วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ประวัติเพลง สตริงหรือสตริงคอมโบ้


สตริงหรือสตริงคอมโบ้ ( String Combo ) เป็นวงดนตรีประเภทเครื่องสายอย่างตะวันตกมีขนาดเล็กเกิดใหม่จากการดัดแปลงวงคอมโบ้รวมมิตรกับวงชาโดว์
วงคอมโบ้ (Combo Band) หมายถึงวงดนตรีขนาดเล็กมุ่งประกอบการขับร้อง มีจำนวนเครื่องดนตรีไม่แน่นอนแล้วแต่ความสะดวกแต่หลักๆมักประกอบด้วย ทรัมเป็ต เทเนอร์แซกโซโฟน อัลโตแซกโซโฟน ทอมโบน เปียโน กีตาร์คอร์ด กีตาร์เบส กลองชุด เครื่องดนตรีประกอบจังหวะอื่นๆได้แก่ กลองทอมบ้า ฉิง ฉาบ เป็นต้น ปัจจุบันนำหางเครื่องหรือปัจจุบันเรียกแดนเซอร์ มาเต้นประกอบเพื่อให้เกิดความสวยงามยิ่งขี้น มีการส่งเสริมจัดการประกวดวงคอมโบ้หลายเวที เช่น รายการชิงช้าสวรรค์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท เวทียามาฮ่าลูกทุ่งคอนเทสก์ เวทีลูกทุ่ง ปปส.เป็นตัน

วงชาโดว์ (Shawdo Band) เป็นวงดนตรีขนาดเล็กๆเคลื่อยย้ายสะดวก ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กีตาร์ลีด กีตาร์คอร์ด กี่ตาร์เบส กลองชุด แบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 2 สมัย 1.ได้แก่ วงชาโดว์แนวบูล คันทรี โฟลก์ 2.วงชาโดว์แนวร๊อคเป็นต้นฉบับให้กับร๊อครุ่นหลังถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษร๊อคนี้เรียกว่า คลาสสิคร๊อค มาถึงกำเนิดสตริงสัญชาติไทย (พ.ศ. 2503-2515)

วงการดนตรีไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับเนื่องจากอิทธิพลของดนตรีตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาโดนใจวัยโจ๋ในสมัยนั้นไม่ขาดสายได้แก่วง เดอะบิทเทิล เดอะชาโดของคลิฟ ริชารด์ เอลวิส เพรสลีย ฯลฯ แทบทุกวงดนตรีมากับกีตาร์ 3 ตัว กลองชุด พร้อมๆกันนั้นวงดนตรีของไทยก็เริ่มหันมาเล่นเพลงสากลได้รับความนิยมไม่น้อยเหมือนกัน

เมื่ออเมริกามาตั้งฐานทัพในประเทศไทยสมัยสงครามเวียตนาม เพลงสากลได้รับความนิยมไม่น้อยเหมือนกัน วงดนตรีของไทยที่เล่นเพลงสากลในสมัยนั้นเช่น วงซิลเวอแชน วงรอแยลสไปรท์ ฯลฯ ร้องและเล่นตามต้นแบบเป็นส่วนใหญ่

พ.ศ. 2512 ได้จัดการประกวดวงสตริงคอมโบ้แห่งประเทศไทยขึ้นมีกติกาการแข่งขันว่า เล่นเพลงสากล 1 เพลง เพลงไทยสากล 1 เพลง เพลงพระราชนิพนธ์ 1 เพลง วงที่ชนะเลิศคือ วงจอยท์ รีแอ๊กชั่น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วงดิอิมพอสสิเบิลแปลว่าวงเป็นไปไม่ได้ ดิอิมพอสสิเบิลโด่งดังเหลือหลาย นักดนตรีประกอบด้วย เศรษฐา ศิระฉายา วินัย พันธุรักษ์ อนุสรณ์ พัฒนกุล สิทธิพร อมรพันธ์ และพิชัย คงเนียม ครองรางวัลชนะเลิศ 3 ปีซ้อน

ประวัติศาสตร์วงการดนตรีไทยต้องบันทึกไว้ในฐานะวงดนตรีประเภทสตริงคอมโบ้วงแรกที่สร้างความรู้สึกเป็นสากลและเป็นวงแรกอีกเช่นกันเปิดทางให้วัยรุ่นฟังเพลงไทยแนวใหม่ ความสำเร็จขั้นสูงสุดทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ตลอดจนผู้ประพันธ์เพลงให้ความสนใจกับวงดนตรีประเภทนี้มากขึ้น เวลาเดียวกันวงดนตรีวงอื่นๆ ได้รับความนิยมตามมาเช่น วงพี่เอ็มไฟร์ (P.M.5) วงแฟนตาซี วงแกรนด์เอ็กซ์ วงชาตรี ฯลฯ

จากนั้นเข้าสู่ยุดแฟนฉัน (วงชาตรี) ครีกครืนรื่นเริงเรื่อยมาถึงทุกวันนี้

http://bowmoonoi-bowdangmusic.blogspot.com/2008/04/blog-post_21.html

ดนตรีโฟล์ก

ดนตรีโฟล์ก (อังกฤษ: Folk music) มีความหมายที่แตกต่าง หลากหลาย อาทิ

เพลงพื้นบ้าน หรือ เพลงท้องถิ่น (Traditional music) ซึ่งมักจะจัดอยู่ในดนตรีประเภทเวิลด์มิวสิกด้วย

