดุดันและเร้าใจ ในช่วง จังหวะนี้เหล่านักเต้นจะแสดงอารมณ์ด้วยท่าเต้นที่จะดึงดูดสายตาที่สุดเลยทีเดียว เรียกว่ามีอะไรก็เอามาโชว์ให้หมด

Kool DJ Herc เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในการ ขยายช่วงจังหวะนี้ให้สนุกมากขึ้นด้วยเทิร์นเทเบิ้ลถึงสองตัว โดยเล่นแผ่นเสียง พร้อมกันทั้ง2 เครื่องและใช้แผ่นเสียงเพลงเดียวกัน ใช้เทคนิคถูแผ่นต่างๆกันไป ซึ่งนักเต้นสามารถจะถ่ายทอดท่าเต้นได้นานกว่าเดิม ที่มักจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ วินาที ในระยะแรกๆนั้นการเต้นจะเป็นท่า " upright" ที่ภายหลังเป็นที่รู้จักกันใน ชื่อ"top rocking" เป็นท่ายืนเต้น ซึ่งมีอิทธิพลมาจากBrooklyn uprocking, การ เต้นแท็ป , lindy hop , ซัลซ่า, ท่าเต้นของ Afro Cuban, ชนพื้นเมืองแอฟริกัน และชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน และก็ยังมีท่าท๊อปร็อคแบบ Charleston ที่เรียก ว่า"Charlie Rock" อิทธิพลอีกอย่างนั้นมาจาก James Brown กับผลงานเพลง ยอดฮิต"Popcorn" (1969) และ "Get on the Good Foot" (1972) จากท่าเต้น ที่เต็มไปด้วยพลังและรูปแบบที่โลดโผนสนุกสนาน

ผู้คนจึงเริ่มที่จะเต้นในแบบ"GoodFoot". ในขณะ ที่การต่อสู้กันด้วยลีลาท่าเต้นเริ่มจะกลายมาเป็นประเพณี การเต้น Rocking หรือ Breaking นั้นก็เริ่มจะแทรกซึมเข้ามาสู่วัฒนธรรมฮิปฮอป ( ปะทะกันด้วยความสร้างสรรค์ไม่ใช่ด้วยอาวุธ) และมันเริ่มพัฒนาท่า เต้นที่เริ่มหลากหลายขึ้น ทั้งการย่ำเท้า การสับขา การลากเท้า และท่วงท่าที่จะใช้ปะทะกัน คือมีดีอะไรก็นำมาโชว์และเป็นที่มาของท่า "footwork" ("floor rocking" และ "freezes". Floor rocking, มีอิธิพลมาจากภาพยนตร์แนวต่อสู้

ในช่วงปลายยุค 70, การเต้นแท็ป ( ฟุตเวิร์กแบบชาวรัสเซีย, การตบ, การกวาดตัวเคลื่อนย้าย อย่างรวดเร็ว, ท่าล้อเกวียน)และท่าอื่นๆ ซึ่ง Floor rocking ได้เข้ามาเป็นท่าเต้นหลักเพิ่มขึ้น จาก 'toprocking' ในช่วงการเต้นขึ้นลงสู่พื้น เรียกว่า การ"godown" หรือ การ"drop" ยิ่งทำได้ลื่นไหลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี.Freezes นั้นมักใช้ในเป็นท่าจบ ซึ่งมักจะใช้เป็นท่าล้อเลียนหรือท้า ทายฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ ท่าที่ยอดฮิตก็คือ "chairfreeze" และ "baby freeze". ท่า chair freeze นั้นกลายเป็นท่าพื้นฐานของหลายๆท่าเพราะว่าระ ดับความยากง่ายของท่าที่ต้องใช้ความสามารถพอตัว คือ การใช้มือ แขนข้อศอกในการพยุงตัวในขณะที่เคลื่อนไหวขาและสะโพก เป้าหมายหลักในการปะทะ หรือ “Breaking Battle” นั้นก็คือ เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยท่าที่ยากกว่า สร้างสรรค์กว่า และรวดเร็วกว่าในทั้งจังหวะ และการFreezes ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ "Breaking crews" หรือกลุ่มของนักเต้นนั้น เข้ามารวมตัวกันและช่วยกันฝึกฝนและคิดค้นท่าใหม่ๆ เพื่อเอาชนะกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มบีบอยที่เป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆ คือ กลุ่ม Nigga Twins และกลุ่มอื่นๆอย่างเช่น “TheZulu Kings, The Seven Deadly Sinners, Shang-hai Brothers, The Bronx Boys, Rockwell Association, Starchild La -Rock,Rock Steady Crew and the Crazy Commanders ("CC step" เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกวงการนักเต้นบีบอยยุคแรกๆช่วงที่การเต้นแบบนี้เริ่มพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ น่าสนใจและสร้างนักเต้นที่เป็นที่รู้จักนั่น ก็คือช่วงกลางยุคปี70 ก็ได้แก่นักเต้นอย่าง Beaver,Robbie Rob (Zulu Kings), Vinnie, Off (Salsoul), Bos (Starchild La Rock), Willie Wil, Lil' Carlos (Rockwell Association), Spy, Shorty (Crazy Commanders), Jame Bond, Larry Lar, Charlie Rock (KC Crew), Spidey, Walter (Master Plan) ฯลฯ

กลุ่มบีบอยใหญ่ๆที่ทำใหศิลปะการปะทะกันด้วยเบรคแด๊นซ์นี้ไม่หาย ไป ก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่ม SalSoul ( เปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น The DiscoKids) กับกลุ่ม Zulu Kings และระหว่างกลุ่ม Starchild La Rock กับ Rockwell-Association. ในขณะนั้น ' เบรคกิ้ง' หรือ ' เบรคแด๊นซ์ ' ยังมีแค่ท่าFreezes, Footworks and Toprocks และ ยังไม่มีท่า Spins! ในช่วงปลายยุค70 กลุ่มบีบอยรุ่นเก่าๆเริ่มที่จะถอนตัวกันไปและบีบอยรุ่น ใหม่ๆก็เริ่มเข้ามาแทนที่ และ คิดค้นสร้างสรรค์ท่าและรูปแบบการเต้นใหม่ๆขึ้น เช่น การหมุนทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ท่า Headspin, Continues Backspin หรือ Windmill และอื่นๆอีกมาก ที่ได้รับการ คิดค้นและพัฒนามาเรื่อยๆในช่วงยุค 80 มีกลุ่มบีบอยหลายๆกลุ่มที่โด่งดังในกรุงนิวยอร์ก ได้แก่ 'Rock Steady Crew' , 'NYC Breakers' , 'Dynamic Rockers' , 'United States Breakers' , 'Crazy Breakers' , 'Floor Lords' , 'Floor Masters' , 'Incredible Breakers' , 'Magnificent Force' ฯลฯ

บีบอยที่เก่งช่วงนั้นก็เช่น Chino, Brian, German, Dr. Love (Master Mind), Flip (Scrambling Feet),Tiny (Incredible Body Mechanic) ฯลฯ.การปะทะกันที่ยิ่งใหญ่มากในตอนนั้น เป็นการปะทะกันระหว่าง Rock Steady Crew กับ NYC Breakers และระหว่าง Rock Steady Crew กับ Dynamic Rockers และในช่วงปลาย

http://bowmoonoi-bowdangmusic.blogspot.com/