ดนตรีโฟล์กสามารถหมายถึง ดนตรีที่นำดนตรีพื้นบ้านมาประกอบในดนตรีร่วมสมัย โดยมักจะแสดงโดยนักดนตรีอาชีพ แนวเพลงใกล้เคียงเช่น โฟล์กร็อก, อีเลกทริกโฟล์ก และโพรเกสซีฟโฟล์ก

ในวัฒนธรรมอเมริกา ดนตรีโฟล์กจะมีความหมายถึง ดนตรีแนว อเมริกันโฟล์กมิวสิกรีไววอล (American folk music revival) ตัวอย่างเช่นศิลปินอย่าง วูดี กัธรี, ลีดเบลลี, พีท ซีเกอร์, แรมบลิน แจ็ก เอลเลียต, บ็อบ ดีแลน, ฟิล ออชส์, ทอม แพกซ์ทัน และโจนแอน บาเอซ ที่ได้รับความนิยมและช่วยส่งเสริมในการเขียนเนื้อเพลงในทศวรรษ 1950 และ 1960 ที่ทำให้เกิดแนวเพลงอย่าง อิงลิชโฟล์กรีไววอล ในทศวรรษ 1960 มีตัวอย่างศิลปินเช่น แม็กนา คาร์ทา, แฟร์พอร์ต คอนเวนชัน, สตีเลย์ สแปน, ราล์ฟ แม็กเทลล์, โดนาแวน และฟลีตวูดแม็ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Hip Hop History ตอน 2


ในช่วงปลายปี1960ซึ่งเป็นช่วงจุดอิ่มตัวของเพลงยุค ’60 คนเริ่มที่จะหาแนวเพลงใหม่ๆที่ฉีกออกไปและก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ Kool Herc หนุ่มชาวจาไมกาที่ย้ายมานิวยอร์คพร้อมกับนำดนตรีสไตล์จาไมกาเข้ามา จุดเด่นของเค้าก็คือการเปิดเพลงพร้อมกับท่อนร้องสดๆควบคู่กันซึ่งก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันนึง Kool Herc พบว่าเพลงบางเพลงสามารถทำให้คนเต้นรำกันได้อย่างสนุกสนานแต่มีช่วงเวลาที่น้อยไป เขาจึงนำเครื่อง Turntable มา2ตัวแล้วเปิดเพลงเดียวกันแต่สลับกลับไปกลับมาทำให้เกิดการ Mixing ขึ้นเป็นครั้งแรกซึ่งต่อมา Kool Herc ได้รับการยอมรับว่าเป็น DJ คนแรกของโลกนอกจากนั้น Kool Herc ยังเป็นคนริเริ่มคำร้องต่างๆอย่างเช่น “ Throw your hand in the air / and wave ‘em just like ya don’t care” ซึ่งเมื่อก่อนเรียกกันว่า “Mcing” ก่อนจะกลายมาเป็น “Rap” ในปัจจุบัน. หลังจากนั้น Kool Herc ก็มอบหน้าที่แร็ปให้กับเพื่อน2คนคือ Coke la rock และ Clark Kent (คนละคนกับตาSuperman นั่นนะครับ) และตั้งทีมขึ้นมาชื่อว่า “Kool Herc and the Herculoid” ถือเป็นกลุ่มMC ทีมแรกของโลก

Grand Wizard Theodore / Sugar Hill

จากนั้นในปี 1975 Grand Wizard Theodore ก็ค้นพบเทคนิกการ Scratching อย่างบังเอิญขณะกำลังเล่นอยู่ในห้องนอนของตัวโดยเกิดจากการดึงแผ่นกลับไปกลับมาทำให้เกิดเสียงแปลกๆขึ้น. จากนั้นเค้าเริ่มทดลองดูกับแผ่นอื่นๆจนได้เสียงที่คนฟังเข้าใจและนำมาแสดง. และก็ได้รับรางวัลจาก International Turntable Foundation ในฐานะผู้คิดค้นการ Scratch ช่วงนั้นเริ่มมีการออกอัลบั้มฮิพฮอพขึ้น และ1ในนั้นคือ “Rapperdelight” ของ the Sugar Hill สามารถขายได้ถึง2ล้านก้อปปี้ทั่วโลก และยังถูกวางเป็นรากฐานของเพลงฮิพฮอพมาจนถึงทุกวันนี้

Melle Mel / Grand Master Flash
ปี1983 ซิงเกิ้ล “White line(don’t do it)” ของ Grand Master Flash ร่วมกับ Melle Mel ซึ่งเป็นเพลงแอนตี้การใช้โคเคน ก็ดังกระหึ่มไปทั่วโลกและผลักดันให้แนวเพลงฮิพฮอพหลุดจากตลาดอันเดอร์กราวน์ขึ้นมาเทียบแนวอื่นอย่างสง่าผ่าเผยต่อมา กลุ่มคนจากเยอรมันในนาม “The Kraftwork” ได้นำแนว Africa Bombata เข้ามาเผยแพร่ด้วยซิงเกิ้ล “Trans-Europe Express” ซึ่งเป็นเพลงแร็ปที่มีเสียง Electronic แทรกอยู่ เพลงอย่าง “Planet rock” ที่ร่วมงานกับ Soul Sonic ก็ขายในอเมริกาได้ถึง 620,000 ก้อปปี้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของเพลงแนวฮิพฮอพอย่างแท้จริง, วัฒนธรรมฮิพฮอพทั้ง ทีมMC, นักพ่น Graffiti, B-Boy เริ่มถือกำเนิดขึ้นRUN D.M.Cในปี 1984 วงRun D.M.C. ก็จุดประการวัฒนธรรมการแต่งตัวของชาวฮิพฮอพโดยมาพร้อมกับชุดกีฬาและสร้อยทองเส้นโตซึ่งต่อมาเรียกกันว่าการแต่งตัวแบบ “Streetstlye”. เพลงอย่าง “My Adidas” ที่ร้องถึงรองเท้าคู่โปรดทำให้ Run D.M.C.เป็นนักร้องฮิพฮอพกลุ่มแรกที่มีสปอนเซอร์เพราะ Adidas ยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนเลข6หลักซึ่งถือว่ามากในสมัยนั้นเพื่อให้ใส่ชุดของพวกเค้าตั้งแต่หัวจดเท้าเลย

2 Live Crew
ปีต่อมา กลุ่ม Rapperอื้อฉาว จากไมอามี่นาม 2 Live Crew ก็ทำเอาแตกตื่นด้วยเนื้อหาที่เน้นขายเรื่องใต้สะดือเป็นหลักเกือบทั้งอัลบั้มจนมีข่าวถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลและจั่วหัวหน้า1ไปทั่วประเทศกับอัลบั้ม “As nasty as they wanna be” หลังจากมีการฟ้องร้องกันไปพวกเขาก็ยังไม่เข็ดแต่กลับจัดทัวร์คอนเสิร์ตเรต R และออกอัลบั้ม “Banned in the U.S.A.” อีกแต่แล้วก็ค่อยๆเงียบหายไปโดยทิ้งเพลงอย่าง “Me so horny” ไว้ให้นึกถึง

Beastie Boys
1986 เพลง “Fight for your right to party” ของ the Beastie boys กลายเป็นเพลงโปรดของบรรดาเหล่าวัยโจ๋หัวดื้อทั้งหลายทั่วโลก และด้วยเหตุที่สัญลักษณ์ของพวกเค้ามีลักษณะคล้ายโลโก้ที่ติดอยู่หน้ารถ Volkswagon จึงถูกวัยรุ่นขโมยแกะออกมาจากรถระบาดไปทั้งอเมริกาและยุโรป

N.W.A. ปี1988 “N.W.A.” ที่มีสมาชิกในกลุ่มคือ Ice Cube(คนก่อตั้ง), Dr Dre, DJ Yella, MC Ren และ Eazy-E ถูกกล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลายด้วยแนวเพลงที่มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด, ปืน พูดถึงการตายอย่างน่าเศร้าของเด็กวัยรุ่นผิวดำที่เข้าไปพัวพันกับแก๊งอิทธิพลและพวกพ่อค้ายาทำให้คนอเมริกันต้องเหลียวมามองสังคมเหล่านี้เพลง “f**k the police” ที่เหล่า N.W.A. อ้างว่าแค่พูดในสิ่งที่เห็นถึงการทำงานของตำรวจนอกรีตใน L.A. ทำให้ F.B.I. ยื่นมือเข้ามาสืบสวน, คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ล้วนแต่กระหน่ำเปิดเพลงของพวดเค้า ซิงเกิ้ล “Straight Outta Compton” ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำในเวลาเพียงแค่6อาทิตย์หลังโปรโมท

แม้ว่าพวกเค้าจะแยกย้ายกันไปเพื่อทำงานเดี่ยวของตัวเอง แต่ N.W.A. ก็ยังถูกยกให้เป็น Gangsta Rapper ที่ดังที่สุดเท่าที่เคยมีมาอยู่ดี ปี1988นี้ยังได้เกิดศิลปินดังๆอีกมากมายอาทิเช่น Public Enemy, Eric B and Rakim, Salt-N-Pepa, DJ Jazzy Jeff and the Fresh Prince (Will Smith)

2Pac
1999 2Pac Amaru Shakur หรือที่รู้จักกันดีในนาม 2Pacก็เริ่มสร้างชื่อเสียงในวงการกับอัลบั้ม
“2Pacalypse now” ที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำและซิงเกิ้ล “Trapped” ก็ไต่ขึ้นถึงอันดับ3ใน U.S.Chart และ2ปีหลังจากนั้นทั่วโลกก็ได้รู้จัก 2Pac กับอัลบั้ม “Strictly a my N.IG.G.A.Z” 2Pac กลายเป็นศิลปินฮิพฮอพอันดับต้นๆของวงการทันที

House Of Painปี 1992 “House of Pain” วง Hardcore Rapper ลูกผสมระหว่าง American&Irish ก็กระหึ่มโลกด้วยเพลง “Jump Around” ที่ภายหลังกลายมาเป็นเพลงที่เปิดกันทุกคลับ นอกจากนี้ ศิลปินอย่าง Cypress Hill ก็เริ่มนำสไตล์ Rap แบบ Latin และ Mexican เข้ามาเผยแพร่ในฝั่ง West coast ทำให้ฝั่ง West coast เปิดกว้างสำหรับเพลงแนวใหม่ๆเสมอในขณะที่ East coast ยังคงอนุรักษณ์ในแบบเดิมๆไว้

Dr. Dre, Snoop Dogg / Cypress Hill
1993 ด้วยแรงโปรดิวซ์เองของ Dr Dre ทำให้ Snoop Doggy Dogg ก้าวขึ้นมาจรัสแสงในวงการอย่างเต็มภาคภูมิ, อัลบั้ม “Doggy Style” นับเป็นอัลบั้มฮิพฮอพอัลบั้มแรกที่ขึ้นอันดับ1ในเวลาแค่เพียงอาทิตย์เดียวและขายได้มหาศาลกว่า4ล้านก้อปปี้ทั่วโลก ทำให้กระแสเพลงแนวฮิพฮอพเริ่มฮิตไปทั่วโลก ศิลปินต่างๆพากันทยอยออกเทปไม่ว่าจะเป็น Wu Tang Clan, Nas, Warren GNotorious B.I.G 1995 Notorious B.I.G. หรือชื่อจริงว่า Christopher Wallace ออกอัลบั้ม “Ready to die” ที่ใช้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงในช่วงเด็กที่ต้องวนเวียนอยู่กับการขายยาเสพติดเพื่อหาเงินประทังชีวิตและอัลบั้มที่ 2 “Life after death” ได้รับรางวัล Platinum หลายรางวัลรวมถึงเพลงในอัลบั้มอย่าง “One more chance” ก็ไต่ขึ้นอันดับ1อย่างรวดเร็ว

Lil' Kimมาถึงปี 1996 Notorious B.I.G. ก็ค้นพบช้างเผือกอย่าง Lil’ Kim ที่ดังตั้งแต่อายุ17กับเพลง “Crush on you” แม้จะถูกวิจารณ์จากผู้คร่ำหวอดในวงการฮิพฮอพว่าเพลงของเธอหยาบคายและสกปรกแต่เธอก็ไม่แยแสแต่อย่างใดThe Fugeesในปีเดียวกัน วง “The Fugees” ซึ่งประกอบด้วย Wyclef, Pras และ Lauren Hill ก็พลิกโฉมวงการเพลงฮิพฮอพอีกระลอกกับเพลงที่มีเนื้อร้องฟังสบายๆ ใช้คำไพเราะ ต่อต้านความรุนแรงบวกกับเมโลดี้ที่เป็นการรวมฮิพฮอพเข้ากับ Soul, Raggae และ Jazz ทำให้เพลงเก่าที่เอามาร้องใหม่อย่าง “Killing me softly” ของ Roberta Flack’s เป็นซิงเกิ้ลที่ขายได้มากที่สุดตลอดกาลด้วยยอดขายถึง 9ล้านก้อปปี้ ได้รับรางวัล Grammy สาขา Best Rap Album ในปี1997และเป็นซิงเกิ้ลแห่งปีด้วยแต่ที่น่าจดจำที่สุดคงหนีไม่พ้นการประกาศสงครามฮิพฮอพระหว่างฝั่ง East coast ที่นำโดย 2Pac เน้นสโลแกนที่ว่า “Keep it real” ยึดแนวเพลงแบบเดิมๆ กับฝั่ง West coast ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง Notorious B.I.G. กับวลี “It’s all good” เปิดใจรับแนวทางใหม่ๆเสมอ แข่งกันอย่างดุเดือดก่อนจะจบลงอย่างน่าเศร้าเมื่อทั้งคู่ถูกยิงตายขณะอยู่ในรถเหมือนกันในเวลาห่างกันไม่นานและคดีก็ยังไม่สามารถคลี่คลายจวบจนทุกวันนี้

1997 หลังจากเหตุการณ์น่าสลดผ่านไป ผลการสืบสวนคดีที่เกิดขึ้นได้พัวพันไปถึงค่าย Death Row Records ที่ Dr Dre กุมบังเหียนอยู่ Suge Knight โปรดิวเซอร์ของค่ายติดคุก9ปี, Afeni Shakur แม่ของ 2Pac ฟ้องร้องบริษัทข้อหาฉ้อโกงเงินลูกชายของเธอนับล้าน ศิลปินรายอื่นพลอยตาสว่างและพยายามยกเลิกสัญญาหรือปรึกษาทนายที่จะออกจากค่าย จะมีก็แต่เพียง Daz Dillinger ที่ยังอยู่Snoop Dogg ตัดสินใจย้ายหนีพร้อมกับเปิดใจให้สัมภาษณ์ว่าต้องการหลีกหนีความรุนแรงและหาที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆ แต่ประโยคที่สะกิดใจที่สุดจนถึงทุกวันนี้ก็คือประโยคที่ว่า “To tell you the truth, I fear for my life on Death Row Records”


http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=g-neuz&date=27-10-2007&group=6&gblog=1


DJ

DJ คืออะไร? DJ ย่อมาจาก Diskjoging คือกลุ่มคนหรือบุคคลที่ทำหน้าที่เปิดเพลงตามงานหรือโอกาสต่าง ๆ DJ มีหลายประเภทแต่ที่จะนำมาเสนอนี้คือ DJ ที่เปิดเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Turntable (ปัจจุบันได้มีการพัฒนามาเป็นแผ่น CD เช่นเครื่อง CDJ เป็นต้น) เอกลักษณ์ของ DJ ประเภทนี้คือการ "Scratch แผ่นเสียง" หมายถึงการเล่นเพลงไปข้างหน้าและย้อนกลับอย่างรวดเร็วตามจังหวะของเพลง ทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ออกมา

DJ เกี่ยวข้องอะไรกับ HipHop ?
DJ เป็นกลุ่มคนที่สำคัญมากในวงการ HipHop เพราะได้กล่าวมาแล้วว่าเด็ก HipHip ต้องมีองค์ประกอบเกี่ยวกับเพลงเสมอฉะนั้นจึงจะขาด DJ ไปไม่ได้เพราะเป็นคนเปิดเพลงในกลุ่มต่าง ๆ เช่น เปิดเพลงให้ MC ร้องrap เปิดเพลงให้ B-Boy เต้น เป็นต้น

ดูอย่างไรว่าใครเป็น DJ?
ถ้าดูการแต่งตัวหรือการใช้ชีวิตแล้วคงจะดูไม่ออกเพราะDJจะไม่เน้นเรื่องเหล่านี้ ดูง่าย ๆ เวลามีงานเลี้ยง ในร้านเหล้า หรือร้านอาหารต่าง ๆ DJ จะเป็นคนยืนอยู่หน้าเครื่องเปิดแผ่นเสียงแล้วทำหน้าที่คอยเปลี่ยนเพลง

ดนตรีแนวแร็ป

แร็ป (Rap) คือการพูดในลักษณะคำกลอนลงจังหวะเพลง โดยส่วนใหญ่จะใช้จังหวะเร็ว เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของวัฒนธรรมฮิปฮอป

แร็ปเป็นการร้องแบบที่เป็นจังหวะ การร้องคล้ายเสียงพูด และเนื้อหาของเพลงที่มีความหมายและมีความคล้องจองกัน รวมทั้งเน้นที่การกำกับจังหวะ โดยใช้จังหวะกลองอิเล็กทรอนิกส์ และเทคนิคการ Sampling งานเพลงอื่นๆ
การแร็ปได้พัฒนาทั้งภายในและนอก ของดนตรีแนวฮิปฮอป Kool Herc ชาว
จาไมก้าในนิวยอร์กได้เริ่มการพูดลงบนเพลงประเภทแด๊นซ์ฮอล ในทศวรรษที่ 70 จนในทศวรรษที่ 80 ความสำเร็จของวงรัน-ดีเอ็มซี ได้เปิดกว้างให้วงการเพลงแร็ป พอถึงปลายยุคทศวรรษที่ 90 ฮิปฮอปได้ก้าวเข้าสู่กระแสหลัก ในยุค 2000 ฮิปฮอปใต้ดินเริ่มจะมีการใช้จังหวะที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ท้วงทำนองในการพูด เนื้อคำกลอนที่ซับซ้อน และการเล่นคำอย่างสร้างสรรค์ เนื้อเพลงแร็ปมักถ่ายทอดชีวิตบนถนนที่เป็นที่มาของฮิบฮอป ผนวกกับอ้างอิงถึงวัฒนธรรมกระแสนิยม และคำสแลงฮิปฮอปต่าง ๆ


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ศิลปินเพลงแร็ปชื่อดังของโลก ได้แก่ เอ็ม ซี แฮมเมอร์, วานิลา ไอซ์, ดร. อัลแบน เป็นต้น

ดนตรีแต่ละแนวแต่ละสไตล์ 2

9) DANCE MUSIC ดนตรีเต้นรำแบ่งแยกได้อยากมาก เพราะทุกๆแนวสามารถนำมาเต้นได้หมด ไม่ว่าจะเป็น พ็อพ,ร็อค,บูลส์,แจ๊ซ ฯลฯ แล้วแต่ว่าจะเต้นเร็วหรือช้า และมีท่วงท่าแบบไหนก็ได้ แต่ปัจจุบันดนตรีเต้นรำจะถูกแยกออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยจะเปิดตามสถานที่ที่เป็นคลับเต้นรำโดยเฉพาะเท่านั้น ดนตรีเต้นรำที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ ดนตรีพ๊อพแด๊นซ์ โดยความหมายก็คือดนตรีที่กำลังได้รับความนิยม หรือฮิตอยู่ในขณะนั้นๆ นำมาใส่จังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อเต้นได้ แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็จะมีแนวหลักที่มีมาแต่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุค 80’s จนถึงปัจจุบันดังนี้คือ

- DISCO เป็นแนวเพลงที่เกิดในยุค 70’s โดยคลับใน New York ที่เลือกเปิดแต่เพลง Soul , Funk , Grooves แบบเต้นรำจนพัฒนากลายเป็น Disco โดยนำเอาดนตรีโซลมาใส่จังหวะใหม่เพิ่มความเร็ว และศิลปินส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินผิวสี เช่น Donna Summer , Gloria Gayner , Boney M และอัลบั้มที่พลิกประวัติศาสตร์เป็นอัลบั้มขายดีตลอดการจนกระทั้ง Micheal Jackson มาลบสถิติได้ก็คือ Saturday Night Fever ที่มีเพลงฮิตหลายๆ เพลงของ The Bee Gees ในอัลบั้มนี้ที่ติดอับดับ Top Ten ทั้งฝั่งอังกฤษ และอเมริกา ส่วนคลับเป็นตัวแทนของดิสโก้ก็คือ Studio 54 ที่มีแขกชื่อดังมากมายมาเที่ยวที่คลับแห่งนี้ ที้งศิลปิน นักร้อง นักธุรกิจ และปิดตัวลงในช่วงต้นยุค 80’s จนกลายเป็นตำนานของคลับในช่งดิสโก้เฟื่องฟู

- GARAGE พัฒนาต่อมาจากการนำเอาดนตรีดิสโก้ มาเพิ่มความเร็วของจังหวะและเนื้อหากระชับมากขึ้น เน้นความหรูหราของเสีงออร์แกน แต่สไตล์ของเสียงร้องยังคงความเป็นโซลอยู่เหมือนเดิม นิยมเปิดกันในคลับของชาวเกย์ที่นิวยอร์ค ซึ่งมีชื่อว่า The Garage ในที่สุดจึงใช้ชื่อคลับเป็นแนวเพลงศิลปินแนวนี้ที่เป็นที่รู้จักในบรรดาคนฟังกันคือ Toddterry , Mathawelth , Frankie Knuckles

- HOUSE MUSIC ในช่วงต้นยุค 80’s ได้มีปรากฎการณ์ดนตรีขึ้นมาใหม่เป็นดนตรี House Music ที่นำเอาดนตรี Disco มาปรับปรุงตัดแต่งรีมิกซ์เพิ่มเติมความเร็วของบีท หรือจังหวะเพิ่มขึ้น และเนื้อร้องเหลือเพียงแค่ทอนฮุคหรือคำเท่ๆบางรคำที่นักเต้นสามารถร้องตามได้เท่านั้น และใส่บีทที่เป็นเสียงสังเคราะห์ผสมผสานกันกับ Electronic , Synth Pop , Jazz โดยสร้างดนตรีแนวนี้กันในโกดังที่เรียกว่า Ware House และสุดท้ายดัดเหลือ House คำเดียว ความเร็วของจังหวะหรือ BPM (Beat Per Minute) คือความเร็วของจังหวะกลอง หรือกระเดื่องที่นับได้ภายใน 1 นาทีจะอยู่ระหว่าง 100 – 125 จนเป็นดนตรี House นี่ได้เป็นพื้นฐานให้กับดนตรีแนวอื่นอีกมากมายในช่วงยุค 80’s ทั้ง Hip House , Ambient House , Acid House และในช่วงปลายยุค 80’s ดนตรี House Music ก็ขับจากการเป็นเพลง Underground มาเป็นดนตรี Pop โดยเริ่มที่ยุโรปจนมาถึงอเมริกาในภายหลัง โดยที่มาของชื่อ House Music นี้มาจากคลับใน Chicago โดยมี Frankie Knuckles เป็น DJ. ในขณะเดียวกันคลับใน New Youk ที่ชื่อ Paradise Garage ก็ได้เปิดตัวขึ้นมี Larry Levan มาเป็น DJ. จนเป็นที่มาของคำว่า House and Garage

- FILTERED DISCO หลังจากที่ Disco เงียงหายไปในช่วงต้นยุค 80’s จนกระทั่งหลายๆคนได้กล่าวว่า Disco ได้ตายแล้ว จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 90’s Disco ก็ได้ฟื้นคืนร่างรมาใหม่ในปัจจุบัน และนำระบบการบันทึงเสียงและ Effect มาใส่ในดนตรีและเสียงร้องที่ทุ้มลงหรือแหลมขึ้นจนกลายเป็น Filtered Disco โดยมีทั้งศิลปินผั่งอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศสเข้าร่วมแจมโดยมีชื่อเรียกต่างๆกันทั้ง Neo-Disco , Funk House , French House , French Funk
- FUNKY HOUSE เป็นดนตรีที่นำเอาท่อน Riff Guitar ที่สนุกสนานและการเดินเบสที่ลื่นไหลแบบ Funky มาผสมกับจังหวะดนตรีเต้นรำแบบ House บวกกับเสียงเครื่องสายที่พริ้วไหว จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของ Funky House แล้วใส่เสียงร้องลงไป ศิลปินที่บุกเบิก Funky House ส่วนมากจะเป็นศิลปินจากฝรั่งเศส เช่น Etienne Decrecy , Bob Sinclar , Stardust , Modjo ฯลฯ จนบางครั้งนักวิจารณ์ก็เรียกว่า French House , French Funk แต่ดน่ตรี Funky House ก็ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ศิลปินฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังคลอบคลุมไปถึงทั้งศิลปินจากอังกฤษยุโรปและอเมริกาอีกด้วย ดนตรี Funky House ไม่ได้หยุดตัวเพียงเท่านั้น แต่ยังมีการพัฒนาผสมผสานกับดนตรีแนวอื่นทั้ง Brazillian , African , Samba , Jazz จนกลายเป็นรูปแบบใหม่ๆ


- TECHNO เป็นแนวดนดรีเต้นรำที่แตกแขนงออกไปจากดนตรีดิสโก้แต่มีความเร็วจังหวะ 110 – 130 BPM มีจังหวะที่เน้น่ไปทางหนักหน่วง โดยใช้เสียงของดนตรีสังเคราะห์ล้วนๆ เปรียบเสมือนตัวแทนของการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี่ในยุค 80’s ที่มีการประดิษฐ์เครื่องดนตรีสีงเคราะห์มาใช้แทนกีตาร์ กลอง เบสและเปียนโน ลักษณะเด่นของดนตรีเทคโน จะอยู่ตรงที่จังหวะแข็งกระด้าง ไม่มีเสียงเบส แทบจะไม่มีเสียงร้องด้วยซ้ำ รายละเอียดประกอบด้วยเสียงเอฟเฟ็คท์ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นท่วงทำนองบ้างไม่เป็นบ้าง ซึ่งจะเป็นที่นิยมกันมากในยุโรป คือ เยอรมันและฮอลแลนด์ ซึ่งต่อมาก็มีการนำดนตรีพ็อพมาผสมผสานและถูกเรียกว่า เทคโน แด็นซ์ (techno Dance) วง Kraftwerk ของเยอรมันเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นรากฐานของดนตรีเทคโนยุคหลังๆ ที่นิยมเปิดกันตามคลับเต้นรำในปัจจุบันซึ่งศิลปินจะออกวางขายกันเฉพาะซิงเกิล
- EURO BEAT แตกแขนงมาจากดนตรีดิสโก้เช่นกัน และมีความเร็วของจังหวะที่ใกล้เคียงกับดนตรีเทคโน แต่มีรายละเอียดของดนตรีสังเคราะห์น้อยกว่า มีทำนองและเนื้อร้องที่ไพเราะ น่าฟังมากกว่า ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของดนตรี จากฝั่งยุโรปที่นิยมกันมาตั้งแต่ยุค 80’s จนถึงปัจจุบัน โดยมีวงดังอย่าง Pet Shop Boy และ Erasure เป็นตัวแทน


- TRANCE เป็นการผสมผสานระหว่างดนตรี Ambient กับดนตรีเทคโน กล่าวคือ ดนตรีแอมเบี้ยนท์ เป็นดนตรีที่ประกอบไปด้วยเสียงของบรรยากาศรอบตัวเช่น เสียงลม เสียงฝน เสียงคน หรือเสียงสัตว์ แต่ไม่มีจังหวะเมื่อนำบีทที่มีความเร็ว 110-130 BPM ของดนตรีเทคโนมาผสมบวกกับเบสไลน์ของโรลลิ่งเบส เสียงใหญ่ผสมกับเสียงสังเคราะห์ของซินธ์และเอฟเฟ็คท์ต่างๆ โดยใส่ท่วงทำนองที่ไพเราะเข้าไปจึงฟังดูล่องลอย กว้างขวาง มหึมา และหรูหราของเสียงซินธ์ ลักษณะที่เด่นชัดและเรียกว่า Trance เพราะเป็นดนตรีที่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปชอบนำไปเปิดตามปาร์ตี้ ตามที่ต่างๆที่พวกเขาไปเที่ยวกัน และเมื่อไปถึงเมืองไหนหรือประเทศใด พวกเขาก็นำกลิ่นอายหรือบรรยากาศของสถานที่นั้นๆมาสร้างเป็นเมโลดี้ ผสมผสานกับบีทเทคโน ดนตรีแนวนี้จึงกลายเป็นดนตรีประกอบการเดินทางแหล่งกำเนิดของดนตรีแนวนี้ คือ ประเทศเยอรมัน เรียกว่า Europian Trance และที่เมือง Goa ประเทศอินเดีย เรียกกว่า Goa Trance

- ELECTRONICA เป็นชื่อที่นักวิจารณ์ใช้เรียกแทนดนตรีเต้นรำแนวใหม่ที่แตกแขนงมาจากดนตรีเต้นรำแนวหลักๆ ข้างต้น แต่ยังสัดส่วนที่คล้ายและไกล้เคียงกัน แตกต่างกันที่รายละเอียดและโครงสร้างดนตรีที่นำมาผสมผสานและรีมิกซ์เข้าด้วยกันแนวหลักที่เกิดขึ้นใหม่มีดังต่อไปนี้ Hard House ความเร็ว 110-130 BPM / Deep Funk ความเร็ว 110-120 BPM / Progressive House ความเร็ว 110-130 BPM

- HIP HOP เป็นดนตรีแรปที่เพิ่มรายละเอียดของดนตรีที่เป็นทั้งกีตาร์ เบส และคีย์บอร์ด เข้าไปบวกกับลูกเล่น การสแครซแผ่นเสียงจาก Turntable และเสียงเอ๊ฟเฟค์ทจากเครื่องมิกซ์เซอร์ ดนตรีจึงสละสลวยและน่าฟังมากกว่าดนตรีแรป แต่ถ้าลดความเร็วลงมาประมาณเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Tip Hop ซึ่งจะเปลี่ยนเสียงร้องในสไตล์แรปไปเป็นสไตล์โซล แต่ถ้าเพิ่มความเร็วของจังหวะขึ้นเท่าตัว ก็จะเรียกว่าดนตรี Hard Hop แต่รายละเอียดดนตรียังเหมือนเดิม

- BIG BEAT เป็นดนตรี Hip Hop ที่เพิ่มความเร็วของจังหวะประมาณ 3-5 เท่า เปลี่ยนโครงสร้างดนตรีจากการแรปมาเป็นดนตรีโซล เพิ่มเบสไลน์ของดนตรีฟังก์บวกลูกเล่นสแครซแผ่นและการแซมเพลอร์เสียงต่างๆลงไปผลลัพท์คือ เสียงของบีทที่ใหญ่โตค้นพบโดย The Chemical Brothers แต่ผู้ที่ทำให้โด่งดังทั่วโลกคือ Fat Boy Slim

- BREAK BEAT ดนตรีร็อคที่ถูกเปลี่ยนเสียงของดนตรีจากของจริงมาเป็นเสียงสังเคราะห์ ทั้งเสียงกลองและกี่ตาร์ เนื้อร้องจะถูกตัดต่อมาจากเพลงต่างๆนำมาแซมเพลอร์ลงไป ผสมกับเสียงที่รกๆของเอฟเฟ็คท์ จังหวะที่แข็งกระด้างเหมือนเทคโน แต่อัตราเร่งช้ากว่า
- BRUM N’ BASS & JUNGLE เป็นดนตรีที่ทรงพลังด้วยการรวมตัวของดนตรี โซล ฟังก์ แจ๊ซ เรกเก้ และ ดัมส ร่วมกันล่องลอยไปบนจังหวะที่แข็งกระด้าง หนักแน่น เร่งเร็วถี่ยิบในอัตรา 140-160 BMP โดยมี MC หรือแรปเปอร์จะคอยแรปประกอบกับการมิกซ์ของดีเจ โครงสร้างหลักของจังหวะคือเสียงกลองและเบส ที่พัฒนามาจากดนตรีเทคโนและฮาร์ดคอร์ และพถ้ามีจังหวะที่เร็วกว่าเดิมมากขึ้น หรือตัดเสียงเบสออกก็จะถูกเรียกเป็นดนตรีจังเกิ้ล (Jungle) เพราะมีกลิ่นอายและจังหวะที่เหมือนกับดนตรีเต้นรำรอบกองไฟของคนป่า
- URBAN หรืออีกชื่อเต็มว่า Urban contemporary คือดนตรีแบบ R&B SOUL ในช่วงยุค 90’s ถึงปัจจุบัน โดยเป็นเพลงที่เน้นความเป็นป๊อปที่ฟังสบาย มีจังหวะที่ทันสมัย และมีความเป็น Pop มากกว่า R&B และได้ข้ามจากชาร์ท R&B ไปสู่ชาร์ท Pop โดยมีศิลปินผิวสีอย่างเช่น Janet Jackson , Whitney Houston , Ocean เป็นศิลปินบุกเบิกยุคแรกๆ ต่อมาก็มีศิลปินอย่างเช่น Bobby Brown นำ R&B มาใส่บีทแบบ Hip Hop และร้อง Rap ใส่ลงไปจนกลายเป็นที่มาของ Urban ในยุคต่อๆมา


http://blog.hunsa.com/djphong/cat/4578

- CHILLED OUT คือดนตรีเต้นรำที่ผ่อนคลาย และมีจังหวะที่ช้าที่สุด มีไว้สำหรับฟังเพื่อผ่อนคลายหรือเต้นรำในจังหวะสโลว์เสียมากกว่า เพราะลักษณะที่ชัดเจนคือ ท่วงทำนองไพเราะ ล่องลอย เคลิบเคลิ้ม ฟังแล้วโลกสว่างไสว ถือว่าเป็นกระแสดนตรีในยุคปัจจุบันที่เป็นทางเลือกสำหรับคนที่เบื่อเพลง Pop แบบ Mainstream แต่ก็ไม่ต้องการดนตรีที่ซีเรียสมากมาย Chill Out จึงเป็นคำที่เรียกแนวดนตรีที่หลากหลายทั้งแนว Lounge , Downtempo , Balearic , Trip Hop , ฯลฯ ซี่งจะเป็นดนตรีแนวอะไรก็ได้ ยกเว้นที่มีจังหวะหนักๆเท่านั้น และอับบั้มที่ทำให้ดนตรี Chill Out เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในเมืองไทยรคือ Café Del Mar ที่เป็นเพลงที่เปิดในคลับซื้อเดียวกันในเกาะ Ibiza ประเทศสเปน ส่วนอับบั้น Chill Out ที่ถือว่าเป็นแนวหน้านั้นคงจะเป็นอับบั้ม Costes ที่เป็นเพลงสำหรับเปิดใน Boutique Hotel ในประเทศฝรั่งเศสมิกซ์โดย Stephane Pompoungac กับอับบั้ม Buddha Bar ที่เป็นเพลงที่เปิดในบาร์ชื่อเดี่ยวกันในประเทศฝรั่งเศสโดย Claude Challe